ถึงแม้ว่าหนังสือ ภควัต-คีตา จะได้รับความนิยมจากการพิมพ์และการอ่านอย่างแพร่หลาย เดิมทีเป็นตอนหนึ่งของ มหาภารตะ ซึ่งเป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์ภาษาสันสกฤตของโลกในอดีต มหาภารตะ กล่าวถึงสถานการณ์ซึ่งนําเรามาสู่ยุคปัจจุบันคือ กลียุค (คะลิ-ยุกะ) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคนี้ กลียุคเริ่มขึ้นเมื่อประมาณห้าพันปีก่อน องค์ชรีคริชณะตรัส ภควัต-คีตา ให้แก่อารจุนะผู้ทรงเป็นทั้งสหายและสาวกของพระองค์
การสนทนาครั้งนี้เป็นการสนทนาปรัชญาและธรรมะอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยรู้จักมา ปรากฏขึ้นก่อนเกิดสงครามอย่างรุนแรงในราชวงศ์กษัตริย์ ระหว่างโอรสหนึ่งร้อยองค์ของดฺริทะราชทระ และฝ่ายตรงข้าม พาณดะวะ โอรสของพาณดุผู้เป็นญาติกัน
ดฺริทะราชทระและพาณดุทรงเป็นพี่น้องกัน ประสูติในราชวงศ์คุรุ สืบเชื้อสายมาจากพระราชาภารตะผู้ทรงปกครองโลกในอดีต พระนาม มหาภารตะ มาจากพระราชาองค์นี้ เนื่องจากดฺริทะราชทระทรงเป็นพระเชษฐา ประสูติมามีพระเนตรพิการ บัลลังก์ซึ่งควรจะเป็นของพระองค์จึงตกมาเป็นของพระอนุชาพาณดุ
เมื่อพาณดุสวรรคตในขณะที่พระชันษายังไม่มาก โอรสห้าพระองค์ คือ ยุดิฺชทิฺระ บีฺมะ อารจุนะ นะคุละ และสะฮะเดวะ ทรงมาอยู่ภายใต้การดูแลของดฺริทะราช-ทระ ผู้ทรงขึ้นครองราชย์แทนพาณดุ ดังนั้น พระโอรสของดฺริทะราชทระและพระโอรสของพาณดุทรงเจริญเติบโตในพระราชวังเดียวกัน ทั้งสองราชวงศ์ได้รับการฝึกฝนศิลปะการทําศึกสงครามจากพระอาจารย์ผู้ชํานาญโดรณะ และมีพระอัยกาบีฺชมะที่เคารพนับถือทรงเป็นผู้ให้คําปรึกษา
แต่พระโอรสของดฺริทะราชทระโดยเฉพาะองค์โตสุดดุรโยดฺะนะทรงมีความเกลียดชังและอิจฉาพาณดะวะ ดฺริทะราชทระผู้ทรงมีพระเนตรบอดและจิตใจอ่อนแอทรงประสงค์ให้โอรสของพระองคขึ้นครองราชย์แทนพาณดะวะ
เมื่อได้รับอนุญาตจากดฺริทะราชทระ ดุรโยดฺะนะจึงวางแผนสังหารโอรสทั้งหมดของพาณดุ แต่เสด็จอาวิดุระและคริชณะผู้ทรงเป็นพระญาติคอยระวังปกป้อง พาณดะวะจึงรอดพ้นจากการลอบปลงพระชนม์หลายครั้ง
ชรีคริชณะทรงมิใช่เป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่ทรงเป็นองค์ภควาน เสด็จลงมาบนโลกนี้และทรงแสดงบทบาทเป็นเจ้าชายร่วมสมัย ในบทบาทนี้พระองค์ทรงเป็นหลานของพระนางคุนทีหรือพระนางพริทฺา มเหสีของพาณดุและพระมารดาของพาณดะวะ ดังนั้น ทั้งสององค์ทรงเป็นญาติกัน และทรงเป็นผู้ทํานุบํารุงพระศาสนานิรันดร คริชณะทรงโปรดโอรสของพาณดุผู้ทรงคุณธรรม จึงทรงให้ความคุ้มครอง
ในที่สุดดุรโยดฺะนะผู้ฉลาดแกมโกงทรงท้าทายพาณดะวะมาเล่นเกมการพนัน ดุร-โยดฺะนะและพระอนุชาได้รับชัยชนะ พระนางโดรพะดีพระชายาผู้บริสุทธิ์และจงรักภักดีของพาณดะวะทรงตกเป็นเหยื่อจากการพนันในครั้งนี้ โดยถูกสบประมาทด้วยการพยายามเปลื้องผ้านางต่อหน้าที่ชุมนุมของเจ้าชายและกษัตริย์ทั้งหลาย พลังอํานาจทิพย์ของคริชณะทรงส่งส่าหรีช่วยโดรพะดีมากเท่าที่ถูกเปลื้องออก แต่การพนันที่มีแผนฉ้อโกงไว้ล่วงหน้าได้โกงเอาราชอาณาจักรของพาณดะวะ และเนรเทศโอรสของพาณดุทั้งห้าให้ไปอยู่ในป่าเป็นเวลาสิบสามปี
หลังจากพ้นกําหนดการเนรเทศ พาณดะวะทรงขอราชอาณาจักรซึ่งเป็นสิทธิ์ของพวกตนที่ควรจะได้รับ แต่ดุรโยดฺะนะทรงปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ในฐานะที่เป็นโอรสกษัตริย์จึงทรงมีหน้าที่ที่จะต้องรับใช้ด้วยการปกครองบ้านเมือง พาณดะวะทั้งห้าจึงทรงขอเพียงห้าหมู่บ้านมาปกครอง แต่ดุรโยดฺะนะทรงปฏิเสธอย่างยโสโอหังว่าจะไม่ให้แม้แต่ที่ดินพอที่จะเอาไปปักเข็ม
ทั้งหมดนี้พาณดะวะทรงพยายามอดทนและอดกลั้นมาตลอด แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าสงครามจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี ขณะที่เจ้าชายต่าง ๆ ในโลกต่างแบ่งพวกกัน บ้างไปร่วมกับโอรสของ ดฺริทะราชทระ บ้างไปร่วมกับพาณดะวะ คริชณะทรงแสดงบทเป็นทูตสันติภาพให้โอรสของพาณดุ โดยเสด็จไปที่ราชสํานักของดฺริทะราชทระเจรจาสันติวิธีเพื่อสงบศึก แต่เมื่อคําขอร้องของคริชณะทรงถูกปฏิเสธสงครามจึงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
พาณดะวะผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง ทรงทราบดีว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ขณะที่ผู้มีบาปหนาเยี่ยงเหล่าโอรสของดฺริทะราชทระไม่เชื่อเช่นนั้น ถึงกระนั้นคริชณะทรงเสนอที่จะร่วมรบด้วยตามที่ผู้ไม่มีความศรัทธาปรารถนา ในฐานะที่คริชณะ ทรงเป็นองค์ภควานจะทรงไม่รบด้วยพระองค์เอง หากฝ่ายใดปรารถนาจะได้กองทัพของพระองค์ไป อีกฝ่ายหนึ่งก็จะได้คริชณะมาเป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วย ดุรโยดฺะนะทรงเป็นอัจฉริยะทางการเมืองจึงเลือกเอากองทัพของคริชณะ ขณะที่พาณดะวะทรงยินดีอย่างกระตือรือร้นที่จะได้องค์ชรีคริชณะมาอยู่ฝ่ายตน
ด้วยเหตุนี้คริชณะจึงทรงมาเป็นสารถีของอารจุนะและรับเอาราชรถศึกมาขับ นี่คือจุดกําเนิดของ ภควัต-คีตา ขณะที่กองทัพทั้งสองฝ่ายเรียงรายกันเป็นทิวแถวพร้อมรบ ดฺริทะราชทระตรัสถามสันจะยะเลขาของพระองค์อย่างสนพระทัยว่า “พวกเขากําลังทําอะไรกัน?”
โครงเรื่องได้วางไว้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้จะกล่าวโดยย่อถึงการแปล และการอธิบาย
โดยทั่วไปผู้ที่แปล ภควัต-คีตา เป็นภาษาอังกฤษจะกําจัดเอาคริชณะออกไปห่าง ๆ เพื่อตนเองจะได้เสนอแนวคิดและแนวปรัชญาว่าประวัติศาสตร์มหาภารตะเป็นเพียงนวนิยายประหลาดโบราณ และคริชณะทรงเป็นเพียงเครื่องมือทางกวีนิพนธ์เพื่อ เสนอแนวคิดแห่งอัจฉริยภาพของตน หรืออย่างดีคริชณะก็ทรงเป็นเพียงตัวประกอบทางประวัติศาสตร์
แต่องค์ชรีคริชณะทรงเป็นทั้งจุดมุ่งหมาย และแก่นสารที่สําคัญของ ภควัต-คีตา ดังที่ ภควัต-คีตา ได้กล่าวไว้
ดังนั้น ในการแปลและอธิบายหนังสือเล่มนี้จะนําผู้อ่านมุ่งตรงไปหาคริชณะ แทนที่จะนําเราออกห่างจากพระองค์ ภควัต-คีตา เล่มนี้ทั้งเล่มมีความคงเส้นคงวาและเข้าใจได้ เพราะคริชณะทรงเป็นผู้ตรัสและทรงเป็นเป้าหมายสูงสุด ภควัต-คีตา ฉบับเดิม เล่มนี้นําเสนอเป็นคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ตามความเป็นจริง
ผู้จัดพิมพ์
แด่
ชรีละ บะละเดวะ วิดยาบํูชะนะ
ผู้เขียนคำอธิบาย โกวินดะ-บฺาชยะ
อย่างสวยงาม
เกี่ยวกับ
ปรัชญาเวดานธะ
เดิมทีอาตมาได้เขียน ภควัต-คีตา ฉบับเดิม ในรูปเล่มที่ท่านกำาลังอ่านอยู่ใน ขณะนี้ เมื่อหนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรก ต้นฉบับเดิมได้ถูกตัดให้สั้นลงเหลือเพียง 400 หน้าโดยไม่มีภาพประกอบ และส่วนมากไม่มีคำาอธิบายโศลก ในหนังสือเล่มอื่น ๆ ของอาตมา เช่น ชรีมัด-บากะวะธัม, ศรีอุปนิษัท ฯลฯ ระบบการเขียนคืออาตมาจะ เขียนโศลกเหมือนเดิมในภาษาสันสกฤต เขียนโศลกภาษาโรมัน แปลแต่ละคำาเป็นภาษา อังกฤษ แปลโศลก และให้คำาอธิบายโศลก ดังนี้ทำาให้หนังสือเล่มนี้เป็นที่เชื่อถือได้ ถูก หลักวิชาการเป็นอย่างยิ่ง ทำาให้ความหมายมีหลักฐานอยู่ในตัว อาตมารู้สึกไม่สบายใจ หากต้องตัดบางส่วนออกจากต้นฉบับเดิม แต่เมื่อความต้องการ ภควัต-คีตา ฉบับเดิม นี้ มีมากขึ้นตามลำาดับ ทั้งนักวิชาการและสาวกของอาตมาขอร้องให้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ ให้เหมือนกับต้นฉบับเดิม ดังนั้น เราจึงพิมพ์หนังสือแห่งวิชาความรู้อันยิ่งใหญ่เหมือนกับ ต้นฉบับเดิม พร้อมคำาอธิบายของ พะรัมพะรา (ระบบการถ่ายทอดวิชาจากพระอาจารย์ สู่ศิษย์) อย่างสมบูรณ์ เพื่อสถาปนาขบวนการคริชณะจิตสำานึกให้มั่นคงและเจริญ รุ่งเรืองสืบต่อไป
ขบวนการคริชณะจิตสำานึกของเราเป็นของจริงแท้ เชื่อถือได้ตามประวัติศาสตร์ เป็นธรรมชาติและเป็นทิพย์ เพราะว่ามีพื้นฐานมาจาก ภควัต-คีตา ฉบับเดิม เราจึงค่อยๆ กลายมาเป็นขบวนการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก โดยเฉพาะในกลุ่มชนวัยรุ่น และ ได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มผู้อาวุโส ดังเช่นคุณพ่อและคุณปู่ของสาวกอาตมาได้ ให้การสนับสนุนด้วยการมาสมัครเป็นสมาชิกตลอดชีพในสมาคมนานาชาติเพื่อคริชณะ จิตสำานึกอันยิ่งใหญ่ของเราที่นครลอสแอนเจลิส คุณพ่อและคุณแม่หลายท่านได้เข้าพบ อาตมาและแสดงความรู้สึกขอบคุณที่อาตมาได้เป็นผู้นำาขบวนการคริชณะจิตสำานึกทั่ว โลก บางท่านกล่าวว่าชาวอเมริกันโชคดีมากที่อาตมาได้เริ่มขบวนการคริชณะจิตสำานึก ในอเมริกา อันที่จริงพระบิดาองค์เดิมของขบวนการนี้คือชรีคริชณะ เพราะขบวนการ นี้ได้เริ่มมาเป็นเวลานานแล้วและถูกถ่ายทอดลงมายังสังคมมนุษย์โดยระบบ พะรัมพะ รา หากมีความดีความชอบเกี่ยวกับงานนี้คงไม่ใช่เป็นของอาตมาผู้เดียว แต่เนื่องมาจาก พระอาจารย์ทิพย์นิรันดรของอาตมา พระกรุณาธิคุณเจ้า โอม วิชณุพาดะ พะระมะฮัม สะ พะริวราจะคาชารยะ 108 ชรี ชรีมัด บัฺคธิสิดดฺานธะ สะรัสวะที โกสวามี มะฮาราจะ พระบํ ุพาดะ
หากอาตมาจะได้รับความดีความชอบในเรื่องนี้ เป็นเพราะว่าอาตมาพยายาม เสนอ ภควัต-คีตา ฉบับเดิมนี้ให้เหมือนเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ ภควัต-คีตา ฉบับเดิม ของอาตมาจะออก ภควัต-คีตา ภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในตลาดเกือบทั้งหมดได้ เขียนขึ้น ด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงของบางคน แต่ความพยายามของเราในการเสนอ ภควัต-คี ตา ฉบับเดิม นี้เพื่อเสนอพระภารกิจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า คริชณะ ภารกิจ ของเราคือเสนอพระราชประสงค์ของคริชณะ มิใช่เสนอความต้องการของนักคาดคะเน ทางโลก เช่น นักการเมือง นักปราชญ์ และนักวิทยาศาสตร์ เพราะพวกนี้มีความรู้เกี่ยว กับ คริชณะน้อยมาก แม้ว่าจะมีความรู้ทางด้านอื่นมากมาย เมื่อคริชณะตรัสว่า มัน- มะนา บฺะวะ มัดบัฺคโท มัด-ยาจี มาม นะมัสคุรุ ฯลฯ ไม่เหมือนกับพวกที่เรียกตนเอง ว่าเป็นนักวิชาการ เราจะไม่กล่าวว่าคริชณะและดวงวิญญาณของพระองค์ต่างกัน คริชณะ ทรงมีความสมบูรณ์ จึงไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระนาม พระวรกาย คุณสมบัติ และลีลา ของพระองค์ ฯลฯ ตำาแหน่งอันสมบูรณ์บริบูรณ์ของคริชณะนี้ เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก สำาหรับผู้ที่ไม่ใช่สาวกของคริชณะในระบบ พะรัมพะรา โดยทั่วไปผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็น นักวิชาการ นักการเมือง นักปราชญ์ และสวามี ถึงแม้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับคริชณะอย่าง สมบูรณ์ พยายามขจัดหรือปลงพระชมน์คริชณะขณะที่เขียนคำาอธิบาย ภควัต-คีตา ที่ เชื่อถือไม่ได้ เช่นนี้เรียกว่า มายาวาดะบฺาชยะ องค์ชรีเชธันญะทรงเตือนเราเกี่ยวกับบุคคล ที่เชื่อไม่ได้ประเภทนี้ ชรีเชธันญะตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ใดพยายามเข้าใจ ภควัต-คีตา จากแนวคิดของมายาวาดี จะเป็นผู้กระทำาความผิดพลาดอย่างมหันต์ ผลแห่งความผิด พลาดนี้จะนำานักศึกษาผู้หลงทางจาก ภควัต-คีตา ให้สับสนอยู่บนวิถีทางไปสู่ความเป็น ทิพย์ และไม่สามารถกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควานอย่างแน่นอน
จุดมุ่งหมายของเราเพียงต้องการเสนอ ภควัต-คีตา ฉบับเดิม เพื่อนำาทาง นักศึกษาที่อยู่ในสภาวะวัตถุให้บรรลุถึงเป้าหมาย เช่นเดียวกับที่องค์ชรีคริชณะเสด็จ ลงมาบนโลกนี้วันละครั้งตามเวลาของพระพรหม หรือทุก ๆ 8,600,000,000 ปี จุด มุ่งหมายนี้ได้กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา เราต้องยอมรับความจริงเช่นนี้ มิฉะนั้น จะไม่มี ประโยชน์อันใดที่จะพยายามเข้าใจ ภควัต-คีตา และคริชณะผู้ตรัส องค์คริชณะตรัส ภควัต-คีตา ครั้งแรกให้สุริยเทพหลายร้อยล้านปีมาแล้ว เราต้องยอมรับความจริงเช่น นี้เพื่อให้เข้าใจจุดสำาคัญตามประวัติศาสตร์ของ ภควัต-คีตา โดยไม่ตีความหมายให้ผิด ไปจากองค์คริชณะผู้ทรงเป็นต้นตำารับ การตีความ ภควัต-คีตา โดยไม่อ้างอิงถึงพระ ราชประสงค์ของคริชณะเป็นบาปอันใหญ่หลวง เพื่อปกป้องตัวเราจากความบาปนี้ เรา ต้องเข้าใจว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ดังเช่น อารจุนะสาวกรูปแรกที่ เข้าใจจากคริชณะโดยตรง การเข้าใจ ภควัต-คีตา เช่นนี้จะเป็นผลดีและเชื่อถือได้เพื่อ ประโยชน์ของสังคมมนุษย์ในการที่จะทำาให้ภารกิจของชีวิตมนุษย์สมบูรณ์อย่างแท้จริง
ขบวนการคริชณะจิตสำานึกเป็นหัวใจสำาคัญของสังคมมนุษย์ เพราะจะให้ความสมบูรณ์ สูงสุดในชีวิต เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนั้นได้อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา ด้วยความอับโชคที่นักมายากล ในโลกวัตถุได้ฉวยโอกาสจาก ภควัต-คีตา ผลักดันเอาแนวโน้มอันเลวทรามของตนนำาผู้คน ไปในทางที่ผิดเกี่ยวกับความเข้าใจหลักชีวิตง่าย ๆ อย่างถูกต้อง ทุกคนควรรู้ว่าองค์ ภควานหรือคริชณะทรงยิ่งใหญ่เพียงใด และทุกคนควรรู้สถานภาพอันแท้จริงของสิ่งมี ชีวิต ทุกคนควรรู้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้นิรันดร และนอกเสียจากว่าเรามารับใช้คริชณะ มิฉะนั้นแล้วเราจะไปรับใช้มายา หรือความหลงในรูปแบบต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุสาม ระดับ จากนั้นเราก็จะเวียนว่ายในวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายชั่วกัลปาวสาน แม้ กระทั่งนักคาดคะเนมายาวาดีที่คิดว่าตนเองหลุดพ้น ก็ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏจักร นี้ ความรู้นี้เป็นพื้นฐานของศาสตร์อันยิ่งใหญ่ และทุก ๆ ชีวิตควรจะรับฟังเพื่อประโยชน์ ของตนเอง
ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในกลียุค (คะลิ-ยุกะ) ถูกโลมเล้าไปด้วยพลังงาน เบื้องต่ำาของ คริชณะ ทำาให้คิดผิดไปว่า ความเจริญก้าวหน้าที่อำานวยความสะดวกสบาย ทางวัตถุจะทำาให้เขามีความสุข โดยไม่รู้ว่าธรรมชาติวัตถุหรือธรรมชาติภายนอกนั้นแข็งแกร่ง มาก ทุก ๆ คนถูกพันธนาการอย่างแน่นหนาด้วยกฎอันเข้มงวดของธรรมชาติวัตถุ สิ่งมี ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควานผู้มีความสุข และหน้าที่ตามธรรมชาติของเราคือการ รับใช้องค์ภควานโดยตรง แต่ด้วยมนต์สะกดแห่งความหลง เราพยายามหาความสุขด้วย การรับใช้เพื่อสนองประสาทสัมผัสส่วนตัวของเราในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งไม่มีวันที่จะทำาให้ มีความสุข แทนที่จะสนองประสาทสัมผัสวัตถุของตนเอง เราควรสนองประสาทสัมผัส ขององค์ภควาน และนี่คือความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต คริชณะทรงมีพระราชประสงค์ เช่นนี้ และทรงดำาริเช่นนี้ เราต้องทำาความเข้าใจกับความสำาคัญของ ภควัต-คีตา ขบ วนการคริชณะจิตสำานึกของเราสอนคนทั่วโลกให้ทราบถึงจุดสำาคัญนี้ และเนื่องจาก เราไม่บิดเบือนเนื้อหาสาระของ ภควัต-คีตา ฉบับเดิม ผู้ที่มีความสนใจอย่างจริงจังเพื่อ รับประโยชน์จากการศึกษา ภควัต-คีตา จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากขบวนการคริชณะ จิตสำานึกเพื่อให้เข้าใจภาคปฏิบัติของ ภควัต-คีตา ภายใต้การแนะนำาขององค์ภควาน ดัง นั้น เราหวังว่าผู้คนจะได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวง จากการศึกษา ภควัต-คีตา ฉบับ เดิม ดังที่เราเสนออยู่นี้ แม้มีเพียงผู้เดียวมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของคริชณะจะพิจารณา ว่าความพยายามของพวกเราประสบผลสำาเร็จแล้ว
เอ. ซี. บัฺคธิเวดันธะ สวะมิ
วันที่ 12 พฤษภาคม 1971
ซิดนี่ ออสเตรเลีย
ข้าพเจ้าได้เกิดมาอยู่ในความมืดแห่งอวิชชา พระอาจารย์ทิพย์ได้เปิดดวงตาของข้าพเจ้า ด้วยแสงสว่างแห่งวิชาความรู้ ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ท่าน
เมื่อไร ชรีละ รูพะ โกสวามี พระบํ ุพาดะ ผู้สถาปนาภารกิจในโลกวัตถุนี้เพื่อสนองพระราช ประสงค์ขององค์เชธันญะได้โปรดให้ที่พึ่งภายใต้พระบาทรูปดอกบัวของท่านแด่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระบาทรูปดอกบัวของพระอาจารย์ทิพย์และ ขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระบาทของไวชณะวะทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอแสดงความ เคารพอย่างสูงแด่พระบาทรูปดอกบัวของ ชรีละ รูพะ โกสวามี พร้อมทั้งพี่ชาย สะนาทะนะ โกสวามี รวมทั้ง รักฮุนาทฺะ ดาสะ และ รักฮุนาทฺะ บัฺททะ, โกพาละ บัฺททะ, และ ชรี ละ จีวะ โกสวามี ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่องค์ชรีคริชณะเชธันญะ และนิทยานันดะ พร้อมทั้ง อไดวทะ อาชารยะ, กะดาดฺะระ, ชรีวาสะ, และสาวกรูปอื่น ๆ ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ ชรีมะธี ราดฺาราณี และ ชรีคริชณะ รวมทั้ง สหายของท่านทั้งสอง ชรีละลิทา และวิชาคฺา
โอ้ คริชณะที่รัก พระองค์ทรงเป็นสหายของผู้ที่มีความทุกข์และทรงเป็นแหล่งกำาเนิดแห่ง การสร้าง พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของโกปีและเป็นคู่รักของราดฺาราณี ข้าพเจ้าขอ แสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระองค์
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ราดฺาราณีผู้มีผิวพรรณอร่ามดุจดั่งทองคำา และ เป็นราชินีแห่งวรินดาวะนะ พระนางเป็นธิดาของพระราชาวริชะบฺานุ และเป็นที่รักยิ่งของ องค์ชรีคริชณะ
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ไวชณะวะสาวกทั้งหลายขององค์ภควาน ผู้เปรียบ เสมือนต้นกัลปพฤกษ์ ที่สามารถทำาให้ความปรารถนาของทุกคนสมประสงค์ และยัง เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาต่อดวงวิญญาณที่ตกต่ำา
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ ชรี คริชณะ เชธันญะ, พระบํ ุ นิทยานันดะ, ชรีอไดวทะ, กะดาดฺะระ, ชรีวาสะ และสาวกทั้งหลายในสายแห่งการอุทิศตนเสียสละ
ภควัต-คีตา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กีโทพะนิชัด เป็นหัวใจของความรู้พระเวทและเป็น หนึ่งในอุพะนิชัด (อุปนิษัท) ที่สำาคัญที่สุดในวรรณกรรมพระเวท แน่นอนว่ามีคำาอธิบาย ภควัต- คีตา เป็นภาษาอังกฤษมากมาย เราอาจถามว่ามันจำาเป็นด้วยหรือที่จะต้องอธิบายกันอีก ครั้งหนึ่ง ภควัต-คีตา ฉบับนี้จะอธิบายดังนี้ เมื่อไม่นานมานี้มีสุภาพสตรีชาวอเมริกันผู้ หนึ่งได้ขอร้องให้อาตมาแนะนำาหนังสือ ภควัต-คีตา ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ในอเมริกา มีหนังสือ ภควัต-คีตา ที่เป็นภาษาอังกฤษมากมาย แต่เท่าที่อาตมาเห็น ไม่เพียงแต่ใน อเมริกาเท่านั้น แม้แต่ในอินเดียก็เช่นกัน เมื่อพูดกันอย่างจริง ๆ ไม่มีเล่มใดเลยที่เชื่อถือ ได้ เพราะว่าหนังสือเกือบทุกเล่มผู้อธิบายได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่ได้ สัมผัสกับเนื้อหาสาระอันแท้จริงของ ภควัต-คีตา
เนื้อหาสาระอันแท้จริงของ ภควัต-คีตา ฉบับเดิม ได้กล่าวไว้ในตัวของ ภควัต-คีตาเอง ดังนี้ ถ้าเราต้องการรับประทานยา เราต้องปฏิบัติตามคำาสั่งที่เขียนอยู่บนฉลากยา เรา ไม่ควรรับประทานยาตามความต้องการที่ผิดพลาดของเราหรือจากคำาแนะนำาของเพื่อน เราต้องรับประทานยาตามคำาสั่งที่อยู่บนฉลาก หรือตามคำาสั่งแพทย์ เช่นเดียวกัน ภควัต-คีตา ควรได้รับการยอมรับเหมือนกับผู้ตรัสได้ให้ไว้ ผู้ตรัส ภควัต-คีตา คือ องค์ชรีคริชณะ พระองค์ทรงได้รับการกล่าวขานไว้ในทุก ๆ หน้าของ ภควัต-คีตา ว่า เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า องค์ภควาน คำาว่า ภควาน บางครั้งหมายถึงมนุษย์ ผู้มีอำานาจมาก หรือเทวดาผู้มีอำานาจมาก และแน่นอน คำาว่า ภควาน ในที่นี้หมายถึง องค์ชรีคริชณะบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันเราควรรู้ว่า องค์ชรีคริชณะเป็น บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ดังที่ได้ยืนยันไว้โดยพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย เช่น ชังคะราชารยะ, รามานุจาชารยะ, มัดฺวาชารยะ, นิมบารคะ สวามี, ชรีเชธันญะ มาฮาพระบํ ุ และผู้เชื่อถือได้ในวิชาพระเวทอีกมากมายในประเทศอินเดีย คริชณะทรงได้สถาปนา พระองค์เองว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ใน ภควัต-คีตา,บระฮมะ-สัมฮิทา, และ พุราณะ ทั้งหลาย โดยเฉพาะ ชรีมัด-บฺากะวะธัม ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บฺากะวะ ทะ พุราณะ (คริชณะสทุ บฺะกะวาน สวะยัม) ฉะนั้น เราควรจะรับเอา ภควัต-กีตา ฉบับ เดิม ตามที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้ตรัสไว้ในบทที่สี่ ของ ภควัต-กีตา (4.1-3) ว่า
ณ ที่นี้พระองค์ตรัสแก่อารจุนะว่า ระบบโยคะแห่ง ภควัต-คีตา นี้ ครั้ง แรกพระองค์ตรัสแก่สุริยเทพ สุริยเทพทรงอธิบายแก่มะนุ และมะนุทรงอธิบายให้ อิคชวาคุด้วยระบบ พะรัมพะรา นี้ จากผู้ตรัสผู้หนึ่งมาสู่ผู้ตรัสอีกผู้หนึ่ง ระบบโยคะนี้จึง ได้ถูกถ่ายทอดลงมา เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานระบบนี้ได้สูญหายไป ฉะนั้น พระองค์ทรง ตรัส ภควัต-คีตา ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ตรัสให้แก่อารจุนะ ณ สมรภูมิคุรุคเชทระ
พระองค์ทรงตรัสแก่อารจุนะว่าที่พระองค์ทรงถ่ายทอดความลับสุดยอดนี้ให้ แก่อารจุนะเนื่องจากอารจุนะเป็นทั้งสาวกและสหาย คำาอธิบายในประเด็นนี้คือ ภควัต- คีตา เป็นหนังสือสำาหรับสาวกขององค์ภควาน มีนักทิพย์นิยมอยู่สามประเภทคือ กยานี, โยกี, และบัฺคธะ หรืออีกนัยหนึ่ง คือผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์, นักบำาเพ็ญฌาน และสาวก ณ ที่ นี้ ทรงตรัสแก่อารจุนะอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงให้อารจุนะเป็นผู้รับสาส์นคนแรก ของ พะรัมพะรา ใหม่นี้ เพราะว่าสายเก่าได้ขาดตอนไป ดังนั้น จึงเป็นพระราชประสงค์ ของพระองค์ที่จะสถาปนา พะรัมพะรา ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับสายที่ทรง ถ่ายทอดให้กับสุริยเทพ และทรงเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะให้อารจุนะเป็นต้น ตำารับที่น่าเชื่อถือได้ในการเข้าใจ ภควัต-คีตา ดังนั้น เราจะเห็นว่า ภควัต-คีตา ได้ถูก สอนให้อารจุนะโดยเฉพาะ เพราะอารจุนะเป็นสาวก ศิษย์โดยตรงและเป็นสหายสนิทของ คริชณะ ฉะนั้น ผู้ที่จะเข้าใจ ภควัต-คีตา ได้ดีที่สุดนั้น ควรจะมีคุณสมบัติคล้ายอารจุนะ คือจะต้องเป็นสาวกผู้ที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับพระองค์ ในทันทีที่เรามาเป็นสาวก เราจะมีความสัมพันธ์กับคริชณะโดยตรง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและประณีต มากแต่จะกล่าวโดยสรุปว่า สาวกมีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหนึ่ง ในห้ารูปแบบดังต่อไปนี้
1. เราอาจจะเป็นสาวกแบบไม่แสดงออก
2. เราอาจจะเป็นสาวกแบบแสดงออก
3. เราอาจจะเป็นสาวกแบบเพื่อน
4. เราอาจจะเป็นสาวกแบบบิดามารดา
5. เราอาจจะเป็นสาวกแบบคู่รัก
อารจุนะทรงมีความสัมพันธ์กับคริชณะแบบเพื่อน มีความแตกต่างกันอย่าง สิ้นเชิงระหว่างมิตรภาพแบบนี้กับมิตรภาพในโลกวัตถุ มิตรภาพเช่นนี้เป็นมิตรภาพทิพย์ ที่ไม่ใช่ใครก็มีได้ แน่นอนที่ทุกคนมีความสัมพันธ์โดยเฉพาะกับองค์ภควาน และความ สัมพันธ์นั้นจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นจากความสมบูรณ์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วย ความจงรักภักดี แต่ในสถานการณ์ของชีวิตปัจจุบัน ไม่เพียงแต่เราจะลืมองค์ภควาน เท่านั้น แต่เรายังลืมความสัมพันธ์นิรันดรที่มีต่อพระองค์ด้วย มีสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนับเป็น จำานวนพัน ๆ ล้าน แต่ละชีวิตจะมีความสัมพันธ์โดยเฉพาะกับพระองค์นิรันดร เช่นนี้เรียก ว่า สวะรูพะ จากวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจงรักภักดี เราสามารถฟื้นฟู สวะรูพะ นี้ได้ ในระดับนี้เรียกว่า สวะรูพะ-สิดดิฺ หมายถึงความสมบูรณ์ในสถานภาพ พื้นฐานของเรา ดังนั้น อารจุนะทรงเป็นสาวกและได้มาสัมผัสกับองค์ภควานฉันมิตร
อารจุนะทรงยอมรับเอา ภควัต-คีตา นี้มาได้อย่างไรเราควรให้ความสนใจ ลักษณะท่าทีแห่งการยอมรับนี้ ได้ให้ไว้ในบทที่สิบ (10.12-14)
“อารจุนะตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ทรงเป็นที่พำานักพักพิง สูงสุด ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด ทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์ พระองค์ทรงเป็นอมตะ ทรง เป็นทิพย์ ทรงเป็นปฐมองค์ ไม่มีการเกิด และทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งหลาย เช่น นาระดะ อสิทะ เดวะละ และ วิยาสะ ได้ยืนยันความจริงเช่นนี้เกี่ยวกับ พระองค์ และมาบัดนี้พระองค์ทรงประกาศให้ข้าได้ทราบ โอ้ คริชณะ ข้าพเจ้าขอน้อมรับ โดยดุษฏีว่าทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นสัจธรรม แม้แต่เหล่าเทวดาหรือเหล่ามารก็ไม่สามารถ เข้าใจบุคลิกภาพแห่งพระองค์ได้”
หลังจากที่อารจุนะทรงสดับฟัง ภควัต-คีตา จากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแล้ว อารจุนะทรงยอมรับองค์ชรีคริชณะว่าเป็น พะรัม บระฮมะ หรือ บระฮมัน สูงสุด ทุกชีวิต เป็น บระฮมัน แต่ว่าชีวิตที่สูงสุดหรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า คือ บระฮมันสูงสุด พะรัม ดฺามะ หมายความว่าพระองค์ทรงเป็นที่พำานักพักพิงสูงสุดสำาหรับทุกสิ่งทุกอย่าง พะวิทรัม หมายความว่าพระองค์ทรงมีความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินทางวัตถุ พุรุชัม หมายความว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความสุขเกษมสำาราญสูงสุด ชาชวะทัม เป็นอมตะ ดิพยัม เป็นทิพย์ อาดิ-เดวัม บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดิมแท้ อะจัม ไม่มีการ เกิด และ วิบํ ุม ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
เราอาจคิดว่า คริชณะทรงเป็นพระสหายของอารจุนะ อารจุนะจึงทรงตรัส สรรเสริญเยินยอพระองค์ แต่เพื่อขจัดความสงสัยเช่นนี้ให้ออกจากจิตใจของผู้อ่าน ภควัต-คีตา อารจุนะจึงทรงยืนยันคำาสรรเสริญนี้ในโศลกต่อมาว่า คริชณะทรงได้รับ การยอมรับว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ไม่เพียงแต่อารจุนะเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่ น่าเชื่อถือได้ เช่น นาระดะ อสิทะ เดวะละ และ วิยาสะเดวะ ท่านเหล่านี้เป็นบุคลิกภาพ ผู้ยิ่งใหญ่ที่แจกจ่ายความรู้พระเวท เหมือนดังเช่นที่ อาชารยะ ทั้งหลายยอมรับ ดัง นั้น อารจุนะได้ตรัสแด่คริชณะว่าทรงยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่คริชณะตรัสว่ามีความ สมบูรณ์บริบูรณ์ สารวัม เอทัด ริทัม มันเย “ข้าพเจ้ายอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ ตรัสว่าเป็นสัจธรรม” อารจุนะตรัสว่า บุคลิกภาพแห่งพระเจ้านี้ยากนักที่จะเข้าใจ แม้แต่ เหล่าเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าใจพระองค์ หมายความว่าแม้แต่บุคลิกภาพที่ยิ่ง ใหญ่กว่ามนุษย์ ก็ยังไม่สามารถเข้าใจพระองค์ ดังนั้นมนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจคริชณะได้ อย่างไร ถ้าหากไม่มาเป็นสาวกของพระองค์
ฉะนั้น เราจึงควรรับ ภควัต-คีตา ด้วยจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนเสียสละ ไม่ควรคิดว่าตัวเราเทียบเท่ากับคริชณะ และไม่ควรคิดว่าคริชณะทรงเป็นเพียงบุคคล ธรรมดาสามัญ หรือแม้แต่คิดว่า พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่มากเท่านั้น องค์ ชรีคริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ฉะนั้น ตามที่ภควัต-คีตา หรือที่อารจุนะ ได้ตรัสไว้ว่า ผู้ที่พยายามเข้าใจภควัต-คีตา อย่างน้อยตามทฤษฎีควรยอมรับว่าชรีคริชณะ ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า และด้วยจิตวิญญาณที่ยอมรับเช่นนี้ ก็จะสามารถ เข้าใจ ภควัต-คีตา นอกเสียจากว่าเราอ่าน ภควัต-คีตา ด้วยจิตวิญญาณที่ยอมรับเช่นนี้ มิฉะนั้น เป็นการยากมากที่จะเข้าใจ ภควัต-คีตา เพราะจะเป็นสิ่งที่เร้นลับมาก
ภควัต-คีตา คืออะไร จุดมุ่งหมายของ ภควัต-คีตา ก็เพื่อที่จะนำาพามนุษยชาติ ให้ออกจากอวิชชาแห่งชีวิตทางวัตถุ ทุก ๆ คนจะมีความยากลำาบากนานัปการเหมือน ดังเช่น อารจุนะทรงอยู่ในความยากลำาบากที่จะต้องต่อสู้ในสมรภูมิคุรุคเชทระ อารจุนะ ทรงศิโรราบแด่ชรีคริชณะ จากนั้นคริชณะจึงตรัส ภควัต-คีตา นี้ไม่เพียงให้แด่อารจุนะ เท่านั้น เราทุก ๆ คนก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวลในโลกวัตถุนี้ ความเป็นอยู่ของเราอยู่ใน บรรยากาศที่ไม่เป็นความจริง อันที่จริงเราไม่ควรจะถูกความไม่เป็นจริงมาข่มขู่ดวงวิญญาณ ของเราซึ่งเป็นอมตะ อย่างไรก็ดี เราได้ถูกจับมาอยู่ในสถานที่อสัท อสัท หมายถึงสิ่งที่ ไม่เป็นจริง
ในจำานวนมนุษย์มากมายที่ได้รับความทุกข์ มีน้อยคนนักที่จะถามถึงสถานภาพ ของตนเองว่า ตนเองคืออะไร แล้วเหตุไฉนจึงมาอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ ฯลฯ นอกจากว่ามีความตื่นตัวที่จะถามถึงสภาวะแห่งความทุกข์นี้ นอกจากรู้แล้วว่าตนเองไม่ ต้องการความทุกข์ แต่ต้องการแก้ปัญหาความทุกข์ทั้งปวง มิฉะนั้น ก็ไม่ควรพิจารณาว่า เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มนุษยชาติเริ่มต้นเมื่อคำาถามเหล่านี้เกิดขึ้นในจิตใจของตนเอง ใน บระฮมะ-สูทระ คำาถามเช่นนี้เรียกว่า บระฮมะ-จิกยาสา, อทฺาโท บระฮมะ-จิกยาสา กิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมดจะถือว่าล้มเหลวหากเราไม่ตั้งคำาถามเกี่ยวกับธรรมชาติแห่ง สัจธรรม ฉะนั้น ผู้ที่เริ่มคำาถามว่าทำาไมเราจะต้องได้รับทุกข์ทรมาน? หรือว่าเรามาจาก ไหน? และเราจะไปไหนหลังจากตายไปแล้ว? เช่นนี้จะเป็นนักศึกษาที่ควรค่าในการเข้าใจ ภควัต-คีตา นักศึกษาผู้มีความจริงใจควรมีความเคารพอย่างมั่นคงต่อบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้าและนักศึกษาเช่นนี้ คือ อารจุนะ
องค์ชรีคริชณะเสด็จลงมาเพื่อสถาปนาจุดมุ่งหมายแท้จริงของชีวิต โดยเฉพาะ เมื่อมนุษย์ลืมจุดมุ่งหมายนี้ แม้กระนั้นจากผู้ที่ตื่นแล้วจำานวนมากมาย จะมีเพียงคนเดียว ที่สามารถเข้าถึงเจตนารมณ์แห่งความเข้าใจสถานภาพหน้าที่อันแท้จริงของตนเอง สำาหรับ ผู้นั้น ภควัต-คีตา จึงถูกตรัสขึ้น อันที่จริงเราทั้งหมดกำาลังถูกนางเสือร้ายแห่งอวิชชา กลืนกินอยู่ทุกขณะ แต่พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตมาก โดยเฉพาะมนุษย์ เมื่อ เป็นเช่นนี้ พระองค์จึงตรัส ภควัต-คีตา และให้สหายของพระองค์ อารจุนะ มาเป็นศิษย์
ในฐานะที่เป็นสหายของชรีคริชณะ อารจุนะทรงอยู่เหนืออวิชชาทั้งปวง แต่ที่ สมรภูมิคุรุคเชทระ อารจุนะทรงถูกอวิชชาครอบงำา เพื่อที่จะให้อารจุนะทรงตั้งคำา ถามต่อคริชณะเกี่ยวกับปัญหาชีวิต เพื่อพระองค์จะทรงอธิบายให้เป็นประโยชน์แก่ชน รุ่นหลังสืบต่อไป และจะได้วางแผนชีวิตอย่างถูกต้อง จากนั้นมนุษย์จะได้ปฏิบัติตามและ ทำาให้ภารกิจของชีวิตมนุษย์เสร็จสิ้นสมบูรณ์
เนื้อหาสาระของ ภควัต-คีตา ประกอบด้วยความเข้าใจสัจธรรมพื้นฐานห้าประการ ประการแรกอธิบายถึงศาสตร์แห่งองค์ภควาน จากนั้นอธิบายถึงสถานภาพพื้นฐานของ สิ่งมีชีวิต จีวะ, อีชวะระ หมายถึงผู้ควบคุม และ จีวะ หมายถึง สิ่งมีชีวิตผู้ถูก ควบคุม ถ้าหากว่าสิ่งมีชีวิตกล่าวว่าเป็นอิสระ ไม่ถูกควบคุม เช่นนี้เรียกว่าเสียสติ เพราะสิ่ง มีชีวิตถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยในชีวิตสภาวะวัตถุ ฉะนั้น เนื้อหาสาระของ ภควัต-คีตา จึงกล่าวถึง อีชวะระ ผู้ควบคุมสูงสุด และ จีวะ สิ่งมีชีวิตผู้ถูกควบคุม พระ คริทิ (ธรรมชาติวัตถุ), กาลเวลา (ระยะเวลาที่จักรวาลเป็นอยู่ หรือปรากฏการณ์ของ ธรรมชาติวัตถุ) และคารมะ (กรรม) ทั้งหมดได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้ ปรากฏการณ์ในจักรวาล เต็มไปด้วยกิจกรรมที่แตกต่างกัน สิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีการทำากิจกรรมแตกต่างกัน จาก ภควัต-คีตา เราต้องเรียนรู้ว่า องค์ภควานคืออะไร? สิ่งมีชีวิตคืออะไร? พระ- คริทิคืออะไร? ปรากฏการณ์ในจักรวาลคืออะไร? ถูกควบคุมด้วยกาลเวลาได้อย่างไร? และอะไรคือกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต
จากเนื้อเรื่องพื้นฐานทั้งห้าประการใน ภควัต-คีตา ได้สถาปนาว่าองค์ภควาน หรือคริชณะ หรือบระฮมัน หรือผู้ควบคุมสูงสุด หรือพะระมาทมา เราอาจจะใช้ชื่ออะไร ก็ได้ที่เราชอบซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยคุณสมบัติแล้ว สิ่งมีชีวิตก็เหมือนผู้ควบคุม สูงสุด ตัวอย่างเช่น องค์ภควานทรงควบคุมกิจกรรมในจักรวาลของธรรมชาติวัตถุ ซึ่ง จะอธิบายในบทต่อ ๆ ไปในภควัต-คีตา ธรรมชาติวัตถุไม่เป็นอิสระ พระนางทรงปฏิบัติ ภายใต้คำาสั่งขององค์ภควาน ดังเช่น คริชณะตรัสว่า มายาดฺยัคเชณะ พระคริทิฮ สูยะเท สะ-ชะราชะรัม “ธรรมชาติวัตถุนี้ปฏิบัติการภายใต้คำาสั่งของข้า” เมื่อเราเห็นสิ่งอัศจรรย์ มากมายเกิดขึ้นในจักรวาลวัตถุ เราควรรู้ว่าเบื้องหลังของปรากฏการณ์ในจักรวาล วัตถุนี้มีผู้ควบคุม ไม่มีอะไรปรากฏออกมาได้โดยไม่มีผู้ควบคุม หากเราไม่พิจารณาถึง ผู้ควบคุม เราก็มีความคิดเหมือนกับเด็ก ๆ ตัวอย่างเช่น เด็กอาจจะคิดว่ารถยนต์นี้น่า อัศจรรย์ที่สามารถวิ่งเองได้ โดยไม่ต้องมีม้าหรือสัตว์มาลากจูง แต่คนปกติธรรมดา รู้ธรรมชาติของระบบเครื่องยนต์ว่าทำางานอย่างไร เขาจะรู้เบื้องหลังของเครื่องยนต์ ว่ามีคนขับเป็นบุคคล ในทำานองเดียวกันองค์ภควานทรงเป็นผู้ขับ ซึ่งภายใต้คำาสั่งของ พระองค์กิจกรรมทั้งหมดจึงดำาเนินไป ทรงยอมรับในบทต่อ ๆ มาว่า จีวะหรือสิ่งมีชีวิต เป็นละอองอณูของพระองค์ เศษทองคำาก็เป็นทองคำา น้ำาหนึ่งหยดจากมหาสมุทรก็มี ความเค็มเช่นเดียวกัน ดังนั้น สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของผู้ควบคุมสูงสุด อีชวะระ หรือ องค์ภควานชรีคริชณะ เรามีคุณสมบัติทั้งหมดขององค์ภควานในปริมาณเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเราเป็น อีชวะระ ย่อย ๆ ที่พยายามจะควบคุมธรรมชาติ ดังเช่นปัจจุบันนี้เรา พยายามจะควบคุมอวกาศและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ แนวโน้มการควบคุมยังมีอยู่ เพราะ ว่ามันมีอยู่ในคริชณะ แต่ถึงแม้เรามีแนวโน้มที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุ ควรรู้ว่าเรา ไม่ใช่ผู้ควบคุมสูงสุด เรื่องนี้ได้อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา
ธรรมชาติวัตถุคืออะไร? ได้อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา ว่าเป็น พระคริทิ หรือ ธรรมชาติที่ต่ำากว่า สิ่งมีชีวิตเป็น พระคริทิ ที่สูงกว่า พระคริทิ จะอยู่ภายใต้การควบคุม เสมอ ไม่ว่าจะเป็น พระคริทิ ที่สูงหรือต่ำากว่า พระคริทิ เป็นสตรีเพศและนางถูกควบคุม โดยองค์ภควาน เหมือนกับกิจกรรมของภรรยาถูกสามีควบคุม พระคริทิ จะเป็นรองอยู่ เสมอ ถูกควบคุมโดยองค์ภควานซึ่งเป็นผู้ควบคุม สิ่งมีชีวิตและธรรมชาติวัตถุทั้งคู่ถูก ควบคุม โดยองค์ภควานเป็นผู้คุม ตาม ภควัต-คีตา ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของ องค์ภควาน ก็ถือว่าเป็น พระคริทิ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทที่เจ็ดของ ภควัต-คีตา ว่า อะพะเรยัม อิทัส ทว อันยาม พระคริทิม วิดดิฺ เม พะราม/ จีวะ-บํ ูทาม “ธรรมชาติ วัตถุนี้เป็น พระคริทิ เบื้องต่ำาของข้า แต่เหนือไปกว่านี้ยังมีธรรมชาติอีกแบบหนึ่งเรียกว่า จีวะ-บํ ูทาม สิ่งมีชีวิต”
ธรรมชาติวัตถุประกอบด้วยคุณลักษณะสามประการ คุณลักษณะความดี ตัณหา และอวิชชา สูงไปกว่านี้มีกาลเวลาที่เป็นอมตะ ด้วยการผสมผสานกันของคุณลักษณะแห่ง ธรรมชาติภายใต้การควบคุมของกาลเวลาอมตะ มีกิจกรรมเรียกว่า คารมะ กิจกรรม เหล่านี้ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล เราจะได้รับความทุกข์หรือความสุขก็ เนื่องจากผลของการกระทำาของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าอาตมาเป็นนักธุรกิจทำางาน อย่างขยันขันแข็งด้วยสติปัญญา และสั่งสมเงินมากมายในธนาคาร เช่นนี้อาตมาเป็นผู้มี ความสุขเกษมสำาราญ ต่อมาธุรกิจล้มละลายลง อาตมาจะเป็นผู้ได้รับความทุกข์ทรมาน ในทำานองเดียวกัน ในทุก ๆ ด้านของชีวิตเราได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลงาน ของเรา เช่นนี้เรียกว่า คารมะ หรือ กรรม
อีชวะระ (องค์ภควาน) จีวะ (สิ่งมีชีวิต) พระคริทิ (ธรรมชาติ) คาละ (กาลเวลาอมตะ) และคารมะ (กรรม) ทั้งหมดได้อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา ทั้งห้าประการนี้ องค์ ภควาน สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติวัตถุ และกาลเวลา เป็นอมตะ ปรากฏการณ์ของ พระคริทิ อาจเป็นการชั่วคราวแต่ว่าไม่ผิด นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่าปรากฏการณ์ของ ธรรมชาติวัตถุนั้นผิด แต่ตามปรัชญาของ ภควัต-คีตา หรือตามปรัชญาของไวชณะวะ ไม่เป็นเช่นนั้น ปรากฏการณ์ของโลกไม่ถือว่าผิด มันเป็นความจริงแต่ว่าไม่ถาวร คล้าย ๆ กับก้อนเมฆซึ่งเคลื่อนผ่านท้องฟ้าไป หรือว่าฝนที่ตกตามฤดูกาลให้ความชุ่มฉ่ำาต่อ เมล็ดข้าว เมื่อหน้าฝนผ่านไปก้อนเมฆถูกพัดไปที่อื่นพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ได้รับความชุ่ม ฉ่ำาจากฝนก็แห้งแล้งลง เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้ เกิดขึ้นชั่วเวลาหนึ่ง เป็นอยู่ สักพักหนึ่ง จากนั้นก็สูญหายไป นี่คือการทำางานของ พระคริทิ แต่วัฏจักรนี้จะเป็นอยู่เช่น นี้ตลอดกาล ฉะนั้น พระคริทิ จึงเป็นอมตะไม่ถือว่าผิด องค์ภควานตรัสถึงข้อนี้ว่า เป็น “พระคริทิ ของข้า” ธรรมชาติวัตถุนี้เป็นพลังงานที่แยกมาจากองค์ภควาน สิ่งมีชีวิตก็ เป็นพลังงานขององค์ภควานเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่แยกจากกันแต่มีความสัมพันธ์ ต่อกันชั่วกัลปาวสาน ดังนั้น องค์ภควาน สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติวัตถุ และกาลเวลา มีความ สัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้งหมด และทั้งหมดนี้เป็นอมตะ อย่างไรก็ดีมีอีกสิ่งหนึ่งคือ กรรม หรือคารมะ ที่ไม่เป็นอมตะ ผลกรรมของเราอาจจะนานมากแล้ว เราได้รับความ ทุกข์หรือความสุขจากผลกรรมตั้งแต่อดีตโบราณกาล แต่เราสามารถเปลี่ยนผลกรรมของเรา ได้ การเปลี่ยนเช่นนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของความรู้ของเราเอง เราปฏิบัติกิจกรรม มากมาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราไม่รู้เลยว่ากิจกรรมใดที่เราปฏิบัติแล้วจะได้รับความหลุด พ้นไปจากกรรมและผลกรรมทั้งหลายเหล่านี้ แต่นี่ก็ได้อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา
สถานภาพของ อีชวะระ (องค์ภควาน) เป็นสถานภาพของจิตสำานึกสูงสุด จีวะ หรือสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นละอองอณูขององค์ภควานต่างก็มีจิตสำานึกเช่นเดียวกัน ทั้งสิ่งมี ชีวิตและธรรมชาติวัตถุเป็น พระคริทิ พลังงานขององค์ภควาน แต่หนึ่งในสอง คือ จีวะมี จิตสำานึก พระคริทิ ไม่มีจิตสำานึก และนี่คือข้อแตกต่าง ฉะนั้น จีวะ-พระคริทิ จึงได้ชื่อ ว่าสูงกว่า เนื่องจาก จีวะ มีจิตสำานึกคล้ายจิตสำานึกขององค์ภควาน จิตสำานึกขององค์ ภควานเป็นจิตสำานึกที่สูงสุด อย่างไรก็ดีเราไม่ควรอ้างว่าจีวะหรือสิ่งมีชีวิตมีจิตสำานึก สูงสุดเช่นเดียวกัน สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีจิตสำานึกสูงสุดได้ ไม่ว่าจะมีความสมบูรณ์ บริบูรณ์ในระดับใด และทฤษฎีที่ว่าเราสามารถมีจิตสำานึกสูงสุดได้ จึงเป็นทฤษฎีที่นำาไป ในทางที่ผิด เราอาจมีจิตสำานึกแต่ไม่ใช่จิตสำานึกที่สมบูรณ์หรือสูงสุด
ข้อแตกต่างระหว่าง จีวะ และ อีชวะระ จะอธิบายในบทที่สิบสามของ ภควัต- คีตา พระองค์ทรงเป็น คเชทระ-กยะ จิตสำานึกเหมือนกับสิ่งมีชีวิต แต่สิ่งมีชีวิตมี จิตสำานึกแค่เฉพาะร่างกายของตนเองเท่านั้น ในขณะที่องค์ภควานทรงมีจิตสำานึกในทุก ๆ ร่างกาย เพราะว่าทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุก ๆ ชีวิต พระองค์ทรงมีจิตสำานึก การเคลื่อนไหวทางจิตวิทยาของทุก จีวะ ซึ่งเราไม่ควรลืมสิ่งนี้ ได้อธิบายว่า พะระ- มาทมา บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าประทับอยู่ในหัวใจของทุก ๆ ชีวิตเป็น อีชวะระ หรือผู้ควบคุม พระองค์ทรงประทานแนวทางเพื่อให้สิ่งมีชีวิตปฏิบัติตามที่ตนปรารถนา สิ่งมีชีวิตลืมไปว่าจะทำาอะไร ครั้งแรกเราตั้งใจจะทำาบางสิ่งบางอย่าง จากนั้นเราก็ถูก พันธนาการอยู่ในกรรมและผลกรรมของเราเอง หลังจากละทิ้งร่างหนึ่งไปแล้ว เราจะ เข้าไปสู่อีกร่างหนึ่งเหมือนการเปลี่ยนเสื้อผ้า ขณะที่ดวงวิญญาณท่องไปเราจะได้รับ ความทุกข์จากผลกรรมในอดีต กิจกรรมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ ในคุณลักษณะความดีเป็นคนปกติ และเข้าใจว่ากิจกรรมใดควรทำา หากทำาได้เช่นนี้ ผล กรรมในอดีตของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้น กรรมหรือ คารมะ ไม่เป็นอมตะ จึง พูดได้ว่าทั้งห้าประการ (อีชวะระ จีวะ พระคริทิ กาลเวลา และคารมะ) มีสี่ประการที่เป็น อมตะส่วนกรรมไม่เป็นอมตะ
จิตสำานึกสูงสุด อีชวะระ คล้ายสิ่งมีชีวิตดังนี้ คือ จิตสำานึกขององค์ภควาน และของสิ่งมีชีวิตอยู่เหนือโลก เป็นทิพย์ จิตสำานึกไม่ได้กำาเนิดมาจากการสัมผัสกับวัตถุ นี่เป็นความคิดที่ผิด ทฤษฏีที่ว่าจิตสำานึกพัฒนาขึ้นภายใต้สถานการณ์ของการผสมผสาน ทางวัตถุบางประการนั้น ภควัต-คีตา ไม่ยอมรับ จิตสำานึกที่อาจจะสะท้อนกลับมาแบบ ผิด ๆ ภายใต้การครอบงำาของสถานการณ์ทางวัตถุ ดังเช่นแสงสะท้อนผ่านกระจกสี อาจจะเป็นสีอื่น แต่จิตสำานึกขององค์ภควานจะไม่มีผลกระทบจากวัตถุ คริชณะตรัส ว่า มะยาดฺยัคเชณะ พระคริทิฮ เมื่อเสด็จลงมาในจักรวาลวัตถุ จิตสำานึกของพระองค์ ทรงไม่ถูกกระทบโดยวัตถุ มิฉะนั้นจะไม่ทรงเป็นผู้เหมาะสมที่จะตรัส ภควัต-คีตา เกี่ยว กับเรื่องโลกทิพย์ เราไม่สามารถกล่าวอะไรเกี่ยวกับโลกทิพย์ ในเมื่อยังไม่เป็นอิสระจาก จิตสำานึกที่มีมลทินทางวัตถุ ดังนั้น องค์ภควานทรงไม่มีมลทินทางวัตถุ จิตสำานึกของ เราในปัจจุบันมีมลทินทางวัตถุ ภควัต-คีตา สอนให้เราทำาจิตสำานึกที่มีมลทินทางวัตถุนี้ ให้บริสุทธิ์ ด้วยจิตสำานึกที่บริสุทธิ์การกระทำาของเราจะสมยอมกับพระราชประสงค์ ของอีชวะระ เช่นนี้ จะทำาให้เรามีความสุข มิใช่ว่าเราต้องหยุดกิจกรรมทั้งปวง แต่เรา ต้องทำาให้กิจกรรมของเราบริสุทธิ์ขึ้น และกิจกรรมที่ทำาให้บริสุทธิ์นี้เรียกว่า บัฺคธิกิจกรรม ใน บัฺคธิ คล้ายกับกิจกรรมธรรมดาสามัญ แต่ว่าไร้มลทิน ผู้ที่อยู่ในอวิชชาอาจเห็นสาวก ปฏิบัติกิจกรรมหรือทำางานเหมือนคนธรรมดา คนที่ด้อยความรู้ประเภทนี้จะไม่ทราบว่า กิจกรรมของสาวก หรือขององค์ภควานไม่มีมลทินจากจิตสำานึกที่ไม่บริสุทธิ์หรือวัตถุ จิตสำานึก ซึ่งอยู่นอกเหนือคุณลักษณะสามประการของธรรมชาติ อย่างไรก็ดี เราควรรู้ ว่าขณะนี้จิตสำานึกของเรานี้ยังมีมลทิน
ขณะที่เรามีมลทินทางวัตถุ เรียกว่าเราอยู่ภายใต้สภาวะวัตถุ จิตสำานึกที่ผิดจะ แสดงออกภายใต้ความรู้สึกว่า ข้าเป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ เช่นนี้เรียกว่า อหังการ ผู้ที่ซึมซาบอยู่ในแนวคิดทางร่างกายไม่สามารถเข้าใจสภาวะของตนเอง ภควัต-คีตา ถูก ตรัสขึ้นเพื่อให้เราเป็นอิสระจากชีวิตที่เต็มไปด้วยแนวความคิดทางร่างกาย อารจุนะทรง มาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เพื่อจะได้รับข้อมูลจากพระองค์ เราต้องเป็นอิสระจากชีวิตที่ มีแนวคิดชีวิตทางร่างกาย นี่คือกิจกรรมเบื้องต้นของนักทิพย์นิยมผู้ที่ต้องการอิสรภาพ หลุดพ้น สิ่งแรกสุดต้องเรียนรู้ว่าตัวเรามิใช่ร่างกายวัตถุนี้ มุคทิ หรือความหลุดพ้นหมาย ถึงความมีอิสระภาพจากจิตสำานึกทางวัตถุ ใน ชรีมัด-บฺากะวะธัม ได้กล่าวถึงคำาจำากัด ความของความหลุดพ้นว่า มุคทิร ฮิทวานยะทฺา-รูพัม สวะรูเพณะ วยะวัสทิฺทิฮ, มุคทิ หมายถึง ความหลุดพ้นจากจิตสำานึกที่มีมลทินแห่งโลกวัตถุนี้ และสถิตในจิตสำานึกที่ บริสุทธิ์ คำาสั่งสอนใน ภควัต-คีตา ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูจิตสำานึกที่บริสุทธิ์ ดัง นั้น เราจะพบว่าคำาสั่งสอนสุดท้ายของ ภควัต-คีตา องค์ชรีคริชณะทรงถามอารจุนะว่า บัดนี้ เธอมีจิตสำานึกที่บริสุทธิ์หรือยัง? จิตสำานึกที่บริสุทธิ์หมายถึงการปฏิบัติตนตามคำาสั่ง สอนขององค์ภควาน นี่คือข้อสรุปและเนื้อหาสาระสำาคัญทั้งหมดของจิตสำานึกที่บริสุทธิ์ จิตสำานึกเรามีอยู่เนื่องจากเราเป็นละอองอณูขององค์ภควาน แต่สำาหรับเราอาจมีผลกระทบ มาจากคุณลักษณะที่ต่ำากว่า แต่ว่าองค์ภควานทรงไม่ถูกกระทบเลย และนี่คือข้อแตก ต่างระหว่างองค์ภควานและปัจเจกวิญญาณดวงเล็ก ๆ
จิตสำานึกคืออะไร? จิตสำานึกนี้คือ “ข้าพเจ้าเป็น” จากนั้นข้าพเจ้าเป็นอะไร ใน จิตสำานึกที่มีมลทิน “ข้าพเจ้าเป็น” หมายถึง “ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ มา ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญ” โลกนี้หมุนไป เนื่องจากทุกชีวิตคิดว่าตนเอง เป็นพระเจ้าและเป็นผู้สร้างโลกวัตถุ มีจิตวิทยาสองรูปแบบในจิตสำานึกทางวัตถุ แบบ หนึ่งคือ ข้าพเจ้าเป็นผู้สร้าง และอีกแบบหนึ่งคือ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญ แต่อันที่จริงองค์ภควานทรงเป็นทั้งผู้สร้างและผู้มีความสุขเกษมสำาราญ สิ่งมีชีวิตเป็น เพียงละอองอณูขององค์ภควานเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้สร้างหรือผู้มีความสุขเกษมสำาราญ แต่เป็นผู้ร่วมมือ เราเป็นผู้ถูกสร้างขึ้นมาและเป็นผู้ให้ความสุขเกษมสำาราญ ตัวอย่างเช่น ส่วนของเครื่องยนต์จะร่วมมือกับเครื่องยนต์ทั้งเครื่อง ส่วนของร่างกายจะร่วมมือกับ ร่างกายทั้งร่าง แขน ขา ตา ฯลฯ ทั้งหมดเป็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ว่าทั้งหมดมิใช่ผู้ มีความสุขเกษมสำาราญโดยแท้จริง ท้องเป็นส่วนมีความสุขเกษมสำาราญ เท้าใช้เดิน มือ ใช้ส่งอาหาร ฟันใช้เคี้ยว ส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดของร่างกายจะร่วมมือกัน เพื่อให้ท้องได้รับ ความพึงพอใจ เพราะว่าท้องเป็นอวัยวะหลักที่จะให้พลังงานแก่ร่างกายทั้งหมด ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกส่งมาที่ท้อง เราจะให้อาหารและพลังงานแก่ต้นไม้ด้วยการรดน้ำาไป ที่ราก และเราจะให้พลังงานแก่ร่างกายด้วยการส่งอาหารไปที่ท้อง เพื่อร่างกายจะได้มี สุขภาพดี ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะต้องร่วมมือกัน เพื่อป้อนอาหารให้ท้อง เช่นเดียวกัน องค์ภควานทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญและเป็นผู้สร้าง เราในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ต่ำากว่ามีไว้เพื่อร่วมมือให้พระองค์ทรงพอพระทัย การร่วมมือเช่นนี้จะช่วยเราได้อย่าง แน่นอน เหมือนกับท้องได้รับอาหารก็จะไปช่วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากว่านิ้วมือคิด ว่าเขาควรรับประทานอาหารเสียเองแทนที่จะส่งไปให้ท้อง ความสับสนวุ่นวายก็จะเกิด ขึ้น จุดศูนย์กลางของการสร้างและความสุขเกษมสำาราญคือองค์ภควาน และสิ่งมีชีวิต เป็นผู้ร่วมมือ จากการร่วมมือทำาให้เราได้รับความสุขเกษมสำาราญ ความสัมพันธ์คล้าย กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและผู้รับใช้ หากเจ้านายมีความพึงพอใจอย่างมาก ผู้รับ ใช้ก็จะได้รับความพึงพอใจ ในทำานองเดียวกัน องค์ภควานทรงควรได้รับความพึงพอใจ แนวโน้มที่จะเป็นผู้สร้างและจะเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญในโลกวัตถุจะมีอยู่ในสิ่งมี ชีวิต เนื่องจากแนวโน้มเหล่านี้ มีอยู่ในองค์ภควานผู้ทรงสร้างจักรวาลวัตถุที่ปรากฏอยู่
ดังนั้น ใน ภควัต-คีตา เราจะพบความสมบูรณ์ทั้งหมดประกอบด้วยผู้ควบคุม สูงสุด สิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุม ปรากฏการณ์แห่งจักรวาล กาลเวลาอมตะและ คารมะ หรือกิจกรรม ทั้งหมดนี้อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกันประกอบ เป็นความสมบูรณ์ทั้งหมด และความสมบูรณ์นี้เรียกว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด ภาพ ที่สมบูรณ์และสัจธรรมที่สมบูรณ์ทั้งหมดคือบุคลิกภาพขององค์ภควานที่สมบูรณ์องค์ ชรีคริชณะ ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่มีก็เนื่องมาจากพลังงานต่าง ๆ ของคริชณะ พระองค์ ทรงเป็นภาพที่สมบูรณ์
ได้อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา ว่า บระฮมัน อันไร้รูปลักษณ์เป็นรองบุคลิกภาพ สูงสุดที่สมบูรณ์ (บระฮมะโณ ฮิ พระทิชทฺาฮัม) ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดชัดเจนใน บระฮมะ-สูทระ ว่า บระฮมัน เหมือนกับรัศมีของแสงอาทิตย์ บระฮมัน อันไร้รูปลักษณ์ เป็นรัศมีที่เจิดจรัสของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า บระฮมัน อันไร้รูปลักษณ์เป็นความ รู้ที่ไม่สมบูรณ์ของความสมบูรณ์ทั้งหมด และแนวคิดของ พะระมาทมา ก็เช่นเดียวกัน ในบทที่สิบห้า เราจะเห็นว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า (พุรุโชททะมะ) อยู่เหนือทั้ง บระฮมัน อันไร้รูปลักษณ์ และความรู้ส่วนหนึ่งของ พะระมาทมา บุคลิกภาพสูงสุดแห่ง พระเจ้า เรียกว่า สัท-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ, บระฮมะ-สัมฮิทา เริ่มดังนี้: อีช- วะระฮ พะระมะฮ คริชณะฮ สัท-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะฮ / อนาดิร อาดิร โกวิน- ดะฮ สารวะ-คาระณะ-คาระณัม “โกวินดะหรือคริชณะทรงเป็นแหล่งกำาเนิดของแหล่ง กำาเนิดทั้งปวง พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำาเนิดองค์แรก พระองค์ทรงมีพระวรกายที่เป็น อมตะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความปลื้มปีติสุข” ความรู้แห่ง บระฮมัน อันไร้รูปลักษณ์ เป็นความรู้แห่งสัท (อมตะ) ของพระองค์ ความรู้แห่ง พะระมาทมา เป็นความรู้ สัท-ชิท (อมตะ ความรู้) แต่ความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์คริชณะ เป็นความรู้ เหนือโลกทุกลักษณะ: สัท, ชิท, และ อานันดะ (อมตะ ความรู้ และความปลื้มปีติสุข) ใน วิกระฮา (หรือรูป) ที่สมบูรณ์
ผู้ด้อยปัญญาพิจารณาว่า สัจธรรมสูงสุดไร้รูปลักษณ์ แต่องค์ภควานทรงมี บุคลิกภาพทิพย์ ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในวรรณกรรมพระเวททั้งหมด นิทโย นิทยานาม เชทะนัช เชทะนานาม (คะทฺะ อุพะนิชัด 2.2.13) ดังเช่นมนุษย์ทั้งหมดเป็นปัจเจกชน ทุกคนมี เอกลักษณ์ของตนเอง สัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดก็เช่นเดียวกัน ในขั้นสุดท้ายจะเป็น บุคคล และความรู้แจ้งองค์ภควานเป็นความรู้แจ้งบุคลิกลักษณะทิพย์ในรูปที่สมบูรณ์ ของพระองค์ รูปที่สมบูรณ์ทั้งหมดมิได้ไร้รูปลักษณ์ หากองค์ภควานทรงด้อยกว่าสิ่ง หนึ่งสิ่งใด พระองค์จะทรงเป็นความสมบูรณ์ทั้งหมดไม่ได้ ความสมบูรณ์ต้องมีทุกสิ่งทุก อย่างภายใต้ประสบการณ์ของเรา และเหนือประสบการณ์ของเรา มิฉะนั้น จะไม่มีความ สมบูรณ์บริบูรณ์
ความสมบูรณ์ทั้งหมด (บุคลิกภาพแห่งองค์ภควาน) มีพลังอำานาจมากมาย (พะราชยะ ชัคทิร วิวิไดฺวะ ชรูยะเท) คริชณะทรงแสดงอำานาจต่าง ๆ ได้อย่างไรนั้น ได้ อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา ปรากฏการณ์ในโลกนี้หรือโลกวัตถุที่เราอาศัยอยู่นี้ มีความ สมบูรณ์ในตัวมันเองเช่นเดียวกัน เพราะธาตุทั้งยี่สิบสี่ที่ปรากฏชั่วคราวในจักรวาล วัตถุตามปรัชญาสางคฺยะปรับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ในการผลิตทรัพยากรธรรมชาติที่ จำาเป็นอย่างสมบูรณ์เพื่ออนุรักษ์จักรวาลนี้ไว้ และไม่มีสิ่งใดขาด ปรากฏการณ์นี้ได้ถูก กำาหนดเวลาไว้อย่างแน่นอนแล้ว ด้วยพลังงานของความสมบูรณ์ทั้งหมด และเมื่อถึงเวลา ปรากฏการณ์ชั่วคราวนี้ก็จะถูกทำาลายไป การจัดการที่บริบูรณ์ทั้งหมดจึงทำาให้มีสิ่งเอื้อ อำา นวยความสะดวกอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ในหน่วยสมบูรณ์เล็ก ๆ ดังเช่นสิ่งมีชีวิต การ รู้แจ้งความสมบูรณ์และความไม่สมบูรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นประสบการณ์เนื่องมาจาก ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ของผู้ที่สมบูรณ์ ดังนั้น ภควัต-คีตา จึงบรรจุความรู้อันสมบูรณ์แห่ง ปรัชญาพระเวท
ความรู้พระเวททั้งหมดไม่มีข้อผิดพลาด ชาวฮินดูยอมรับว่าความรู้พระเวทสมบูรณ์ และไม่มีข้อผิดพลาด ตัวอย่างเช่น มูลวัวเป็นอุจจาระของสัตว์ ตาม สมริทิ หรือคำาสั่งสอน ของพระเวท หากเราแตะต้องอุจจาระของสัตว์เราต้องอาบน้ำาชำาระล้างร่างกายทันที แต่ คัมภีร์พระเวทกล่าวว่า มูลวัวมีสารที่ทำาให้บริสุทธิ์ซึ่งเราอาจจะคิดตรงกันข้าม แต่เพราะ ว่าเป็นคำาสั่งสอนของพระเวท การยอมรับเช่นนี้เราจึงไม่มีความผิดพลาด ในเวลาต่อ มานักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ได้พิสูจน์แล้วว่ามูลวัวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคทั้งหมด ฉะนั้น ความรู้พระเวทจึงสมบูรณ์ เพราะว่าอยู่เหนือความสงสัยและความผิดพลาดทั้ง ปวง และ ภควัต-คีตา เป็นหัวใจของพระเวททั้งหมด
ความรู้พระเวทมิได้อยู่ที่การค้นคว้า งานค้นคว้านั้นไม่สมบูรณ์เพราะว่า เรา ค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ ด้วยประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์ เราต้องยอมรับความรู้ที่สมบูรณ์ซึ่ง ถ่ายทอดลงมาดังที่กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา ด้วยระบบ พะรัมพะรา (ถ่ายทอดจากพระ อาจารย์สู่ศิษย์) เราต้องรับความรู้จากแหล่งที่ถูกต้องในสาย พะรัมพะรา เริ่มต้นจาก พระอาจารย์ทิพย์สูงสุดคือองค์ภควานเอง และถ่ายทอดสืบต่อลงมาจากพระอาจารย์ สู่พระอาจารย์ตามลำาดับ อารจุนะ สาวกผู้ได้รับการศึกษาจากคริชณะ ทรงยอมรับทุก สิ่งทุกอย่างที่องค์ภควานตรัสโดยไม่มีข้อแม้ เราไม่ควรรับเอาส่วนหนึ่งของ ภควัต-คีตา และปฏิเสธอีกส่วนหนึ่ง เราต้องยอมรับ ภควัต-คีตา โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงความ หมาย และไม่มีการตัดทอนหรือต่อเติมสิ่งใด ๆ ตามความคิดเห็นอันผิดพลาดของเรา ภควัต-คีตา ควรได้รับการยอมรับว่าเป็นความรู้พระเวทที่มีความสมบูรณ์สูงสุด ความรู้ พระเวทได้รับมาจากแหล่งกำาเนิดทิพย์ และคำาแรกองค์ภควานตรัสด้วยพระองค์เอง คำาที่ตรัส โดยองค์ภควานเรียกว่า อโพรุเชยะ หมายความว่าคำาพูดเหล่านี้ไม่เหมือนกับคำาพูดที่ปุถุชน คนธรรมดาพูด ในโลกวัตถุมีข้อบกพร่องสี่ประการคือ 1.บุคคลในโลกวัตถุต้องทำาความ ผิดอย่างแน่นอน 2.บุคคลในโลกวัตถุอยู่ในความหลง 3.บุคคลในโลกวัตถุชอบโกงผู้อื่น และ 4.บุคคลในโลกวัตถุถูกจำากัดด้วยประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์ จากความไม่สมบูรณ์ สี่ประการนี้ เราจึงไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่สมบูรณ์แห่งความรู้ที่แผ่กระจายไปทั่วได้
ความรู้พระเวทมิใช่ถ่ายทอดโดยสิ่งมีชีวิตที่มีความบกพร่อง ความรู้พระเวท ได้ถูกถ่ายทอดเข้าไปที่หัวใจของพระพรหม (บระฮมา) ดวงชีวิตแรก และพระพรหม ทรงถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ให้บุตรและสาวก เหมือนดังที่ได้รับความรู้มาจากภควา น องค์ภควานทรงเป็น พูรณัม สมบูรณ์ทุกประการ และไม่มีโอกาสเลยที่จะทรง มาอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติวัตถุ ฉะนั้น เราควรมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าองค์ภควานเพียง ผู้เดียวทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลและทรงเป็นผู้สร้างองค์แรก พระองค์ ทรงเป็นผู้สร้างพระพรหม ในบทที่สิบเอ็ดเรียกองค์ภควานว่า พระพิทามะฮะ เพราะ ว่าพระพรหมทรงถูกเรียกว่า พิทามะฮะ พระอัยกาและองค์ภควานทรงเป็นผู้สร้างพระ อัยกา ฉะนั้น ไม่มีใครเลยที่ควรอ้างว่าเป็นเจ้าของสิ่งใด ๆ เราควรรับเอาเฉพาะสิ่งที่ จัดสรรไว้ให้สำาหรับเราโดยองค์ภควานว่าเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับ เพื่อให้เราดำารงชีวิตอยู่
มีตัวอย่างมากมายที่แนะนำาว่าเราควรใช้ประโยชน์กับสิ่งที่องค์ภควานทรง ประทานให้ ได้อธิบายใน ภควัต-คีตา ในตอนต้นที่อารจุนะทรงตัดสินใจว่าจะไม่รบใน สมรภูมิคุรุคเชทระ นี่เป็นการตัดสินใจของอารจุนะ อารจุนะตรัสต่อองค์ภควานว่าเป็น ไปไม่ได้ที่ตนเองจะมาหาความสุขกับราชอาณาจักร หลังจากสังหารสังคญาติของตน การตัดสินใจเช่นนี้มีพื้นฐานอยู่ที่ร่างกาย เพราะอารจุนะทรงคิดว่าร่างกายเป็นของตน และสิ่งที่สัมพันธ์กับร่างกายหรือว่าส่วนที่แยกออกไป เป็นพี่ชาย น้องชาย หลานชาย พี่เขย น้องเขย ปู่ ตา และอื่น ๆ ดังนั้น อารจุนะทรงต้องการสนองความต้องการของ ร่างกาย ภควัต-คีตา ถูกตรัสขึ้นโดยองค์ภควาน เพื่อที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นเช่นนี้ และ ในที่สุด อารจุนะทรงตัดสินใจที่จะต่อสู้ ภายใต้คำาสั่งขององค์ภควาน เมื่ออารจุนะตรัสว่า คะริชเย วะชะนัม ทะวะ “ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามคำาดำารัสของพระองค์”
ในโลกนี้มนุษย์ไม่ควรมาทะเลาะกันเหมือนกับแมวและสุนัข เราควรฉลาดพอที่ จะรู้ถึงความสำาคัญของชีวิตมนุษย์ และควรปฏิเสธการกระทำาตัวให้เหมือนกับสัตว์ เดรัจฉานทั่วไป มนุษย์ควรรู้แจ้งจุดมุ่งหมายของชีวิต คำาแนะนำานี้มีอยู่ในวรรณกรรม พระเวททั้งหมด สาระสำาคัญได้ให้ไว้ใน ภควัต-คีตา วรรณกรรมพระเวทมีไว้สำาหรับ มนุษย์ไม่ใช่สำาหรับสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานสามารถฆ่าสัตว์เดรัจฉานตัวอื่น และ ไม่มีปัญหาเรื่องความบาป แต่ถ้าหากมนุษย์ฆ่าสัตว์เพื่อสนองรสชาติที่ควบคุมไม่ได้ของ ตนจะต้องรับผิดชอบที่ทำาผิดกฎธรรมชาติ ใน ภควัต-คีตา ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า มี กิจกรรมสามชนิดตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ คือกิจกรรมแห่งความ ดี ตัณหา และอวิชชา ในทำานองเดียวกันก็มีอาหารอยู่สามชนิด อาหารแห่งความดี ตัณหา และอวิชชา ทั้งหมดนี้ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน ถ้าหากเราใช้ประโยชน์กับคำาสั่งสอนใน ภควัต-คีตา อย่างถูกต้อง ชีวิตจะบริสุทธิ์และในที่สุดเราสามารถไปถึงจุดหมายปลาย ทาง ที่อยู่เหนือท้องฟ้าวัตถุ (ยัด กัทวา นะ นิวารทันเท ทัด ดฺามะ พะระมัม มะมะ)
จุดหมายปลายทางที่เรียกว่าท้องฟ้าสะนาทะนะ ท้องฟ้าทิพย์อมตะ ในโลกวัตถุ นี้ เราพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ถาวร มีการเกิดขึ้น เป็นอยู่ชั่วคราว แพร่พันธุ์ หดตัวลง และสลายไปในที่สุด นี่คือกฎแห่งโลกวัตถุ ไม่ว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เป็นตัวอย่าง หรือผลไม้ผล หนึ่ง หรืออะไรก็ได้ แต่เหนือไปกว่าโลกอันไม่ถาวรนี้ ยังมีอีกโลกหนึ่งที่เรามีข้อมูล โลก นั้นมีธรรมชาติอีกแบบหนึ่งเป็น สะนาทะนะ หรืออมตะ จีวะ หรือดวงชีวิต อธิบายไว้ว่า เป็น สะนาทะนะ องค์ภควานทรงอธิบายว่าเป็น สะนาทะนะ ดังที่กล่าวไว้ในบทที่สิบเอ็ด เรา มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับองค์ภควาน เพราะว่าเราทั้งหมดมีคุณภาพเป็นหนึ่งคือ สะนาทะนะ-ดฺารมะ หรือท้องฟ้า สะนาทะนะ บุคลิกภาพสูงสุด สะนาทะนะ และสิ่งมีชีวิต สะนาทะนะ จุดมุ่งหมายของ ภควัต-คีตา ทั้งเล่มนี้เพื่อฟื้นฟูอาชีพ สะนาทะนะ หรือ สะนาทะนะ-ดฺารมะ ของเราซึ่งเป็นอาชีพอมตะของสิ่งมีชีวิต เรามีกิจกรรมชั่วคราวแตก ต่างกันมากมาย แต่กิจกรรมทั้งหมดนี้ทำาให้บริสุทธิ์ได้ เมื่อเรายกเลิกกิจกรรมชั่วคราว เหล่านี้ทั้งหมด และรับเอากิจกรรมที่ได้อธิบายไว้โดยองค์ภควาน เช่นนี้เรียกว่าเป็นชีวิต ที่บริสุทธิ์ของเรา
องค์ภควานและพระตำาหนักทิพย์ของพระองค์ทั้งคู่เป็น สะนาทะนะ เช่นเดียว กับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ร่วมกันขององค์ภควานและสิ่งมีชีวิต ที่พระตำาหนักทิพย์เป็น ความสมบูรณ์บริบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์ องค์ภควานทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งหลาย เพราะว่าเราเป็นบุตรของพระองค์ คริชณะทรงประกาศใน ภควัต-คีตา ว่า สารวะ-โยนิชุ . . . อฮัม บีจะ-พระดะฮ พิทา “ข้าเป็นพระบิดาของมวลชีวิต” แน่นอนว่า มีสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตามแต่กรรมที่แตกต่างกันไป ณ ที่นี้องค์ภควานทรงประกาศว่าทรง เป็นพระบิดาของทั้งหมด ฉะนั้น พระองค์เสด็จลงมา เพื่อเรียกดวงวิญญาณในสภาวะที่ ตกต่ำาทั้งหมดนี้ ในการที่จะเรียกพวกเขาเหล่านี้ให้กลับคืนสู่ท้องฟ้าอมตะ สะนา- ทะนะ เพื่อสิ่งมีชีวิต สะนาทะนะ จะได้รับสถาพภาพ สะนาทะนะ ในความสัมพันธ์ อมตะกับองค์ภควาน องค์ภควานเสด็จลงมาด้วยพระองค์เองในรูปอวตารต่าง ๆ กัน หรือทรงส่งผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมมาเป็นบุตร หรือผู้ร่วมงาน หรือ อาชารยะ เพื่อที่จะ มานำาดวงวิญญาณในสภาวะวัตถุให้กลับคืนสู่เหย้า
ฉะนั้น สะนาทะนะ-ดฺารมะ จึงไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาที่แบ่งแยก แต่เป็น หน้าที่นิรันดรของสิ่งมีชีวิตอมตะที่มีความสัมพันธ์กับองค์ภควานผู้เป็นอมตะสูงสุด สะนาทะนะ-ดฺารมะ หมายถึงอาชีพนิรันดรของสิ่งมีชีวิตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ชรี พาดะ รามานุจาชารยะ ได้อธิบายคำาสะนาทะนะว่า “เป็นสิ่งที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มี จุดจบ” ดังนั้น เมื่อเราพูดถึง สะนาทะนะ-ดฺารมะ เราต้องเชื่อมั่นในความเชื่อถือได้ของ ชรีพาดะ รามานุจาชารยะ ว่า มันไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ
คำาว่าศาสนา มีข้อแตกต่างจาก สะนาทะนะ-ดฺารมะ เล็กน้อย ศาสนาหมาย ถึงแนวคิดแห่งความศรัทธา และความศรัทธานั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เขาอาจมีความ ศรัทธาในพิธีกรรมอย่างหนึ่ง และอาจเปลี่ยนความศรัทธานี้ ไปรับเอาความศรัทธา อีกรูปแบบหนึ่ง แต่ว่า สะนาทะนะ-ดฺารมะ หมายถึงกิจกรรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น ความเหลวไม่สามารถแยกออกจากน้ำาได้และความร้อนก็ไม่สามารถแยก ออกจากไฟได้ฉันใด หน้าที่อมตะนิรันดรของสิ่งมีชีวิตอมตะ ก็ไม่สามารถที่จะแยกออก จากสิ่งมีชีวิตได้ฉันนั้น สะนาทะนะ-ดฺาระมะ จึงเป็นส่วนที่แนบสนิทนิรันดร คู่ไปกับสิ่ง มีชีวิต ฉะนั้น เมื่อเราพูดถึง สะนาทะนะ-ดฺารมะ เราต้องเชื่อในความน่าเชื่อถือได้ของ ชรีพาดะ รามานุจาชารยะ ว่าไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ สิ่งที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มี จุดจบจึงแบ่งแยกออกไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถจำากัดเขตกำาแพงใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้ที่มี ความศรัทธาในการแบ่งแยกพิจารณาอย่างผิด ๆ ว่า สะนาทะนะ-ดฺารมะ ก็เป็นสิ่งที่แบ่ง แยกเช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากว่าเรามองลึกเข้าไปในประเด็นนี้ และพิจารณาด้วยแสงสว่าง แห่งวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เป็นไปได้ที่เราจะเห็นว่า สะนาทะนะ-ดฺารมะ เป็นภารกิจของ มนุษย์ทั้งหมดในโลก และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นภารกิจของทุก ๆ ชีวิตในจักรวาล
ความศรัทธาในศาสนาที่ไม่ใช่ สะนาทะนะ อาจมีจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ ของชีวิตมนุษย์ แต่ว่าไม่มีจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ของ สะนาทะนะ-ดฺารมะ เพราะ ว่าจะคงอยู่ชั่วกัลปาวสานควบคู่ไปกับสิ่งมีชีวิต แต่สำาหรับสิ่งมีชีวิต ชาสทระ หรือคัมภีร์ ที่เชื่อถือได้ตรัสไว้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีทั้งการเกิดและการตายใน ภควัต-คีตา ตรัสไว้ว่าสิ่ง มีชีวิตไม่เคยเกิดและไม่เคยตาย เป็นอมตะ ไม่มีวันถูกทำาลาย และจะคงอยู่ตลอดไป หลังจากที่ร่างกายวัตถุชั่วคราวนี้ถูกทำาลาย ได้กล่าวถึงความหมายของสะนาทะนะ- ดฺารมะ เราต้องพยายามทำาความเข้าใจแนวคิดของศาสนาจากรากศัพท์สันสกฤต ดฺา รมะ หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวเสมอควบคู่กับสิ่งของนั้น เราสรุปได้ว่ามีความร้อนและแสง ควบคู่ไปกับไฟ หากว่าไม่มีความร้อนและแสงคำาว่าไฟก็ไม่มีความหมาย เช่นเดียวกัน เรา จะต้องค้นหาส่วนที่สำาคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต และสิ่งนั้นเป็นมิตรแท้แนบสนิทติดตัวเขา อยู่เสมอ มิตรแท้ที่ติดตัวเขาอยู่เสมอคือคุณสมบัติอมตะนิรันดร และคุณสมบัติอมตะนั้น ก็คือศาสนาอมตะของตัวเขาเอง
เมื่อ สะนาทะนะ โกสวามี ถาม ชรีเชธันญะ มะฮาพระบํ ุ เกี่ยวกับ สวะรูพะ ของทุก ๆ ชีวิต พระองค์ทรงตอบว่า สวะรูพะ หรือสถานภาพพื้นฐานเดิมแท้ของสิ่งมี ชีวิตคือการปฏิบัติตนรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า หากเรามาวิเคราะห์คำาดำารัสของ ชรีเชธันญะ เราสามารถเห็นได้โดยง่ายดายว่า แต่ละชีวิตจะปฏิบัติตนรับใช้อีกชีวิตหนึ่ง เสมอ ชีวิตหนึ่งจะรับใช้ชีวิตอื่น ๆ ตามความสามารถที่แตกต่างกันไป จากการกระทำา เช่นนี้ สิ่งมีชีวิตจึงได้รับความสุขในชีวิต สัตว์ที่ต่ำากว่ารับใช้มนุษย์ และคนรับใช้จะรับใช้ เจ้านาย คุณ ก.รับใช้เจ้านาย ข. คุณ ข. รับใช้เจ้านาย ค. คุณ ค. รับใช้เจ้านาย ง. ฯลฯ ภายใต้สภาวะเช่นนี้เราจะเห็นว่าเพื่อนจะรับใช้เพื่อนอีกคนหนึ่ง มารดารับใช้บุตร ภรรยา รับใช้สามี และสามีรับใช้ภรรยา ฯลฯ หากเราค้นคว้าด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้เราจะเห็น ว่าไม่มีข้อยกเว้นในการปฏิบัติตนรับใช้ในสังคมสิ่งมีชีวิต นักการเมืองจะเสนอนโยบาย ให้สาธารณะเพื่อให้ความมั่นใจกับความสามารถที่ตนจะรับใช้ ผู้ลงคะแนนเสียงจึงให้ คะแนนอันมีค่าแก่นักการเมือง โดยคิดว่าเขาจะรับใช้สังคมอย่างมีคุณค่า เจ้าของร้านรับ ใช้ลูกค้า ศิลปินรับใช้นายทุน นายทุนรับใช้ครอบครัว และครอบครัวรับใช้รัฐ ในรูปของ ความสามารถอมตะของสิ่งมีชีวิตอมตะ เช่นนี้ เราจะเห็นว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยที่ได้รับ การยกเว้นจากการปฏิบัติตนรับใช้สิ่งมีชีวิตอื่น ดังนั้นเราสามารถสรุปได้อย่างถูกต้อง ว่า การรับใช้เป็นมิตรแท้คงอยู่เสมอไปควบคู่กับสิ่งมีชีวิต และการปฏิบัติตนรับใช้จึงเป็น ศาสนาอมตะของสิ่งมีชีวิต
แต่มนุษย์จะอ้างว่าตนมีความศรัทธาเช่นนั้นเช่นนี้ตามกาลเวลาและสถานที่ และจะอ้างว่าตนเป็นชาวฮินดู ชาวมุสลิม ชาวคริสเตียน ชาวพุทธ หรือว่า เป็นผู้ปฏิบัติ ตามนิกายอื่น ๆ ชื่อระบุเช่นนี้ ไม่ใช่ สะนาทะนะ-ดฺารมะ ชาวฮินดูอาจเปลี่ยนความ ศรัทธามาเป็นมุสลิม หรือชาวมุสลิมอาจเปลี่ยนความศรัทธามาเป็นฮินดู หรือชาว คริสเตียนอาจเปลี่ยนความศรัทธาของตน ฯลฯ แต่ว่าในสภาวการณ์ทั้งหมด การเปลี่ยน ความศรัทธาในศาสนา ไม่ได้มีผลกระทบกับอาชีพอมตะแห่งการปฏิบัติตนรับใช้ผู้ อื่น ชาวฮินดู ชาวมุสลิม หรือชาวคริสเตียน เป็นผู้รับใช้คนอื่นในทุกสภาวการณ์ ดังนั้น การอ้างว่าตนมีความศรัทธาในศาสนานั้นศาสนานี้มิใช่เป็นการอ้าง สะนาทะนะ-ดฺารมะ ของตน การปฏิบัติตนรับใช้คือ สะนาทะนะ-ดฺารมะ
อันที่จริงเราสัมพันธ์กับองค์ภควานด้วยการรับใช้พระองค์ผู้ทรงมีความสุข เกษมสำาราญสูงสุด และเราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสุขเกษม สำาราญของพระองค์ หากว่าเราร่วมมือในความสุขเกษมสำาราญชั่วนิรันดรกับบุคลิกภาพ สูงสุดแห่งพระเจ้า เราจะมีความสุข มิฉะนั้น เราจะไม่มีความสุข เป็นไปไม่ได้ที่เราจะ มีความสุขโดยอิสระ เหมือนกับส่วนหนึ่งของร่างกายจะไม่สามารถมีความสุขได้หาก ไม่ร่วมมือกับท้อง เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะมีความสุข โดยไม่ปฏิบัติตนรับใช้ทิพย์ด้วย ความจงรักภักดีต่อองค์ภควาน
ใน ภควัต-คีตา การบูชาหรือปฏิบัติตนรับใช้ต่อเหล่าเทวดา ไม่ได้รับการ ยอมรับ ได้กล่าวไว้ใน บทที่เจ็ด โศลกที่ยี่สิบว่า
“พวกที่ถูกความต้องการทางวัตถุขโมยปัญญาไปจะศิโรราบต่อเทวดา และจะปฏิบัติตามกฏ เกณฑ์ต่าง ๆ ของพิธีกรรมในการบูชาตามธรรมชาติของตน” ได้กล่าวไว้อย่างง่าย ๆ ว่า ผู้ที่มีราคะเป็นตัวนำา จะบูชาเทวดาไม่บูชาองค์ภควาน (ชรีคริชณะ) เมื่อกล่าวถึง พระนามคริชณะเรามิได้หมายถึงพระนามที่แบ่งแยก คริชณะหมายถึงความปลื้มปีติสุข สูงสุด ได้ยืนยันไว้ว่าองค์ภควานทรงเป็นแหล่งกำาเนิดหรือเป็นขุมทรัพย์แห่งความสุขทั้ง มวล เราทั้งหมดกระหายที่จะได้มาซึ่งความสุข อานันดะ-มะโย-´บฺยาสาท (เวดานธะ-สูทระ 1.1.12) สิ่งมีชีวิตมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับองค์ภควานคือเต็มไปด้วยจิตสำานึก และทั้งคู่ ใฝ่หาความปลื้มปีติสุข องค์ภควานทรงมีความปลื้มปีติสุขชั่วนิรันดร หากว่าสิ่งมีชีวิตมา สัมพันธ์กับพระองค์ และมาแสดงเป็นส่วนร่วมของพระองค์ ก็สามารถได้รับความปลื้ม ปีติสุขเช่นเดียวกัน
องค์ภควานเสด็จลงมาในโลกแห่งความตาย เพื่อแสดงลีลาของพระองค์ที่วรินดา วะนะซึ่งเต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข องค์ชรีคริชณะทรงประทับอยู่ที่วรินดาวะนะ กิจกรรม ของพระองค์กับเพื่อนเด็กเลี้ยงวัวและเพื่อนหญิงรวมทั้งชาววรินดาวะนะและโคทั้งหมด เต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข ประชากรทั้งหมดที่วรินดาวะนะไม่รู้จักใครเลยนอกจาก คริชณะ แต่คริชณะทรงไม่สนับสนุนพระบิดานันดะมะฮาราจะไปบูชาพระอินทร์ผู้เป็น เทวดา เพราะว่าทรงประสงค์ที่จะสถาปนาสัจธรรมที่ว่ามนุษย์ไม่จำาเป็นต้องบูชาเทวดา เราเพียงแต่บูชาภควานเพียงองค์เดียว เพราะจุดมุ่งหมายสุดยอดของเราคือกลับคืนไปสู่ พระตำาหนักของพระองค์
พระตำาหนักขององค์ชรีคริชณะ ได้อธิบายไว้ใน ภควัต-คีตา บทที่สิบห้า โศลก หกดังนี้
“พระตำาหนักสูงสุดของข้า มิได้เจิดจรัสด้วยแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ คบเพลิง หรือไฟฟ้า ผู้ใดไปถึง ณ ที่นั้น จะไม่กลับมาในโลกวัตถุนี้อีก”
โศลกนี้บรรยายถึงท้องฟ้าอมตะ แน่นอนที่เรามีแนวคิดทางวัตถุเกี่ยวกับท้องฟ้า และเราคิดถึงมันในความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และ ฯลฯ แต่ใน โศลกนี้ องค์ภควานตรัสว่า ที่ท้องฟ้าอมตะไม่มีความจำาเป็นต้องมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ไฟฟ้า หรือคบเพลิงในรูปแบบใดก็ตาม เพราะว่าท้องฟ้าทิพย์มีรัศมีเจิดจรัสอยู่แล้ว โดย บระฮมะจโยทิ ซึ่งเป็นรัศมีเจิดจรัสที่มีแหล่งกำาเนิดมาจากองค์ภควาน เราพยายาม ด้วยความยากลำาบากเพื่อที่จะไปถึงดาวเคราะห์ดวงอื่น แต่ไม่ยากเลยที่จะเข้าใจพระ ตำาหนักขององค์ภควาน พระตำาหนักนี้มีนามว่า โกโลคะ ใน บระฮมะ-สัมฮิทา (5.37) ได้ อธิบายไว้อย่างงดงามว่า โกโลคะ เอวะ นิวะสะทิ อคิฺลาทมะ-บํ ูทะฮ องค์ภควานทรงประทับ นิรันดรอยู่ที่พระตำาหนักโกโลคะ เราสามารถเข้าถึงพระองค์จากโลกนี้ได้ และเพื่อจุด มุ่งหมายนี้พระองค์เสด็จลงมาปรากฏพระวรกาย สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ อันแท้จริง ของพระองค์ เมื่อทรงปรากฏในร่างนี้ เราจึงไม่จำาเป็นต้องใช้จินตนาการของเราคิดว่า รูปร่างของพระองค์เป็นเช่นไร เพื่อไม่ส่งเสริมการสร้างจินตนาการแบบคาดคะเนเช่นนี้ องค์ ภควานจึงเสด็จลงมา และทรงแสดงพระวรกายของพระองค์ตามความเป็นจริงในรูป ชยามะสุนดะระ ด้วยความอับโชคพวกด้อยปัญญาเยาะเย้ยพระองค์ เพราะว่าพระองค์เสด็จ ลงมาเหมือนพวกเราและเล่นกับเราเหมือนมนุษย์ ถึงแม้เป็นเช่นนี้เราก็ไม่ควรพิจารณาว่า พระองค์ทรงเหมือนกับพวกเรา ด้วยพลังอำานาจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงปรากฏในรูป ลักษณ์อันแท้จริงต่อหน้าพวกเรา และทรงแสดงลีลาของพระองค์ซึ่งเป็นลีลาเดียวกันกับ ที่เราจะพบ ณ พระตำาหนักทิพย์ของพระองค์
ในรัศมีอันเจิดจรัสบนท้องฟ้าทิพย์ มีดาวเคราะห์จำานวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่ บระฮมะจโยทิ ส่องรัศมีมาจากพระตำาหนักสูงสุดคริชณะโลคะและดาวเคราะห์อานันดะ- มะยะ, ชิน-มะยะ ไม่ใช่วัตถุ ลอยอยู่ในรัศมีเหล่านี้ องค์ภควานตรัสว่า นะ ทัด บฺาสะยะ เท สูรโย นะ ชะชางโค นะ พาวะคะฮ / ยัด กัทวา นะ นิวารทันเท ทัด ดฺามะ พะระมัม มะมะ ผู้ที่สามารถไปถึงท้องฟ้าทิพย์จะไม่ต้องลงมาในท้องฟ้าวัตถุอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเราจะไปถึง ดาวเคราะห์ที่สูงสุดในท้องฟ้าวัตถุ พรหมโลกหรือบระฮมะโลคะ เราจะพบสภาวะชีวิต ที่เหมือนกัน คือมีการเกิด การตาย ความเจ็บ และความแก่ จึงไม่ต้องพูดถึงดวงจันทร์ ไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดในจักรวาลวัตถุเป็นอิสระจากความทุกข์สี่ประการแห่งโลกวัตถุ
สิ่งมีชีวิตเดินทางจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งไปสู่อีกดวงหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเราสามารถ ไปดาวเคราะห์ดวงไหนก็ได้ตามใจชอบโดยใช้เครื่องจักรกล หากเราปรารถนาจะไปถึง ดาวเคราะห์ดวงอื่น มีวิธีการที่จะไปถึง กล่าวไว้ว่า ยานที เดวะ-วระทา เดวาน พิทรีน ยานทิ พิทริ-วระทาฮ ไม่มีความจำาเป็นในการใช้เครื่องจักรกลหากเราต้องการเดินทาง ระหว่างดาวเคราะห์ ภควัต-คีตา สอนว่า ยานทิ เดวะ-วระทา เดวาน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์เบื้องสูงอื่น ๆ เรียกว่าสวารกะโลคะ มีดาวเคราะห์อยู่สาม ระบบ คือ ระบบสูง ระบบกลาง และระบบต่ำา โลกมนุษย์อยู่ในระบบกลาง ภควัต-คีตา แนะนำาว่าเราจะเดินทางอย่างไรให้ไปถึง ระบบดาวเคราะห์เบื้องสูง (เดวะโลคะ) ด้วย สูตรง่าย ๆ ยานทิ เดวะ-วระทา เดวาน เราเพียงแต่บูชาเทวดาของดาวเคราะห์ดวงนั้น ด้วยวิธีนี้ เราก็จะไปถึงดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือว่าระบบดาวเคราะห์ใด ๆ ที่สูงกว่าได้
แต่ ภควัต-คีตา ไม่แนะนำาให้เราไปที่ดาวเคราะห์ดวงใดในโลกวัตถุนี้ เพราะถึง แม้ว่าเราไปถึงพรหมโลกหรือบระฮมะโลคะ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่สูงสุด โดยใช้เครื่องจักร กล อาจจะใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาสี่หมื่นปี (แล้วใครจะมีชีวิตอยู่ถึงสี่หมื่นปี?) เราก็ยัง จะพบความไม่สะดวกสบายในโลกวัตถุ เช่น การเกิด การตาย ความเจ็บ และความแก่ แต่ผู้ที่ต้องการจะไปถึงดาวเคราะห์สูงสุดคริชณะโลคะหรือดาวเคราะห์ดวงใดภายใน ท้องฟ้าทิพย์ เขาจะไม่พบความไม่สะดวกสบายกับวัตถุเหล่านี้ ในบรรดาดาวเคราะห์ ทั้งหมดในท้องฟ้าทิพย์ จะมีดาวเคราะห์สูงสุดดวงหนึ่งมีชื่อว่า โกโลคะ วรินดาวะนะ ซึ่ง เป็นดาวเคราะห์ดวงแรก ในพระตำาหนักของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าพระองค์แรก ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้ให้ไว้ใน ภควัต-คีตา และเราได้แจกจ่ายข้อมูลตาม ภควัต-คีตา ว่าจะ ออกจากโลกวัตถุนี้ได้อย่างไร และเริ่มต้นชีวิตที่มีความปลื้มปีติสุขจริงในท้องฟ้าทิพย์
บทที่สิบห้าของ ภควัต-คีตา ได้กล่าวถึงภาพอันแท้จริงของโลกวัตถุไว้ดังนี้
ณ ที่นี้ โลกวัตถุเปรียบเสมือนต้นไม้ที่มีรากชี้ฟ้า และกิ่งก้านสาขาอยู่ด้านล่าง ตาม ประสบการณ์ หากเรายืนอยู่ริมแม่น้ำาหรือแหล่งน้ำาใดก็ตาม เราจะเห็นภาพสะท้อนในน้ำา ที่มียอดต้นไม้กลับกัน กิ่งก้านสาขาอยู่ด้านล่างและรากอยู่ด้านบน ในลักษณะเดียวกัน โลกวัตถุนี้เป็นภาพสะท้อนจากโลกทิพย์ เป็นเงาของความจริงซึ่งไร้แก่นสารอันแท้จริง แต่จากเงาทำาให้เราสามารถเข้าใจว่ามีแก่นสารและความเป็นจริง ในทะเลทรายไม่มีน้ำา แต่ภาพหลอนจะหลอกเราว่ามีน้ำา ในโลกวัตถุไม่มีน้ำา ไม่มีความสุข น้ำาแห่งความปลื้มปีติ สุขที่แท้จริงมีอยู่ในโลกทิพย์
องค์ภควานทรงแนะนำาให้เรากลับไปยังโลกทิพย์ดังนี้ (ภควัต-คีตา 15.5)
พะดัม อัพยะยัม หรือพระราชอาณาจักรอมตะนิรันดรนั้น สามารถบรรลุถึงโดยผู้ที่เป็น นิรมานะ-โมฮะ เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? เราต้องการเกียรติยศ บางคนต้องการ เป็นเจ้านายใหญ่โต บางคนต้องการเป็นประธานธิบดี เป็นเศรษฐี เป็นกษัตริย์ หรืออะไร ก็แล้วแต่ ตราบใดที่เรายังยึดติดอยู่กับเกียรติยศเหล่านี้ เรายังยึดติดอยู่กับร่างกาย แต่ เพราะว่าเราไม่ใช่ร่างกายนี้ นี่เป็นความรู้พื้นฐานแห่งความรู้ทิพย์ เรามาสัมผัสกับสาม ระดับของธรรมชาติวัตถุ แต่เราต้องไม่ยึดติด และอุทิศตนเสียสละด้วยความจงรักภักดี ต่อองค์ภควาน หากว่าเราไม่ยึดมั่นในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์ ภควาน เราก็ไม่สามารถที่จะหยุดความยึดติดกับสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ เกียรติยศ และความยึดติดเนื่องมาจากราคะและความต้องการของเรา ความต้องการที่จะเป็นเจ้า แห่งธรรมชาติวัตถุ ตราบใดที่เรายังไม่ยกเลิกแนวโน้มที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุนี้ เป็น ไปไม่ได้ที่เราจะกลับไปสู่พระราชอาณาจักรขององค์ภควาน สะนาทะนะ-ดฺารมะ พระราชอาณาจักรนิรันดรที่ไม่มีวันถูกทำาลาย สามารถจะไปถึงได้โดยผู้ที่ไม่มีความสับสน อยู่ในเสน่ห์แห่งความสุขทางวัตถุที่ผิด ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในการปฏิบัติตนรับใช้ต่อองค์ภควาน ผู้สถิตอยู่เช่นนี้สามารถจะไปถึงพระตำาหนักทิพย์สูงสุดได้อย่างง่ายดาย
ตอนหนึ่งใน คีตา (8.21) ได้กล่าวไว้ว่า:
อัพยัคทะ หมายถึงสิ่งที่ไม่ปรากฏ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวัตถุจะปรากฏออกมา ให้เราเห็น ประสาทสัมผัสของเรานั้นไม่สมบูรณ์ เราจึงไม่สามารถเห็นดวงดาวทั้งหมด ภายในจักรวาลวัตถุนี้ ในวรรณกรรมพระเวทเราสามารถได้รับข้อมูลมากมายเกี่ยว กับดาวเคราะห์ทั้งหมด และเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ดาวเคราะห์ที่สำาคัญ ๆ ทั้งหมด ได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระเวท โดยเฉพาะ ชรีมัด-บฺากะวะธัม และโลกทิพย์ซึ่ง อยู่เหนือไปจากท้องฟ้าวัตถุนี้ ได้อธิบายว่าเป็น อัพยัคทะ (ไม่ปรากฏ) เราควรมีความ ปรารถนาและใฝ่ฝันเพื่อไปยังอาณาจักรอันสูงสุดนั้น เพราะเมื่อเราได้ไปถึงอาณาจักรนั้น แล้ว เราจะไม่ต้องกลับมาในโลกวัตถุนี้อีกต่อไป
จากนี้อาจมีคำาถามว่า เราจะไปถึงพระตำาหนักทิพย์ขององค์ภควานได้อย่างไร ข้อมูลนี้ได้ให้ไว้ในบทที่แปด โดยกล่าวว่า
“ใครก็แล้วแต่ที่ในบั้นปลายชีวิตก่อนออกจากร่างนี้ระลึกถึงข้า จะมาถึงธรรมชาติของข้า โดยไม่ต้องสงสัย” (ภควัต-คีตา 8.5) ผู้ที่คิดถึงคริชณะในขณะตายจะไปหาชรีคริชณะ เราต้องจำาพระวรกายของคริชณะ ถ้าเราออกจากร่างนี้ไปด้วยการระลึกถึงรูปลักษณ์นี้ แน่นอนว่าเราจะไปถึงอาณาจักรทิพย์ มัด-บฺาวัม หมายถึง ธรรมชาติสูงสุดของสิ่งมีชีวิต สูงสุด สิ่งมีชีวิตสูงสุดคือ สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ หมายถึง รูปลักษณ์ของพระองค์ ที่เป็นอมตะ เปี่ยมไปด้วยความรู้ และความปลื้มปีติสุข ร่างกายปัจจุบันของเรา ไม่ใช่ สัช-ชิด-อานันดะ แต่เป็น อสัท (ไม่ใช่สัท) ไม่เป็นอมตะ สูญสลายได้ ไม่ใช่ ชิด ที่เต็มไป ด้วยความรู้แต่เต็มไปด้วยอวิชชา เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาณาจักรทิพย์ เราไม่มีความ รู้ที่สมบูรณ์ แม้แต่ในโลกวัตถุนี้ มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย ร่างกายก็เป็น นิรา นันดะ เช่นเดียวกัน แทนที่จะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ความทุกข์ ทั้งหมดที่เรามีประสบการณ์ในโลกนี้เกิดขึ้นมาจากร่างกาย แต่ผู้ที่จากร่างนี้ไปด้วยการ ระลึกถึงองค์ภควานชรีคริชณะจะได้รับร่าง สัช-ชิด-อานันดะ ทันที
วิธีการออกจากร่างกายนี้และเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่งในโลกวัตถุได้ถูกจัดไว้ เรียบร้อยแล้ว หลังจากถูกตัดสินว่าจะอยู่ร่างไหนในชาติหน้า มนุษย์จึงตาย ผู้ที่มีอำานาจ สูงกว่าเป็นผู้ตัดสินตามผลกรรมของเราในชาตินี้ ไม่ใช่สิ่งมีชิวิตเป็นผู้กำาหนด เราอาจ เจริญขึ้นหรืออาจตกต่ำาลง ชีวิตนี้จึงเป็นการเตรียมตัวสำาหรับชีวิตหน้า ดังนั้น หากเรา เตรียมตัวในชีวิตนี้ดีเพื่อเจริญขึ้นไปถึงอาณาจักรขององค์ภควาน แน่นอนว่าหลังจากที่เรา ออกจากร่างวัตถุนี้แล้ว เราจะได้รับร่างทิพย์เหมือนกับร่างของพระองค์
ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่ามีนักทิพย์นิยมหลายประเภท เช่น บราฮมะ-วาดี, พะระ มาทมะ-วาดี, และ สาวก ได้กล่าวไว้เช่นกันว่าใน บระฮมะจโยทิ (ท้องฟ้าทิพย์) มีดาว เคราะห์ทิพย์นับจำานวนไม่ถ้วน จำานวนดาวเคราะห์เหล่านี้มีมากเกินกว่าจำานวนของดาว เคราะห์ทั้งหมดในโลกวัตถุ ได้ประมาณไว้ว่าโลกวัตถุนี้มีขนาดเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของ การสร้าง (เอคามเชนะ สทิฺโท จะกัท) ในส่วนของโลกวัตถุนี้มีจำานวนร้อยล้านพันล้าน จักรวาล พร้อมทั้งดาวเคราะห์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวเป็นจำานวนล้าน ๆ ดวง แต่การสร้างโลกวัตถุนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างทั้งหมด การสร้างส่วนใหญ่ อยู่ในโลกทิพย์ ผู้ที่มีความต้องการจะกลืนเข้าไปในความเป็นอยู่ของ บระฮมัน สูงสุด จะย้ายไปอยู่ใน บระฮมะจโยทิ ขององค์ภควานซึ่งเป็นท้องฟ้าทิพย์ สาวกต้องการได้ รับความสุขเกษมสำาราญด้วยการมีความสัมพันธ์กับองค์ภควาน จะได้เข้าไปอยู่ที่ ดาวเคราะห์ไวคุณธฺะซึ่งมีจำานวนมากมายมหาศาล และพระนารายณ์สี่กร อวตารที่แบ่ง แยกออกมาจากองค์ภควานทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้นด้วย ซึ่งมีพระนามแตกต่าง กัน เช่น พรัดยุมนะ อนิรุดดฺะ และโกวินดะ ฉะนั้น ในบั้นปลายชีวิตของนักทิพย์นิยม จะระลึกถึง บระฮมะจโยทิ, พะระมาทมา, หรือ องค์ภควาน ชรีคริชณะ ในทุก ๆ กรณี พวกเขาจะเข้าไปในท้องฟ้าทิพย์ แต่สาวกหรือผู้ที่มาสัมผัสกับองค์ภควานโดยตรงเท่านั้น จึงเข้าไปยังดาวเคราะห์ไวคุณธฺะหรือดาวเคราะห์โกโลคะ วรินดาวะนะ องค์ภควาน ตรัสต่อว่า “โดยไม่ต้องสงสัย” เราต้องเชื่อเช่นนี้อย่างแน่วแน่ เราไม่ควรปฏิเสธกับสิ่งที่ไม่ ตรงกับจิตนาการของเราทั้งหมด ท่าทีของเราควรให้เหมือนกับอารจุนะที่ตรัสว่า “ข้าพเจ้า เชื่อในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ตรัส” ดังนั้น เมื่อองค์ภควานตรัสว่าใครก็แล้วแต่ขณะ ที่กำาลังตายระลึกถึงองค์ภควานว่าพระองค์ทรงเป็น บระฮมัน, พะระมาทมา, หรือ องค์ภควาน จะเข้าไปสู่ท้องฟ้าทิพย์อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย และไม่มีคำาถามอื่นใด อีกเกี่ยวกับความเชื่อเช่นนี้
ใน ภควัต-คีตา (8.6) ได้อธิบายถึงหลักทั่วไป ในการที่จะเข้าไปในอาณาจักร ทิพย์ เพียงแต่ระลึกถึงองค์ภควานขณะกำาลังตาย
“ไม่ว่าจิตใจจะคิดถึงสิ่งใดในขณะที่ออกจากร่างนี้ ในชาติหน้าเขาจะได้รับสิ่งนั้นอย่าง แน่นอน” ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าธรรมชาติวัตถุเป็นพลังงานส่วนหนึ่งขององค์ภควานที่ ทรงแสดงออกมา ในวิชณุ พุราณะ (6.7.61) พลังงานทั้งหมดขององค์ภควานได้อธิบาย ไว้ดังนี้
องค์ภควานทรงมีพลังงานมากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งอยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดของเรา อย่างไร ก็ดี นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นแล้วได้ศึกษา วิเคราะห์ และจำาแนก พลังงานเหล่านี้ออกเป็นสามประเภท พลังงานทั้งหมดเป็น วิชณุ-ชัคทิ หมายความว่าเป็น พลังงานอันหลากหลายของพระวิชณุ พลังงานแรกเรียกว่า พะรา คือเป็นทิพย์หรือเหนือโลก สิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานเบื้องสูงดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว อีกพลังงานหนึ่งเป็นพลังงานวัตถุซึ่งอยู่ ในคุณลักษณะอวิชชา ขณะที่กำาลังตายเราอาจจะอยู่ภายในพลังงานเบื้องต่ำาของโลก วัตถุนี้ หรืออาจย้ายไปที่พลังงานของโลกทิพย์ ดังที่ ภควัต-คีตา (8.6) กล่าวว่า
“ไม่ว่าจิตใจของเขาจะคิดถึงสิ่งใดในขณะที่ออกจากร่างนี้ ในชาติหน้าเขาก็จะได้รับสิ่งนั้น อย่างแน่นอน”
ในชีวิตเราอาจเคยชินต่อการคิดถึงพลังงานวัตถุหรือพลังงานทิพย์ และมาบัดนี้ เราจะเปลี่ยนความคิดจากพลังงานวัตถุนี้ให้มาเป็นพลังงานทิพย์ได้อย่างไร? มีวรรณกรรม ทางพลังงานวัตถุมากมายที่เข้ามาอยู่ในสมองของเรา เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นวนิยาย ฯลฯ ความคิดของเราที่ซึมซาบอยู่ในวรรณกรรมเหล่านี้ จะต้องเปลี่ยนมาเป็น วรรณกรรมพระเวท ฉะนั้น นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้เขียนวรรณกรรมพระเวทมากมายเช่น พุราณะ, พุราณะ มิได้เป็นจินตนาการ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ ใน เชธันญะ- ชะริทามริทะ (มัดฺยะ 20.122) มีโศลกต่อไปนี้:
สิ่งมีชีวิตที่หลงลืมหรือดวงวิญญาณที่อยู่ในสภาวะวัตถุ ลืมความสัมพันธ์ของตนเอง กับองค์ภควานและพัวพันอยู่ในความคิดแห่งกิจกรรมทางวัตถุ เพื่อเปลี่ยนพลังความ คิดของพวกเขาไปยังท้องฟ้าทิพย์ คริชณะ-ดไวพายะนะ วิยาสะ ได้ให้วรรณกรรม พระเวทไว้มากมาย ขั้นแรกได้แบ่งคัมภีร์พระเวทเป็นสี่ส่วน จากนั้นอธิบายใน พุราณะ สำาหรับผู้ที่มีความสามารถน้อย ท่านได้เขียน มหาภารตะ, ภควัต-คีตา อยู่ใน มหาภารตะ จากนั้นวรรณกรรมพระเวททั้งหมด ได้สรุปลงใน เวดานธะ-สูทระ และเพื่อเป็นการ ชี้แนะในอนาคต ท่านได้ให้คำาอธิบายโดยธรรมชาติเกี่ยวกับ เวดานธะ-สูทระ เรียกว่า ชรีมัด-บฺฺากะวะธัม เราต้องใช้จิตใจของเราไปในการอ่านวรรณกรรมพระเวทเหล่า นี้เสมอ เหมือนกับนักวัตถุนิยมที่ใช้จิตใจอ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร และวรรณกรรม ทางโลกมากมาย เราต้องเปลี่ยนการอ่านของเรามาอ่านวรรณกรรมเหล่านี้ที่วิยาสะ- เดวะได้ให้ไว้ ด้วยการกระทำาเช่นนี้จะทำาให้เราระลึกถึงองค์ภควานในขณะที่ตาย และนี่ เป็นวิธีเดียวที่พระองค์ทรงแนะนำา และทรงรับประกันผลไว้ว่า “โดยไม่ต้องสงสัย”
“ฉะนั้น อารจุนะ เธอควรระลึกถึงข้าเสมอในรูปลักษณ์คริชณะ ในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติ หน้าที่ในการรบที่ได้จัดไว้ ด้วยการกระทำาของเธอที่อุทิศแด่ข้า ทั้งจิตใจและปัญญาตั้ง มั่นอยู่ที่ข้า เธอจะมาถึงข้าโดยไม่ต้องสงสัย” (ภควัต-คีตา 8.7)
พระองค์ทรงมิได้แนะนำาให้อารจุนะเพียงแต่ระลึกถึงพระองค์ และยกเลิก อาชีพของตน พระองค์ทรงไม่เคยแนะนำาในสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ ในโลกวัตถุนี้การที่จะ รักษาร่างกายนี้ไว้ เราต้องทำางาน สังคมมนุษย์แบ่งออกตามหน้าที่การงานเป็นสี่ วรรณะ บราฮมะณะ คชัทริยะ ไวชยะ และ ชูดระ บราฮมะณะ หรือชั้นปัญญาชน ทำางานประเภทหนึ่ง คชัทริยะ หรือชนชั้นบริหารทำางานอีกประเภทหนึ่ง ชนชั้นพ่อค้า และกรรมกรทั้งหมดก็ทำาหน้าที่เฉพาะของตน ในสังคมมนุษย์ไม่ว่าเราจะเป็นกรรมกร พ่อค้า นักบริหาร หรือชาวนา หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในชั้นสูงสุด เป็นผู้คงแก่เรียน นัก วิทยาศาสตร์ นักศาสนา จะต้องทำางานเพื่อดำารงชีพ ฉะนั้น องค์ภควานตรัสต่อ อารจุนะว่า อารจุนะไม่ควรยกเลิกอาชีพของตน แต่ขณะที่ประกอบอาชีพ ควรระลึกถึง คริชณะ (มาม อนุสมะระ) ถ้าหากว่าอารจุนะทรงไม่ฝึกฝนการระลึกถึงคริชณะ ขณะ ที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อดำารงชีวิต เป็นไปไม่ได้ที่อารจุนะจะทรงระลึกถึงคริชณะในขณะกำาลัง ตาย องค์เชธันญะทรงแนะนำาเช่นเดียวกันว่า คีรทะนียะฮ สะดา ฮะริฮ เราควรฝึกฝน การสวดภาวนาพระนามขององค์ภควานเสมอ พระนามขององค์ภควานและองค์ภควาน ไม่แตกต่างกัน ฉะนั้น คำาสั่งสอนของคริชณะที่ให้แก่อารจุนะว่า “จงระลึกถึงข้า” และคำา สั่งสอนของเชธันญะว่า “จงสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของคริชณะเสมอ” เป็นคำา สั่งสอนที่เหมือนกัน โดยไม่มีข้อแตกต่าง เพราะว่าองค์คริชณะและพระนามของคริชณะ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ในระดับที่สมบูรณ์สูงสุดจะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างข้ออ้างอิงและ ผู้อ้างอิง ดังนั้นเราจึงควรฝึกฝนการระลึกถึงองค์ภควานเสมอวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง ด้วย การสวดภาวนาพระนามของพระองค์ และจัดกิจกรรมของชีวิตเพื่อให้เราสามารถระลึก ถึงชรีคริชณะเสมอ
เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนั้น บรรดา อาชารยะ ได้ให้ตัวอย่างไว้ดังต่อไปนี้ หาก สตรีที่แต่งงานแล้วไปสนใจชายอีกคนหนึ่ง หรือหากว่าผู้ชายไปสนใจหญิงที่ไม่ใช่ภรรยา ของตน ความสนใจเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่มีพลังมาก ผู้ที่มีความสนใจเช่นนี้จะคิดถึงคนรักเสมอ ภรรยาที่คิดถึงคู่รักของตน จะคิดเสมอว่าต้องการพบเขาแม้ขณะที่เธอทำางานบ้านอยู่ อันที่จริงเธออาจปฏิบัติงานบ้านด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อที่สามีจะได้ไม่สงสัย ความสนใจที่เธอมีต่อชายอื่น เช่นเดียวกัน เราควรระลึกถึงคู่รักสูงสุดองค์ชรีคริชณะเสมอ และในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติหน้าที่ทางวัตถุอย่างดีเยี่ยม ความรู้สึกในความรักที่มีพลัง เป็นสิ่งจำาเป็น ณ ที่นี้ หากว่าเรามีความรู้สึกในความรักที่เข้มข้นต่อองค์ภควาน เราจะ สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเรา และขณะเดียวกันก็ระลึกถึงพระองค์ แต่จะต้องพัฒนา ความรู้สึกแห่งความรักนั้น ตัวอย่างเช่นอารจุนะทรงคิดถึงคริชณะเสมอ อารจุนะทรง เป็นสหายของคริชณะ ในขณะเดียวกันอารจุนะก็เป็นนักรบ คริชณะไม่ได้ทรงแนะนำาให้ อารจุนะยกเลิกการต่อสู้และไปอยู่ในป่าบำาเพ็ญฌาน เมื่อคริชณะอธิบายระบบโยคะ ให้อารจุนะ อารจุนะตรัสว่าการปฏิบัติตามระบบนี้ เป็นไปไม่ได้สำาหรับพระองค์
“อารจุนะตรัสว่า โอ้ มะดํ ุสูดะนะ ระบบโยคะที่พระองค์ทรงสรุป ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าจะ ปฏิบัติไม่ได้ และข้าก็ทนไม่ได้ เพราะจิตใจไม่สงบและไม่มั่นคง” (ภควัต-คีตา 6.33)
แต่องค์ภควานตรัสว่า:
“ในบรรดาโยคีทั้งหมด ผู้ที่มีความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ต่อข้า ปฏิบัติตามคำาสอนของข้า เสมอ ภายในใจระลึกถึงข้า และรับใช้ข้าด้วยความรักทิพย์ เป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับข้าอย่าง ใกล้ชิดในโยคะและเป็นผู้สูงสุดกว่าใครทั้งหมด นี่คือความคิดเห็นของข้า” (ภควัต-คีตา 6.47) ฉะนั้น ผู้ที่ระลึกถึงองค์ภควานจะเป็นโยคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็น กยานี สูงสุด และเป็น สาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะเดียวกันเสมอ องค์ภควานตรัสแด่อาจุนะต่อไปว่า ในฐานะที่ อารจุนะเป็นกษัตริย์จะยกเลิกการต่อสู้ไม่ได้ แต่ถ้าหากต่อสู้พร้อมทั้งระลึกถึงคริชณะไป ด้วย อารจุนะก็จะทรงสามารถระลึกถึงคริชณะได้ในขณะตาย แต่เราต้องศิโรราบอย่าง สมบูรณ์ในการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน
เราไม่ได้ทำางานด้วยร่างกายแต่ทำาด้วยจิตใจและปัญญา หากว่าจิตใจและปัญญา ถูกใช้ไปในการระลึกถึงองค์ภควาน ประสาทสัมผัสก็จะถูกใช้ในการรับใช้องค์ภควานโดย ธรรมชาติ อย่างน้อยที่สุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัสจะยังคงเหมือนเดิม แต่จิตสำานึกจะ เปลี่ยนไป ภควัต-คีตา สอนให้เราใช้จิตสำานึกและปัญญาให้ซึมซาบไปในการระลึกถึง องค์ภควาน เพราะการซึมซาบเช่นนี้สามารถพาเราไปยังอาณาจักรขององค์ภควาน หากจิตใจถูกใช้ไปในการรับใช้องค์ชรีคริชณะ ประสาทสัมผัสก็จะถูกใช้ไปในการรับใช้ พระองค์โดยปริยาย นี่คือศิลปะและเป็นความลับของ ภควัต-คีตา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับ การซึมซาบอย่างสมบูรณ์ในการระลึกถึงชรีคริชณะ
ในปัจจุบันมนุษย์ดิ้นรนด้วยความยากลำาบากที่จะไปถึงดวงจันทร์ แต่ไม่พยายาม นำาตนเองให้เจริญขึ้นในวิถีทิพย์ หากเรามีเวลาเหลืออยู่อีกห้าสิบปีเราควรใช้เวลาอันไม่ มากนี้ปฏิบัติการพัฒนาเพื่อระลึกถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า การปฏิบัติเช่นนี้เป็น วิธีการอุทิศตนเสียสละ
(ชรีมัด-บฺากะวะธัม 7.5.23)
ขบวนการเก้าวิธีนี้ ชระวะณัม หรือการสดับฟัง ภควัต-คีตา จากผู้รู้แจ้ง เป็นวิธีที่ง่าย ที่สุดซึ่งจะทำาให้เราระลึกถึงองค์ภควาน วิธีนี้จะทำาให้เราระลึกถึงองค์ภควานได้ในขณะ ที่วิญญาณออกจากร่าง และได้รับร่างทิพย์อันเหมาะสมในการร่วมสมาคมกับองค์
ภควาน พระองค์ตรัสต่อไปว่า:
“ผู้ที่ทำาสมาธิจดจ่ออยู่ที่ข้าว่าเป็นองค์ภควาน จิตใจระลึกถึงข้าเสมอโดยไม่เบี่ยงเบน จากวิถีทาง โอ้ อารจุนะ เขาจะต้องบรรลุถึงข้าอย่างแน่นอน” (ภควัต-คีตา 8.8)
เช่นนี้ไม่ใช่เป็นวิธีที่ยากลำาบากอันใดเลย อย่างไรก็ดี เราจะต้องศึกษาจากผู้ที่ มีประสบการณ์ ทัด-วิกยานารทัฺม สะ กุรุม เอวาบิฺกัชเชฺท เราต้องเข้าพบผู้ที่ปฏิบัติชอบ แล้ว จิตใจเราจะโผผินบินไปโน่นบินมานี่อยู่เสมอ แต่เราต้องฝึกทำาสมาธิด้วยจิตของ เราตั้งมั่นอยู่ที่รูปลักษณ์ขององค์ภควานชรีคริชณะเสมอ หรือทำาสมาธิอยู่ที่เสียงของ พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ โดยธรรมชาติจิตใจเราจะไม่สงบไปโน่นมานี่เสมอ แต่จิตใจของเราสามารถมาพักอยู่ที่เสียงทิพย์ของคริชณะ ฉะนั้น เราต้องทำาสมาธิที่ พะระมัม พุรุชัม องค์ภควานในอาณาจักรทิพย์ ในท้องฟ้าทิพย์ และบรรลุถึงวิธีและหนทาง เพื่อความรู้แจ้งสูงสุด ความสำาเร็จสูงสุดได้กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา ประตูแห่งความรู้นี้เปิดให้ ไว้สำาหรับทุก ๆ คน ไม่มีผู้ใดต้องห้าม บุคคลทุกชั้นวรรณะสามารถเข้าถึงคริชณะได้ด้วย การระลึกถึงพระองค์ เพราะการสดับฟังและการระลึกถึงคริชณะ ใคร ๆ ก็ทำาได้
องค์ภควานตรัสต่อไปว่า (ภควัต-คีตา 9.32-33):
ดังนั้น องค์ภควานตรัสว่า แม้แต่พ่อค้า สตรีที่ตกต่ำา กรรมกร หรือมนุษย์ที่มีชีวิตต่ำาต้อย ที่สุดก็สามารถเข้าถึงพระองค์ เราไม่จำาเป็นต้องมีปัญญาสูงมาก ที่สำาคัญคือใครก็ตาม ที่รับเอาหลักการของ ภักดี-โยคะ และยอมรับองค์ภควานว่าทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด แห่งชีวิตก็สามารถไปถึงพระองค์ในท้องฟ้าทิพย์ได้ หากรับเอาหลักธรรมที่ให้ไว้ใน ภควัต- คีตา มาปฏิบัติ จะสามารถทำาให้ชีวิตของเราสมบูรณ์และแก้ปัญหาชีวิตทั้งหมดได้อย่าง ถาวร นี่คือเนื้อหาสาระสำาคัญของ ภควัต-คีตา ทั้งเล่ม
ข้อสรุปคือ ภควัต-คีตา เป็นวรรณกรรมทิพย์เหนือโลก ที่เราควรอ่านอย่าง ละเอียดถี่ถ้วน กีทา-ชาสทรัม อิดัม พุณยัม ยะฮ พะเทฺท พระยะทะฮ พุมาน หาก ปฏิบัติตามคำาสั่งสอนของ ภควัต-คีตา อย่างถูกต้อง เราจะสามารถเป็นอิสระจากความ ทุกข์และความวิตกกังวลทั้งหมดในชีวิต บฺะยะ-โชคาดิ-วารจิทะฮ เราจะเป็นอิสระจาก ความหวาดกลัวทั้งหมดในชีวิตนี้ และในชีวิตหน้าเราจะมีร่างทิพย์ (กีทา-มาฮาทมยะ 1)
ยังมีประโยชน์อีกคือ
“หากเราอ่าน ภควัต-คีตา ด้วยความจริงใจและจริงจัง ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ ภควาน ผลกรรมที่เราทำาไว้ในอดีตจะไม่ตามมา” (กีทา-มาฮาทมยะ 2) องค์ภควานตรัสด้วยสุรเสียงอันดังในตอนท้ายของ ภควัต-คีตา ว่า (18.66):
“ยกเลิกศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดและเพียงแต่ศิโรราบต่อข้า ข้าจะพาเธอให้หลุดออกจาก ผลแห่งบาปทั้งปวง จงอย่ากลัว” เช่นนี้ องค์ภควานทรงรับผิดชอบทุกอย่างสำาหรับผู้ที่ ศิโรราบต่อพระองค์ และจะทรงให้อภัยต่อบาปกรรมทั้งปวงที่เราได้สั่งสมไว้
“เราอาจทำาความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำาทุกวัน แต่ถ้าหากว่าเราอาบน้ำาในแม่น้ำา คงคาอันศักดิ์สิทธิ์แห่ง ภควัต-คีตา เพียงครั้งเดียว ความสกปรกแห่งชีวิตวัตถุของเรา จะถูกชะล้างจนหมดสิ้น” (กีทา-มาฮาทมยะ 3)
เนื่องจาก ภควัต-คีตา ตรัสโดยบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า เราไม่จำาเป็นต้องอ่าน วรรณกรรมพระเวทเล่มอื่น ๆ เราเพียงแต่สดับฟังและอ่าน ภควัต-คีตา ด้วยความตั้งใจ และสม่ำาเสมอเท่านั้น ในยุคปัจจุบันผู้คนจะซึมซาบไปในกิจกรรมทางวัตถุ จึงเป็นไปไม่ ได้ และไม่จำาเป็นที่จะมาอ่านวรรณกรรมพระเวททั้งหมด ภควัต-คีตา เพียงเล่มเดียว ก็เพียงพอแล้ว เพราะว่า ภควัต-คีตา เป็นหัวใจสำาคัญของวรรณกรรมพระเวททั้งหมด และบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส (กีทา-มาฮาทมยะ 4)
ได้กล่าวไว้ว่า :
“ผู้ที่ดื่มน้ำาจากแม่น้ำาคงคงจะได้รับความหลุดพ้น ดังนั้น ผู้ที่ดื่มน้ำาทิพย์แห่ง ภควัต-คีตา จะได้ รับผลสูงกว่าแค่ไหน? ภควัต-คีตา เป็นยอดแห่งน้ำาทิพย์ของ มหาภารตะ ซึ่งองค์คริชณะหรือ พระวิชณุองค์เดิมทรงเป็นผู้ตรัสเอง” (กีทา-มาฮาทมยะ 5) ภควัต-คีตา ได้หลั่งออกมา จากพระโอษฐ์ขององค์ภควาน และแม่น้ำาคงคาหลั่งมาจากพระบาทรูปดอกบัวขององค์ ภควาน แน่นอนว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระโอษฐ์และพระบาทขององค์ภควาน แต่ จากการศึกษาที่ไม่มีอคติ เราสามารถชื่นชม ภควัต-คีตา ว่าสำาคัญกว่าแม่น้ำาคงคา
“กีโทพะนิชัด หรือ ภควัต-คีตา นี้ เป็นหัวใจสำาคัญของ อุพนิชัด ทั้งหมด เปรียบเทียบ เหมือนกับวัว และองค์ชรีคริชณะ ทรงมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเด็กเลี้ยงวัวที่กำาลังรีดนมวัว ตัวนี้ อารจุนะทรงเหมือนกับลูกวัว นักวิชาการผู้คงแก่เรียนและสาวกผู้บริสุทธิ์ได้ดื่ม น้ำานมทิพย์แห่ง ภควัต-คีตา (กีทา-มาฮาทมยะ 6)
(กีทา-มาฮาทมยะ 7)
ในปัจจุบันนี้ ผู้คนมีความกระตือรือร้นที่จะมีพระคัมภีร์เล่มเดียว มีพระผู้เป็น เจ้าเพียงองค์เดียว มีศาสนาเดียว และมีอาชีพเดียว ดังนั้น เอคัม ชาสทรัม เดวะคี- พุทระ-กีทัม หมายความว่าให้มีพระคัมภีร์เพียงเล่มเดียวเท่านั้นสำาหรับคนทั้งโลก นั่น คือ ภควัต-คีตา, เอโค เดโว เดวะคี-พุทระ เอวะ ให้มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว สำาหรับคนทั้งโลก นั่นคือชรีคริชณะ เอโค มันทรัส ทัสยะ นามานิ และมีบทมนต์สวด ภาวนาและบทเพลงเพียงบทเดียว คือ บทสวดภาวนาพระนามขององค์ภควาน ฮะเร คริชณะ ฮะเร คริชณะ คริชณะ คริชณะ ฮะเร ฮะเร / ฮะเร รามะ ฮะเร รามะ รามะ รามะ ฮะเร ฮะเร คารมาพิ เอคัม ทัสยะ เดวัสยะ เสวา และมีอาชีพการงานเพียงอาชีพ เดียวเท่านั้น นั่นคือการรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ภควาน
เอวัม พะรัมพะรา-พราพทัม อิมัม ราจารชะโย วิดุฮ (ภควัต-คีตา 4.2) ภควัต-คีตา ฉบับเดิม นี้ ได้รับการถ่ายทอดผ่านทางระบบ พะรัมพะรา ดังต่อไปนี้
1. คริชณะ
2. บระฮมา (พระพรมหม)
3. นาระดะ
4. วิยาสะ
5. มัดฺวะ
6. พัดมะนาบฺะ
7. นริฮะริ
8. มาดฺะวะ
9. อัคโชบฺยะ
10. จะยะ ทีรทฺะ
11. กยานะสินดํ ุ
12. ดะยานิดิฺ
13. วิดยานิดิฺ
14. ราเจนดระ
15. จะยะดฺารมะ
16. พุรุโชททะมะ
17. บระฮมัณยะ ทีรทฺะ
18. วิยาสะ ทีรทฺะ
19. ลัคชมีพะทิ
20. มาดฺะเวนดระ พุรี
21. อีชวะระ พุรี (นิทยานันดะ อไดวทะ)
22. องค์เชธันญะ
23. รูพะ (สวะรูพะ,สะนาทะนะ)
24. ระกํ ุนาทฺะ, จีวะ
25. คริชณะดาสะ
26. นะโรททะมะ
27. วิชวะนาทฺะ
28. (บะละเดวะ), จะกันนาทฺะ
29. บัฺคธิวิโนดะ
30. โกระคิโชระ
31. บัฺคธิสิดดฺานทะ สะรัสวะที
32. เอ.ซี. บัฺคธิเวดันธะ สวะมิ พระบํ ุพาดะ
ดฺริทะราชทระฮ อุวาชะ-กษัตริย์ดฺริทะราชทระตรัส, ดฺารมะ-คเชเทร-ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, คุรุ-คเชเทร-ชื่อคุรุคเชทระ, สะมะเวทาฮ-มาชุมนุมกัน, ยุยุทสะวะฮ-ปรารถนาจะสู้รบ, มามะคาฮ-ฝ่ายของข้า (เหล่าโอรส), พาณดะวาฮ-โอรสของพาณดุ, ชะ-และ, เอวะ-แน่นอน, คิม-อะไร, อคุรวะทะ-พวกเขาได้ทำา, สันจะยะ-โอ้ สันจะยะ
ดฺริทะรชทระตรัสว่ “โอ้ สันจะยะ หลังจกบรรดโอรสของข้และโอรสของ พณดุมชุมนุมกันยังสถนที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งคุรุคเชทระ มีควมปรรถนจะสู้รบ พวกเขทำอะไรกัน?”
ภควัต-คีตา ศาสตร์แห่งองค์ภควานที่สรุปใน กีทา-มาฮาทมยะ (คำาสรรเสริญ ภควัต-คีตา) ที่ได้อ่านกันอย่างแพร่หลาย กล่าวไว้ว่า เราควรอ่าน ภควัต-คีตา อย่าง ละเอียดถี่ถ้วนพร้อมกับการช่วยเหลือจากสาวกของชรีคริชณะ และพยายามเข้าใจ โดยปราศจากการตีความจากแรงกระตุ้นส่วนตัว ตัวอย่างการเข้าใจอย่างชัดเจนอยู่ใน ภควัต-คีตา วิธีที่อารจุนะทรงเข้าใจคีตา ซึ่งได้ยินมาจากองค์ภควานโดยตรง หากผู้ใด โชคดีพอที่มาเข้าใจ ภควัต-คีตา ตามสาย พะรัมพะรา โดยไม่มีแรงกระตุ้นในการตีความ จะบรรลุถึงการศึกษาปรัชญาพระเวททั้งหมด และพระคัมภีร์ทั้งหมดในโลก ใน ภควัต- คีตา เราจะพบทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในพระคัมภีร์เล่มอื่น ๆ ผู้อ่านจะพบสิ่งที่หาจากที่ อื่นไม่ได้ นี่คือมาตรฐานโดยเฉพาะของ ภควัต-คีตา, ภควัต-คีตา เป็นศาสตร์แห่งองค์ ภควานที่สมบูรณ์ซึ่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะทรงเป็นผู้ตรัสโดยตรง
ประเด็นที่สนทนากันระหว่างดฺริทะราชทระและสันจะยะ ดังที่อธิบายไว้ใน มหาภารตะ เป็นหลักพื้นฐานแห่งปรัชญาอันยิ่งใหญ่นี้ เป็นที่เข้าใจว่าปรัชญานี้เกิดขึ้นที่สมรภูมิคุรุคเชทระ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญ ตั้งแต่สมัยยุคพระเวทโบราณ องค์ภควานตรัสใน ขณะที่เสด็จลงมาบนโลกนี้ด้วยพระองค์เองเพื่อนำาทางมนุษยชาติ
คำาว่า ดฺารมะ-คเชทระ (สถานที่สำาหรับทำาพิธีกรรมทางศาสนา) มีความสำาคัญเพราะ ว่าที่สมรภูมิ คุรุคเชทระ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏอยู่ฝ่ายของอารจุนะ ดฺริทะราชทระ พระบิดาแห่งราชวงศ์คุรุทรงสงสัยเป็นอย่างยิ่งถึงชัยชนะขั้นสุดท้ายของ โอรสของพระองค์ ด้วยความสงสัยนี้จึงตรัสถามเลขาสันจะยะว่า “พวกเขาทำาอะไร กัน?” พระองค์ทรงมั่นใจว่า โอรสของพระองค์และโอรสของพระอนุชาพาณดุ ได้ มาชุมนุมกันที่สมรภูมิคุรุคเชทระด้วยความมั่นใจในการทำาศึกสงคราม แต่คำาถาม นี้สำาคัญเพราะพระองค์ทรงไม่ปรารถนาให้ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายประนีประนอมกัน ทรงประสงค์จะทราบชะตากรรมของเหล่าโอรสอย่างชัดเจนในสนามรบ สงครามได้ เตรียมให้เกิดขึ้นที่สมรภูมิคุรุคเชทระ คัมภีร์พระเวทได้กล่าวว่าเป็นสถานที่สักการะบูชา ของเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ด้วย ดฺริทะราชทระทรงรู้สึกกลัวมากเกี่ยวกับอิทธิพล ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะส่งผลในสมรภูมิ ทรงทราบดีว่าสิ่งนี้จะมีอิทธิพลส่งเสริมให้ อารจุนะและบรรดาบุตรของพาณดุไปในทางที่ดี เนื่องจากทุกพระองค์ในราชวงค์พาณดุ ทรงมีคุณธรรมโดยธรรมชาติ สันจะยะเป็นศิษย์ของวิยาสะ ดังนั้น ด้วยพระเมตตาของ วิยาสะ สันจะยะจึงสามารถเห็นสมรภูมิคุรุคเชทระแม้ขณะอยู่ในห้องของดฺริทะราชทระ ดังนั้น ดฺริทะราชทระจึงทรงถามสันจะยะเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สนามรบ
ทั้งบรรดาพาณดะวะและบรรดาโอรสของดฺริทะราชทระทรงอยู่ในราชวงศ์ เดียวกัน แต่จิตใจของดฺริทะราชทระทรงถูกเปิดเผย ณ ที่นี้ ว่าทรงตั้งใจที่จะอ้างสิทธิ์เหล่า โอรสของพระองค์ว่าเป็นคุรุเท่านั้น และตัดพวกโอรสของพาณดุให้ออกจากกองมรดก แห่งราชวงศ์ เช่นนี้ เราจึงเข้าใจสถานภาพอันแท้จริงของดฺริทะราชทระในความสัมพันธ์ กับโอรสของพาณดุซึ่งเป็นหลานของพระองค์ เสมือนหนึ่งในทุ่งนาที่วัชพืชต้องถูกกำาจัด ฉะนั้น เป็นที่คาดหวังตั้งแต่ตอนเริ่มต้นแล้วว่า ณ ศาสนสถานแห่งคุรุคเชทระที่พระบิดา แห่งศาสนาชรีคริชณะทรงปรากฏ ดุรโยดฺะนะและพรรคพวกเปรียบเสมือนวัชพืชที่จะ ต้องถูกกำาจัดทั้งหมด และผู้ทรงธรรมซึ่งนำาโดย ยุดิฺชทิฺระ จะได้รับการสถาปนาโดยองค์ ภควาน นี่คือ ความสำาคัญของคำาว่า ดฺารมะ-คเชเร และ คุรุ-เชเทร นอกจากความ สำาคัญทางประวัติศาสตร์และทางคัมภีร์พระเวท
สันจะยะฮ-อุวาชะ-สันจะยะกล่าว, ดริชทวา-หลังจากได้เห็น, ทุ-แต่, พาณดะวะ- อนีคัม-เหล่าทหารของพาณดะวะ, วยูดัฺม-จัดทัพเป็นทิวแถว, ดุรโยดฺะนะฮ-กษัตริย์ ดุรโยดฺะนะ, ทะดา-ในเวลานั้น, อาชารยัม-พระอาจารย์, อุพะสังกัมยะ-เข้าพบ, ราจา-กษัตริย์, วะชะนัม-คำาพูด, อับระวีท-พูด
สันจะยะกล่วว่ โอ้ กษัตริย์ หลังจกมองไปที่กรจัดทัพของเหล่โอรสของพณดุ กษัตริย์ดุรโยดฺะนะทรงไปหพระอจรย์และตรัสดังต่อไปนี้
ดฺริทะราชทระทรงมีพระเนตรบอดมาแต่กำาเนิด และอับโชคที่ทรงไร้จักษุทิพย์ ด้วย พระองค์ทรงทราบดีว่าโอรสของพระองค์มีพระเนตรบอดในทางศาสนาพอ ๆ กัน และแน่ใจว่าฝ่ายของพระองค์จะไม่มีวันตกลงกับพาณดะวะผู้ทรงคุณธรรมแต่กำาเนิด ได้ แต่ว่าดฺริทะราชทระทรงหวั่นใจเกี่ยวกับอิทธิพลของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสัน จะยะเข้าใจแนวความคิดนี้เมื่อพระองค์ทรงตรัสถามถึงสภาวะที่สนามรบ ดังนั้นสัน จะยะปราถนาที่จะบำารุงขวัญกษัตริย์ที่กำาลังใจเสีย เพื่อให้ความมั่นใจว่าเหล่าโอรส ของพระองค์จะทรงไม่ประนีประนอม เนื่องมาจากอิทธิพลของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สันจะ ยะได้บอกแก่กษัตริย์ว่า หลังจากได้เห็นกำาลังทหารของพาณดะวะแล้วโอรสของ พระองค์ดุรโยดฺะนะทรงไปพบกับขุนพลโดรณาชารยะทันที เพื่อบอกถึงสถานการณ์ ที่แท้จริง แม้ดุรโยดฺะนะทรงเป็นกษัตริย์แต่ยังต้องไปปรึกษาแม่ทัพเนื่องจากสถาน การณ์อันตึงเครียด ดังนั้น ดุรโยดฺะนะทรงเหมาะที่เป็นนักการเมือง แต่ลีลานักการ เมืองของดุรโยดฺะนะไม่สามารถซ่อนเร้นความกลัวไว้ได้ หลังจากได้เห็นการจัดทัพของ พาณดะวะ
พัชยะ-จงดู, เอทาม-นี้, พาณดุ-พุทราณาม-เหล่าโอรสของพาณดุ, อาชารยะ-โอ้ พระ อาจารย์, มะฮะทีม-ยิ่งใหญ่, ชะมูม-กำาลังทหาร, วยูดฺาม-จัด, ดรุพระดะ-พุเทรณะ- โดยโอรสของดรุพะดะ, ทะวะ-ของท่าน, ชิชเยณะ-ศิษย์, ดีฺ-มะทา-ฉลาดมาก
โอ้พระอจรย์ โปรดดูกองทัพอันยิ่งใหญ่ของเหล่โอรสพณดุ ที่จัดทัพด้วยควม ชำนญโดยโอรสของดรุพะดะ ศิษย์ผู้ชญฉลดของท่น
ดุรโยดฺะนะ ยอดนักการฑูตผู้ยิ่งใหญ่ทรงปรารถนาจะชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาด ของโดรณาชารยะแม่ทัพพราหมณ์ โดรณาชารยะมีข้อวิวาททางการเมืองกับกษัตริย์ ดรุพะดะ พระบิดาของโดรพะดีผู้เป็นภรรยาของอารจุนะ ผลแห่งการทะเลาะวิวาทกัน นี้ดรุพะดะได้ประกอบพิธีบูชาอันยิ่งใหญ่ และได้รับพรให้มีบุตรผู้สามารถสังหาร โดรณาชารยะ โดรณาชารยะทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ในฐานะที่เป็นพราหมณ์ผู้หลุด พ้นแล้ว จึงไม่หวงที่จะถ่ายทอดความลับทางวิชาทหารแด่ดฺริชทัดยุมนะโอรสของดรุพะ ดะ เมื่อมาเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาทหาร มาบัดนี้ ณ สมรภูมิคุรุคเชทระ ดฺริชทัดยุมนะมา อยู่ฝ่ายของพาณดะวะและเป็นผู้จัดทัพ หลังจากที่ได้ศึกษาศิลปะจากโดรณาชารยะ ดุร โยดฺะนะทรงชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของโดรณาชารยะนี้ เพื่อให้ท่านระมัดระวังและไม่ ประนีประนอมในการต่อสู้ การกระทำาเช่นนี้ต้องการแสดงให้เห็นด้วยว่าท่านไม่ควรอ่อน ข้อให้ในการสู้รบที่สมรภูมิกับพาณดะวะผู้เป็นศิษย์รัก โดยเฉพาะอารจุนะศิษย์คนโปรด และฉลาดที่สุด ดุรโยดฺะนะทรงต้องการเตือนว่าการอ่อนข้อในการสู้รบครั้งนี้จะนำามาซึ่ง ความพ่ายแพ้
อัทระ-ที่นี่, ชูราฮ-วีรบุรุษ, มาฮา-อิชุ-อาสาฮ-นักยิงธนูผู้ยอดเยี่ยม, บีฺมะ-อารจุนะ-ให้ บีฺมะและอารจุนะ, สะมาฮ-เท่ากัน, ยุดิฺ-ในการรบ, ยุยุดฺานะฮ-ยุยุดฺานะ, วิราทะฮ- วิราทะ, ชะ-เช่นกัน, ดรุพะดะฮ-ดรุพะดะ, ชะ-เช่นกัน, มะฮา-ระทฺะฮ-ยอดนักรบ
ในกองทัพนี้มีวีรีบุรุษนักแม่นธนูมกมยที่ฝีมือพอ ๆ กับบีฺมะและอรจุนะ นักรบ ผู้กล้หญเหล่นี้ เช่น ยุยุดฺนะ วิรทะ และดรุพะดะ
ถึงแม้ว่าดฺริชทัดยุมนะทรงไม่เป็นปัญหาที่สำาคัญเมื่อเผชิญหน้ากับโดรณาชารยะผู้ มีพลังมหาศาลในศิลปะการทหาร แต่ยังมีผู้อื่นอีกที่น่ากลัว ดุรโยดฺะนะทรงกล่าวว่าเป็น อุปสรรคอันยิ่งใหญ่บนหนทางแห่งชัยชนะ เพราะว่าทุกคนที่กล่าวมาไม่เคยแพ้ เช่นเดียว กับบีฺมะและอารจุนะ ดุรโยดฺะนะทรงรู้ถึงพลังของบีฺมะและอารจุนะ ดังนั้น จึงทรง เปรียบเทียบผู้อื่นกับบีฺมะและอารจุนะ
ดฺริชทะเคทุฮ-ดฺริชทะเคทุ, เชคิทานะฮ-เชคิทานะ, คาชิราจะฮ-คาชิราจะ, ชะ-เช่นกัน, วีรยะ-วาน-มีพลังมาก, พุรุจิท-พุรุจิท, คุนทิโบฺจะฮ-คุนทิโบฺจะ, ชะ-และ, ไชบยะฮ- ไชบยะ, ชะ-และ, นะระ-พุงกะวะฮ-วีรบุรุษในสังคมมนุษย์
ยังมีวีรบุรุษยอดนักรบผู้ทรงพลังอีก เช่น ดฺริชทะเคทุ เชคิทนะ คชิรจะ พุรุจิท คุนทิโบฺจะ และไชบยะ
ยุดฺามันยุฮ-ยุดฺามันยุ, ชะ-และ, วิครานทะฮ-ยอดเยี่ยม, อุททะโมจาฮ-อุททะโมจา, ชะ- และ, วีรยะ-วาน-มีพลังมาก, โสบฺะดระฮ-บุตรของสุบฺะดรา, โดรพะเดยาฮ-บุตรของ โดรพะดี, ชะ-และ, สารเว-ทั้งหมด, เอวะ-แน่นอน, มะฮา-ระทฺาฮ-ยอดนักรบบนราชรถ
มี ยุดฺมันยุผู้ยอดเยี่ยม อุททะโมจผู้ทรงพลังมก โอรสของสุบฺะดร และเหล่ โอรสของโดรพะดี ขุนศึกเหล่นี้เป็นยอดนักรบบนรชรถ
อัสมาคัม-ของเรา, ทุ-แต่, วิชิชทาฮ-พลังมากเป็นพิเศษ, เย-ใคร, ทาน-เขาเหล่านั้น, นิโบดฺะ-ได้โปรดทราบ, ดวิจะ-อุททะมะ-โอ้พราหมณ์ผู้ดีเลิศ, นายะคาฮ-ผู้นำาทัพ, มะมะ-ของข้า, ไสนยัสยะ-ของเหล่าทหาร, สัมกยา-อารทัฺม-เพื่อข้อมูล, ทาน-เขาเหล่า นั้น, บระวีมิ-ข้ากำาลังพูด, เท-แด่ท่าน
แต่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่น โอ้ ผู้ดีเลิศในหมู่พรหมณ์ ให้ข้ได้บอกแด่ท่น เกี่ยวกับพวกผู้นำทัพของข้ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในกรนำกองทัพ
บฺะวาน-ตัวท่านผู้เป็นคนดี, บีฺชมะฮ-พระอัยกาบีฺชมะ, ชะ-เช่นเดียวกัน, คารณะฮ- คารณะ, ชะ-และ, คริพะฮ-คริพะ, ชะ-และ, สะมิทิม-จะยะฮ-มีชัยชนะในสนามรบ เสมอ, อัชวัททฺามา-อัชวัททฺามา, วิคารณะฮ-วิคารณะ, ชะ-พร้อมทั้ง, โสมะดัททิฮ- บุตรของโสมะดัททะ, ทะทฺา-พร้อมทั้ง, เอวะ-แน่นอน, ชะ-เช่นกัน
มีบุคลิกภพเช่น บีฺชมะ ครณะ คริพะ อัชวัททฺม วิครณะ และโอรสของ โสมะดัททะชื่อ บํ ูริชระว ผู้ซึ่งมีชัยชนะในสนมรบเสมอ
ดุรโยดฺะนะทรงกล่าวถึงวีรบุรุษพิเศษในสนามรบ ทั้งหมดเป็นผู้มีชัยชนะเสมอ วิคารณะทรงเป็นพระอนุชาของดุรโยดฺะนะ อัชวัททฺามาเป็นบุตรของโดรณาชารยะ โสมะดัททิหรือบํ ูริชระวาทรงเป็นโอรสของกษัตริย์แห่งบาฮลีคัส คารณะทรงเป็นพระ เชษฐาของอารจุนะ เพราะคารณะเป็นโอรสของคุนทีก่อนที่นางจะมาสมรสกับกษัตริย์ พาณดุ น้องสาวคู่แฝดของคริพาชารยะแต่งงานกับโดรณาชารยะ
อันเย-คนอื่น, ชะ-ด้วยเหมือนกัน, บะฮะวะฮ-ในจำานวนมาก, ชูราฮ-วีรบุรุษ, มัท-อารเทฺ- เพื่อตัวข้า, ทยัคทะ-จีวิทาฮ-พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิต, นานา-มากมาย, ชัสทระ-อาวุธ, พระฮะระณาฮ-พร้อมด้วย, สารเว-ทั้งหมด, ยุดดฺะ-วิชาระดาฮ-มีประสบการณ์ในศาสตร์ ทางทหาร
มีวีรบุรุษอื่น ๆ อีกมกมยพร้อมที่จะถวยชีวิตเพื่อข้ ทุกคนเพียบพร้อมไปด้วย อวุธนนชนิด และทั้งหมดเป็นผู้มีประสบกรณ์ในยุทธศสตร์
สำาหรับผู้อื่นเช่น จะยะดระทฺะ คริทะวารมา และชัลยะ ทั้งหมดมีความมั่นใจที่จะ ถวายชีวิตเพื่อดุรโยดฺะนะ จึงสรุปเรียบร้อยแล้วว่าทั้งหมดจะเสียชีวิตในสมรภูมิคุรุคเชทระเพราะ ไปร่วมมือกับฝ่ายอธรรมดุรโยดฺะนะ แน่นอนว่าดุรโยดฺะนะทรงมีความมั่นใจในชัยชนะ ของตน เพราะสามารถรวบรวมกำาลังของพันธมิตรดังที่กล่าวมาแล้ว
อพารยาพทัม-วัดไม่ได้, ทัท-นั้น, อัสมาคัม-ของพวกเรา, บะลัม-กำาลัง, บีฺชมะ-โดย พระอัยกาบีฺชมะ, อบิฺรัคชิทัม-ป้องกันอย่างดี, พารยาพทัม-จำากัด, ทุ-แต่, อิดัม-ทั้งหมด นี้, เอเทชาม-ของพาณดะวะ, บะลัม-กำาลัง, บีฺมะ-โดยบีฺมะ, อบิฺรัคชิทัม-ปกป้องอย่าง ระมัดระวัง
กำลังของพวกเรนั้นมหศลเกินกว่จะวัดได้ และพระอัยกบีฺชมะทรงปกป้องเร อย่งดี แต่กำลังของพณดะวะที่มีบีฺมะปกป้องด้วยควมระมัดระวังนั้นมีจำกัด
ณ ที่นี้ดุรโยดฺะนะทรงประเมินเปรียบเทียบกำาลัง คิดว่ากำาลังกองทัพของตนนั้น ยิ่งใหญ่มหาศาลเกินกว่าจะวัดได้ โดยเฉพาะที่ได้รับการปกป้องเป็นพิเศษจากขุนพลผู้มี ประสบการณ์สูงคือพระอัยกาบีฺชมะ ส่วนฝ่ายตรงข้ามกำาลังของพาณดะวะนั้นมีจำากัด ปกป้องโดยขุนพลผู้ด้อยประสบการณ์คือบีฺมะ บฺีมะทรงเหมือนกับผลไม้นิ่มเมื่ออยู่ต่อ หน้าบีฺชมะ ดุรโยดฺะนะทรงมีความอิจฉาบีฺมะตลอดเวลาเพราะรู้ดีว่าหากตัวเองจะตาย ก็ด้วยฝีมือของบีฺมะ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความมั่นใจในชัยชนะเพราะมีบีฺชมะขุนพลที่ เหนือกว่าอยู่ฝ่ายตน ดุรโยดฺะนะทรงสรุปว่าในที่สุดตนเองจะชนะอย่างแน่นอน
อยะเนชุ-ในจุดยุทธศาสตร์, ชะ-เช่นกัน, สารเวชุ-ทุกหนทุกแห่ง, ยะทฺา-บฺากัม-จัดทัพ แตกต่างกัน, อวัสทิฺทาฮ-สถิต, บีฺชมัม-แด่พระอัยกาบีฺชมะ, เอวะ-แน่นอน, อบิฺรัคชันทุ- ควรให้การสนับสนุน, บฺะวันทะฮ-ท่าน, สารเว-ตามลำาดับทั้งหมด, เอวะ ฮิ-แน่นอน
บัดนี้ พวกท่นทั้งหลยต้องช่วยให้กรสนับสนุนพระอัยกบีฺชมะอย่งเต็มที่ โดย อยู่ในตำแหน่งจุดยุทธศสตร์ทงเข้ไปสู่กองทัพ
หลังจากสรรเสริญพลังอำานาจของบฺีชมะแล้ว ดุรโยดฺะนะทรงพิจารณาว่า นักรบคนอื่น ๆ อาจคิดว่าตนเองมีความสำาคัญน้อย จึงตรัสแบบนักการทูตเพื่อปรับ สถานการณ์ด้วยคำาพูดที่กล่าวมาแล้ว โดยเน้นว่าบีฺชมะเดวะทรงเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ว่าทรงมีอายุมากแล้ว ฉะนั้น ทุกคนต้องตระหนักเป็นพิเศษที่ จะปกป้องท่านจากรอบด้าน ขณะที่สู้รบกันอย่างเต็มที่อยู่ด้านหนึ่งศัตรูอาจจะฉวยโอกาส จากด้านอื่น ฉะนั้น ตรงนี้เป็นสิ่งสำาคัญ คือวีรบุรุษท่านอื่น ๆ ไม่ควรออกห่างจาก ตำาแหน่งยุทธศาสตร์จนให้ศัตรูทะลวงเข้ามาในกองทัพได้ ดุรโยดฺะนะทรงมีความรู้สึก อย่างชัดเจนว่าชัยชนะของคุรุขึ้นอยู่กับการปรากฏกายของบีฺชมะเดวะ และมั่นใจในการ สนับสนุนอย่างเต็มที่ของบีฺชมะเดวะและโดรณาชารยะในสนามรบ เพราะเห็นแล้วว่าทั้ง สองท่านมิได้เอ่ยปากแม้แต่คำาเดียวขณะที่โดรพะดีภรรยาของอารจุนะขอร้องในสภาวะ ที่ต้องการความช่วยเหลือ นางได้ขอความเป็นธรรมขณะถูกเปลื้องผ้าออกต่อหน้าที่ ชุมนุมของยอดขุนพลทั้งหลาย แม้ทราบว่ายอดขุนพลทั้งสองท่านมีใจรักพาณดะวะ แต่ดุรโยดฺะนะทรงยังหวังว่าทั้งสองท่านจะสลัดความรักออกไปทั้งหมดเหมือนกับที่ท่าน ทั้งสองได้ทำาตอนที่เล่นเกมการพนันกัน
ทัสยะ-ของเขา, สันจะนะยัน-เพิ่มพูนขึ้น, ฮารชัม-ความสุข, คุรุ-วริดดฺะฮ-บรรพบุรุษ ของราชวงศ์คุรุ (บีฺชมะ), พิทามะฮะฮ-พระอัยกา, สิมฮะ-นาดัม-เสียงคำารามคล้าย เสียงสิงโต, วินัดยะ-เสียงก้องกังวาน, อุชไชฮ-ดังมาก, ชังคฺัม-หอยสังข์, ดัดฺโม-เป่า, พระทาพะ-วาน-ความกล้าหาญ
จกนั้นบีฺชมะ บรรพบุรุษผู้กล้หญยิ่งใหญ่แห่งรชวงศ์คุรุ พระอัยกของเหล่ นักรบทรงเป่สังข์ด้วยสุรเสียงอันดังดุจเสียงสิงโตคำรมทำให้ดุรโยดฺะนะดีใจ
บรรพบุรุษแห่งราชวงศ์คุรุทรงเข้าใจความรู้สึกภายในหัวใจของหลานชาย ดุรโยดฺะนะ ด้วยความเมตตาโดยธรรมชาติบฺีชมะทรงพยายามให้กำาลังใจหลานชาย ด้วยการเป่าสังข์ด้วยสุรเสียงอันดังประหนึ่งเสียงคำารามของสิงโต ลักษณะการเป่าสังข์ เหมือนจะบอกแก่หลานชายดุรโยดฺะนะผู้มีความกลุ้มใจว่า ตัวท่านเองนั้นไม่มีโอกาสชนะ ในการทำาศึกสงครามครั้งนี้ เพราะองค์ชรีคริชณะทรงอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ถึงกระนั้นมัน เป็นหน้าที่ที่จะต้องรบ จากการกระทำาเช่นนี้ท่านจะไม่ได้รับความเจ็บปวดอันใดเลย
ทะทะฮ-หลังจากนั้น, ชังคฺาฮ-หอยสังข์, ชะ-เหมือนกัน, เบฺรยะฮ-กลองใหญ่, ชะ-และ, พะณะวะ-อานะคะ-กลองเล็กและกลองใหญ่, โก-มุคฺาฮ-เขาสัตว์, สะฮะสา-ทันทีทันใด, เอวะ-แน่นอน, อับฺยะฮันยันทะ-ส่งเสียงพร้อมกัน, สะฮ-นั้น, ชับดะฮ-เสียงรวมกัน, ทุมุละฮ-เสียงกึกก้อง, อบฺะวัท-กลายเป็น
หลังจกนั้น เสียงสังข์ กลอง แตรเดี่ยว แตร และเขสัตว์ทั้งหมดได้เริ่มส่งเสียง ประสน ทำให้กึกก้องไปทั่ว
ทะทะฮ-หลังจากนั้น, ชเวไทฮ-สีขาว, ฮะไยฮ-ม้า, ยุคเท-เข้าคู่กัน, มะฮะทิ-ในความยิ่ง ใหญ่, สยันดะเน-ราชรถ, สทิฺโท-สถิต, มาดฺะวะฮ-คริชณะ (สวามีของเทพธิดาแห่งโชค ลาภ), พาณดะวะฮ-อารจุนะ (โอรสของพาณดุ), ชะ-ด้วยเหมือนกัน, เอวะ-แน่นอน, ดิพโย- ทิพย์, ชังโคฺ-หอยสังข์, พระดัดฺมะทุฮ-ส่งเสียง
อีกฝ่ยหนึ่ง ทั้งองค์ชรีคริชณะและอรจุนะทรงประทับอยู่บนรชรถอันยิ่งใหญ่ ที่ลกด้วยม้ขว ทั้งคู่ทรงเริ่มเป่สังข์ทิพย์
แตกต่างไปจากสังข์ที่เป่าโดยบีฺชมะเดวะ หอยสังข์ในพระหัตถ์ของชรี คริชณะและอารจุนะเป็นทิพย์ เสียงของสังข์ทิพย์แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีหวังที่ จะได้รับชัยชนะ เพราะคริชณะทรงอยู่ฝ่ายของพาณดะวะ จะยัสทุ พาณดุ-พุทราณาม เยชาม พัคเช จะนารดะนะฮ ชัยชนะจะเป็นของผู้ที่เหมือนโอรสของพาณดุเสมอ เพราะชรีคริชณะทรงอยู่ด้วยกันกับพวกเขา เมื่อใดและสถานที่ใดที่องค์ภควานทรงปรากฏ เทพธิดาแห่งโชคลาภทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้นด้วยเช่นกัน เพราะว่าเทพธิดาแห่งโชคลาภ ทรงไม่ประทับอยู่องค์เดียวโดยปราศจากพระสวามี ฉะนั้น ชัยชนะและโชคลาภกำาลังรอ อารจุนะอยู่ ดังที่ได้แสดงออกมาในเสียงทิพย์จากหอยสังข์ของพระวิชณุหรือชรีคริชณะ นอกจากนั้นราชรถที่สหายทั้งสองทรงประทับอยู่ อัคนีเทพ (เจ้าแห่งไฟ) ทรงเป็นผู้ถวาย ให้อารจุนะ แสดงให้เห็นว่าราชรถนี้สามารถนำาชัยชนะมาให้ได้จากทั่วทุกสารทิศไม่ว่าจะ ถูกขับไป ณ ที่แห่งใดภายในสามโลก
พานชะจันยัม-หอยสังข์ชื่อพานชะจันยะ, ฮริชีคะ-อีชะฮ-ฮริชีเคชะ(คริชณะองค์ภควานผู้ กำากับประสาทสัมผัสของสาวก), เดวะดัททัม-หอยสังข์ชื่อเดวะดัททะ, ดฺะนัม-จะยะฮ- ดฺะนันจะยะ (อารจุนะผู้ชนะความรวย), พะอุณดรัม-หอยสังข์ชื่อพะอุณดระ, ดัดฮโม- เป่า, มะฮา-ชังคัฺม-หอยสังข์ยอดเยี่ยม, บีฺมะ-คารมา-ผู้ปฏิบัติงานที่ใช้พลังมหาศาล, วริคะ-อุดะระฮ-ผู้ที่รับประทานอาหารจุ (บีฺมะ)
องค์ชรีคริชณะทรงเป่หอยสังข์ของพระองค์ชื่อ พนชะจันยะ อรจุนะทรง เป่หอยสังข์ชื่อ เดวะดัททะ และบีฺมะผู้รับประทนอหรมกและปฏิบัติงนที่ใช้ พลังงนมหศลได้ทรงเป่หอยสังข์อันยอดเยี่ยมชื่อ พะอุณดระ
โศลกนี้ องค์ชรีคริชณะทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่า ฮริชีเคชะ เนื่องจากทรงเป็น เจ้าของประสาทสัมผัสทั้งหมด สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของพระองค์ ฉะนั้น ประสาท สัมผัสของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็เป็นละอองอณูของประสาทสัมผัสของพระองค์เช่นกัน ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ ไม่สามารถยอมรับประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น พวกเขา กระตือรือร้นที่จะอธิบายว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่มีประสาทสัมผัส หรือไม่มีรูปลักษณ์ องค์ภควานทรงสถิตอยู่ในหัวใจของมวลชีวิต และกำากับประสาทสัมผัสของพวกเขา แต่การกำากับของพระองค์ขึ้นอยู่กับการศิโรราบของสิ่งมีชีวิต ในกรณีของสาวกผู้บริสุทธิ์ พระองค์ทรงควบคุมประสาทสัมผัสโดยตรง ณ สมรภูมิคุรุคเชทระ องค์ภควานทรง ควบคุมประสาทสัมผัสทิพย์ของอารจุนะโดยตรง ดังนั้น ฮริชีเคชะทรงเป็นพระนามของ พระองค์โดยเฉพาะ องค์ภควานทรงมีพระนามแตกต่างกันตามกิจกรรมอันหลากหลาย ของพระองค์ ตัวอย่างเช่น ทรงพระนามว่า มะดํ ุสูดะนะ เนื่องจากทรงสังหารมารชื่อ มะดํ ุ ทรงพระนามว่าโกวินดะ เนื่องจากทรงให้ความสุขแก่ฝูงวัวและประสาทสัมผัส ทรงพระนามว่า วาสุเดวะ เนื่องจากทรงเป็นบุตรของวะสุเดวะ ทรงพระนามว่า เดวะคี- นันดะนะ เนื่องจากทรงยอมรับให้พระนางเดวะคีเป็นพระมารดา ทรงพระนามว่า ยะโชดา-นันดะนะ เนื่องจากทรงให้รางวัลลีลาวัยเด็กของพระองค์แด่พระนางยะโชดา ที่วรินดาวะนะ ทรงพระนามว่า พารทฺะ-สาระทิฺ เนื่องจากพระองค์ทรงปฏิบัติงานเป็น สารถีของพระสหายอารจุนะ ในทำานองเดียวกัน ทรงพระนามว่า ฮริชีเคชะ เนื่องจากทรง ให้คำาชี้แนะแก่อารจุนะที่สนามรบคุรุคเชทระ
อารจุนะทรงได้ชื่อว่าดฺะนันจะยะในโศลกนี้ เนื่องจากทรงช่วยพระเชษฐาไปนำาเอา ทรัพย์สมบัติมาเมื่อมีความจำาเป็นสำาหรับกษัตริย์ เพื่อนำามาใช้จ่ายในพิธีบูชาต่าง ๆ ทำานอง เดียวกันบีฺมะได้ชื่อว่าวริโคดะระ เนื่องจากทรงสามารถรับประทานอาหารได้อย่าง มากมายและสามารถปฏิบัติงานที่ใช้พลังมหาศาล เช่น การสังหารมารชื่อฮิดิมบะ ฉะนั้น หอยสังข์ที่ฝ่ายพาณดะวะแต่ละท่านเป่า เริ่มจากชรีคริชณะ เป็นการให้ขวัญกำาลังใจมาก แก่ทหารในการรบ ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้รับความเชื่อมั่นเช่นนี้เพราะผู้กำากับสูงสุดคริชณะ หรือเทพธิดาแห่งโชคลาภทรงมิได้อยู่ฝ่ายนี้ ดังนั้น ชะตากรรมได้กำาหนดไว้แล้วว่า พวก ดุระโยดฺะนะจะต้องพ่ายแพ้ในสมรภูมินี้ และนี่คือสาส์นที่ประกาศจากเสียงของสังข์
อนันทะ-วิจะยัม-หอยสังข์ชื่ออนันทะวิจะยะ, ราจา-กษัตริย์, คุนที-พุทระฮ-บุตรของ พระนางคุนที, ยุดิฺชทิฺระฮ-ยุดิฺชทิฺระ, นะคุละฮ-นะคุละ, สะฮะเดวะฮ-สะฮะเดวะ, ชะ-และ, สุโกฺชะ-มะณิพุชพะโค-หอยสังข์ชื่อสุโกฺชะและมะณิพุชพะคะ, คาชยะฮ-กษัตริย์ แห่งคาชี (วาราณะสี), ชะ-และ, พะระมะ-อิชุ-อาสะฮ-ยอดนักยิงธนู, ชิคัฺณดี- ชิคัฺณดี, ชะ-ด้วยเหมือนกัน, มะฮา-ระทฺะฮ-ผู้ซึ่งสามารถต่อสู้กับคนเป็นพัน ๆ โดยลำาพัง, ดฺริชทัดยุมนะฮ-ดฺริชทัดยุมนะ (โอรสของกษัตริย์ดรุพะดะ), วิราทะฮ-วิราทะ (เจ้าชายผู้ทรงให้ที่พักพิงแด่พาณดะวะขณะที่แปลงตัวหลบซ่อน), ชะ-ด้วยเหมือนกัน, สาทยะคิฮ-สาทยะคิ (เหมือนกับยุยุดฺานะ สารถีของชรีคริชณะ), ชะ-และ, อพะราจิ ทะฮ-ผู้ไม่เคยถูกทำาลาย, ดรุพะดะฮ-ดรุพะดะกษัตริย์แห่งพานชาละ, โดรพะเดยาฮ- บุตรของโดรพะดี, ชะ-ด้วยเหมือนกัน, สารวะชะฮ-ทั้งหมด, พริทิฺวี-พะเท-โอ้กษัตริย์, โสบฺะดระฮ-อบิฺมันยุบุตรของสุบฺะดรา, ชะ-เช่นกัน, มะฮา-บาฮุฮ-ยอดนักรบ, ชังคฺาน- หอยสังข์, ดัดฺมุฮ-เป่า, พริทัฺค พริทัฺค-ต่างคนต่างเป่า
กษัตริย์ยุดิฺชทิฺระโอรสของพระนงคุนทีทรงเป่หอยสังข์ชื่อ อนันทะวิจะยะ นะคุละ และสะฮะเดวะทรงเป่หอยสังข์ สุโกฺชะ และ มะณิ-พุชพะคะ กษัตริย์แห่งคชี ยอดนักยิงธนู ยอดนักรบชิคัฺนดี ดฺริชทัดยุมนะ วิรทะ สรทยะคิ ผู้ไม่เคยแพ้ ดรุพะดะเหล่โอรสของโดรพะดีและองค์อื่น ๆ โอ้พระรช เช่นนักรบผู้เก่งกล้ โอรสของสุบฺะดร ทั้งหมดได้เป่หอยสังข์กันตมลำดับ
สันจะยะบอกแก่กษัตริย์ดฺริทะราชทระอย่างมีไหวพริบถึงนโยบายอันไม่ฉลาดที่ ไปโกงพวกโอรสพาณดุ และพยายามสถาปนาโอรสของตนขึ้นครองราชสมบัติ เป็นสิ่งที่ ไม่น่าสรรเสริญ ลางต่าง ๆ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ราชวงค์คุรุทั้งหมดจะถูกสังหารใน สมรภูมิอันยิ่งใหญ่นี้ เริ่มต้นด้วยพระอัยกาบีฺชมะลงมาถึงพระราชนัดดา เช่น อบิฺมันยุ และ องค์อื่น ๆ รวมทั้งกษัตริย์จากรัฐต่าง ๆ ทั่วโลกที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ ทั้งหมดจะถูกลงโทษ ความหายนะทั้งปวงนี้เนื่องมาจากกษัตริย์ดฺริทะราชทระ เพราะทรงสนับสนุนนโยบายที่ ฉ้อโกงทำาให้เหล่าโอรสของพระองค์ปฏิบัติตาม
สะฮ-นั้น, โกฺชะฮ-เสียงสั่นสะเทือน, ดฺารทะราชทราณาม-พระโอรสของดฺริทะราชทระ, ฮริดะยานิ-หัวใจ, วยะดาระยัท-สลาย, นะบฺะฮ-ท้องฟ้า, ชะ-ด้วยเหมือนกัน, พริทิฺวีม- ผิวของโลก, ชะ-ด้วยเหมือนกัน, เอวะ-แน่นอน, ทุมุละฮ-เสียงอึกทึกอื้ออึง, อับฮยะนุ นาดะยัน-ส่งเสียงกึกก้อง
กรเป่หอยสังข์เหล่นี้ส่งเสียงกึกก้องกัมปนท สะเทือนไปทั่วท้องฟ้และทั่ว พื้นดิน ทำให้หัวใจเหล่โอรสของดฺริทะรชทระสลย
เมื่อบีฺชมะและบุคคลอื่น ๆ ทางฝ่ายของดุรโยดฺะนะเป่าหอยสังข์ตามลำาดับ ทาง ฝ่ายพาณดะวะหัวใจไม่สะทกสะท้าน เพราะไม่ได้กล่าวถึง แต่ว่าโศลกนี้ได้กล่าวถึงหัวใจ ของเหล่าโอรสดฺริทะราชทระว่าสลายจากเสียงสนั่นหวั่นไหวของฝ่ายพาณดะวะ ที่เป็น เช่นนี้เนื่องจากพาณดะวะทรงมีความมั่นใจในชรีคริชณะ ผู้ที่ยึดเอาองค์ภควานเป็นที่พ่ึงจะ ไม่มีความกลัวอะไรเลย แม้จะอยู่ท่ามกลางความหายนะอันใหญ่หลวง
อทฺะ-จากนั้น, วิยะวัสทิฺทาน-สถิต, ดริชทวา-มองดู, ดฺารทะราชทราน-เหล่าโอรสของดฺริทะ ราชทระ, คะพิ-ดฺวะจะฮ-ผู้มีธงหนุมาน, พระวริทเท-ขณะกำาลังจะปฏิบัติการ, ชัสทระ- สัมพาเท-ในการยิงธน, ดฺะนุฮ-ธนู, อุดยัมยะ-หยิบขึ้นมา, พาณดะวะฮ-โอรสของพาณ ดุ (อารจุนะ), ฮริชีเคชัม-แด่องค์ชรีคริชณะ, ทะดา-ในเวลานั้น, วาคยัม-คำาพูด, อิ ดัม-เหล่านั้น, อาฮะ-ตรัส, มะฮี-พะเท-โอ้กษัตริย์
ในขณะนั้น อรจุนะโอรสของพณดุทรงนั่งอยู่บนรชรถที่มีธงรูปหนุมนและ หยิบคันธนูเพื่อเตรียมที่จะยิงศรออกไป โอ้ กษัตริย์ หลังจกทรงมองไปที่เหล่ โอรสของดฺริทะรชทระ ซึ่งขับรชรถมในกองทัพเรียงรยกันเป็นทิวแถว จก นั้น อรจุนะตรัสกับองค์ชรีคริชณะด้วยคำพูดต่อไปนี้
สงครามจะเริ่มขึ้นแล้ว เป็นที่เข้าใจจากโศลกนี้ว่าเหล่าโอรสของดฺริทะราชทระทรง รู้สึกตกใจกลัวในการจัดทัพทหารที่คาดไม่ถึงของพาณดะวะ ซึ่งมีองค์ชรีคริชณะทรง เป็นผู้ชี้แนะโดยตรงที่สนามรบ ธงรูปหนุมานของอารจุนะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงชัยชนะอีก อย่างหนึ่ง เพราะหนุมานร่วมมือกับพระรามในการทำาสงครามระหว่างพระรามและ ราวะณะ (ทศกัณฐ์) และพระรามทรงได้รับชัยชนะ ณ ที่นี้ พระรามและหนุมานประทับ อยู่บนราชรถเพื่อช่วยอารจุนะ ชรีคริชณะคือพระราม และที่ใดที่พระรามประทับอยู่ ผู้รับใช้นิรันดรหนุมานและมเหสีนิรันดรพระนางสีดาหรือเทพธิดาแห่งโชคลาภจะประทับ อยู่ด้วย ดังนั้น จึงไม่มีเหตุอันใดเลยที่จะทำาให้เกิดความรู้สึกกลัวศัตรู ยิ่งไปกว่านั้น ชรีคริชณะ เจ้าแห่งประสาทสัมผัส เสด็จมาด้วยพระองค์เองเพื่อให้คำาแนะนำา มีคำาชี้แนะที่ดี ทั้งหมดให้กับอารจุนะในการต่อสู้ สภาวะอันเป็นสิริมงคลเช่นนี้องค์ภควานทรงจัดให้สาวก นิรันดร ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกถึงชัยชนะอย่างแน่นอน
อารจุนะฮอุวาชะ-อารจุนะตรัส, เสนะโยฮ-ของกองทัพ, อุบฺะโยฮ-ทั้งสองฝ่าย, มัดฺเย- ระหว่าง, ระทฺัม-ราชรถ, สทฺาพะยะ-กรุณารักษา, เม-ของข้า, อัชยุทะ-โอ้ผู้ไร้ความผิด พลาด, ยาวัท-นานเท่าที่, เอทาน-ทั้งหมดนี้, นิรีคเช-อาจจะมองไป, อฮัม-ข้าพเจ้า, โยดดํ ุ-คามาน-มีความปรารถที่จะสู้รบ, อวัสทิฺทาน-เป็นทิวแถวที่สนามรบ, ไคฮ-กับผู้ซึ่ง, มะยา-โดยข้า, สะฮะ-ด้วยกัน, โยดดฺาพยัม-ต้องต่อสู้, อัสมิน-ในนี้, ระณะ-ต่อสู้, สะมุดยะเม-ในความพยายาม
อรจุนะตรัสว่ โอ้ องค์ภควนผู้ไร้ควมผิดพลด โปรดขับรชรถของข้ไปอยู่ ท่มกลงระหว่งกองทัพทั้งสองฝ่ยเพื่อข้ได้เห็นผู้ที่อยู่ ณ ที่นี้ ปรรถนจะสู้ รบ และข้ต้องต่อสู้กับผู้ใดในกรประลองยุทธอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
ถึงแม้ว่าองค์ชรีคริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ด้วยพระเมตตา ธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทรงปฏิบัติตนรับใช้สหายด้วยความรักที่มีต่อสาวก ณ ที่นี้ จึง ทรงเรียกพระองค์ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความผิดพลาด ในฐานะที่ทรงเป็นสารถี จะต้องรับคำา สั่งจาก อารจุนะ พระองค์ทรงไม่ลังเลที่จะทำาเช่นนี้ จึงทรงถูกเรียกว่าเป็นผู้ไร้ความผิด พลาด ถึงแม้ว่าทรงยอมรับตำาแหน่งสารถีให้สาวก แต่สถานภาพอันสูงสุดของพระองค์ ทรงไม่ถูกลดให้ต่ำาลง ในทุก ๆ สถานการณ์พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง พระเจ้า ฮริชีเคชะ เจ้าแห่งประสาทสัมผัสทั้งหมด ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ภควาน และผู้รับ ใช้มีความหวานชื่นและเป็นทิพย์ ผู้รับใช้พร้อมเสมอในการรับใช้องค์ภควาน ในทำานอง เดียวกัน องค์ภควานทรงหาโอกาสที่จะรับใช้สาวกเสมอเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงมี ความสุขเกษมสำาราญมากที่สาวกผู้บริสุทธิ์มีสถานภาพที่เหนือกว่าและสั่งพระองค์ มากกว่าที่พระองค์ทรงเป็นผู้สั่ง เพราะทรงเป็นเจ้านาย ทุกคนจึงอยู่ภายใต้คำาสั่งของ พระองค์ ไม่มีใครอยู่เหนือกว่าพอที่จะสั่งพระองค์ได้ แต่เมื่อทรงพบสาวกผู้บริสุทธิ์สั่ง พระองค์ทรงรู้สึกว่ามีความสุขเกษมสำาราญทิพย์ แม้ทรงเป็นเจ้านายผู้ไร้ความผิดพลาด ในทุกสถานการณ์
ในฐานะที่เป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควาน อารจุนะทรงไม่ปรารถนาต่อสู้ กับญาติพี่น้อง แต่ทรงถูกบังคับให้มาที่สมรภูมิ จากความดื้อรั้นของดุรโยดฺะนะผู้ไม่ยอม ตกลงเจรจาสงบศึก ดังนั้น อารจุนะทรงอยากเห็นว่าใครคือผู้นำาในการรบที่สมรภูมิ นี้ ถึงแม้เป็นไปไม่ได้ในการพยายามที่จะสงบศึกในสนามรบ อารจุนะทรงปรารถนา จะเห็นพวกเขาอีกครั้งหนึ่งและดูว่ามีแนวโน้มเช่นไรในความต้องการสงครามอันไม่พึง ปรารถนานี้
โยทสยะมานาน-พวกที่จะสู้รบ, อเวคเช-ให้ข้าได้เห็น, อฮัม-ข้าพเจ้า, เย-ผู้ใด, เอเท- เหล่านั้น, อทระ-ที่นี่, สะมากะทาฮ-ชุมนุมกัน, ดฺารทะราชทรัสยะ-เพื่อโอรสของดฺริทะ ราชทระ, ดุรบุดเดฺฮ-จิตใจชั่วร้าย, ยุดเดฺ-ในการสู้รบ, พริยะ-ดี, ชิคีรชะวะฮ-ปรารถนา
ให้ข้ได้เห็นผู้ที่มอยู่ ณ ที่นี้เพื่อสู้รบ โดยปรรถนที่จะให้โอรสของดฺริทะรช ทระผู้ที่มีจิตใจชั่วร้ยพอพระทัย
เป็นความลับที่ถูกเปิดเผยแล้วว่า ดุรโยดฺะนะทรงประสงค์ที่จะยึดครองราช อาณาจักรของพาณดะวะด้วยแผนการอันชั่วร้าย จากการร่วมมือกับพระบิดาดฺริทะราช ทระ ดังนั้น ทุกคนที่ร่วมมือกับฝ่ายดุรโยดฺะนะจะต้องเป็นนกในฝูงเดียวกัน อารจุนะทรง ปรารถนาจะเห็นคนเหล่านี้ในสมรภูมิก่อนเริ่มทำาการรบ เพื่อให้ทราบว่าพวกเขาเป็นใคร กันบ้าง พระองค์ทรงไม่ตั้งใจที่จะเสนอข้อตกลงสงบศึก อารจุนะทรงต้องการประเมิน กำาลังของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องเผชิญหน้า ถึงแม้ทรงมีความมั่นใจในชัยชนะเพราะว่า องค์ชรีคริชณะทรงประทับอยู่เคียงข้าง
สันจะยะฮ อุวาชะ-สันจะยะกล่าว, เอวัม-ดังนั้น, อุคทะฮ-ตรัส, ฮริชีเคชะฮ-ชรีคริชณะ, กุดาเคเชนะ-โดยอารจุนะ, บฺาระทะ-โอ้ ผู้สืบราชวงค์บฺาระทะ, เสนะโยฮ-ของกองทัพ, อุบฺะโยฮ-ทั้งสองฝ่าย, มัดฺเย-อยู่ท่ามกลาง, สทฺาพะยิทวา-วาง, ระทฺะ-อุททะมัม- ราชรถที่สวยที่สุด
สันจะยะกล่วว่ โอ้ ผู้สืบรชวงศ์บฺระทะ หลังจกที่ได้ยินอรจุนะตรัสแล้ว องค์ชรีคริชณะทรงขับรชรถอันสง่งมไปอยู่ ณ ท่มกลงกองทัพทั้งสองฝ่ย
โศลกนี้ได้กล่าวถึงอารจุนะว่าเป็นกุดาเคชะ กุดาคา หมายถึงการนอนหลับ และผู้ที่ชนะการนอนเรียกว่า กุดาเคชะ การนอนหมายถึงอวิชชา ดังนั้น อารจุนะทรง เอาชนะทั้งการนอนและอวิชชา อันเนื่องมาจากมิตรภาพที่มีต่อคริชณะ ในฐานะที่เป็น สาวกชั้นเยี่ยม อารจุนะทรงไม่สามารถลืมคริชณะได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เพราะนี่คือ ธรรมชาติของสาวก ไม่ว่าในยามตื่นหรือยามหลับสาวกขององค์ภควานจะไม่สามารถ ว่างเว้นจากการระลึกถึงพระนาม รูปลักษณ์ คุณสมบัติ และลีลาของคริชณะ ดังนั้น สาวกของคริชณะสามารถเอาชนะทั้งการนอนและอวิชชาได้ ด้วยการระลึกถึงคริชณะ อยู่เสมอ เช่นนี้เรียกว่า คริชณะจิตสำานึกหรือ สมาดิฺ ในฐานะที่เป็นฮริชีเคชะหรือผู้กำากับ ประสาทสัมผัสและจิตใจของทุก ๆ ชีวิต ชรีคริชณะทรงเข้าใจจุดมุ่งหมายของอารจุนะที่ ทรงให้นำาราชรถไปยังท่ามกลางกองทัพทั้งสอง พระองค์ทรงปฏิบัติตามและตรัสดังต่อ ไปนี้
บีฺชมะ-พระอัยกาบีฺชมะ, โดรณะ-พระอาจารย์โดรณะ, พระมุคฺะทะฮ-อยู่ข้างหน้า, สารเวชาม-ทั้งหมด, ชะ-เช่นกัน, มะฮี-คชิทาม-เหล่าผู้นำาของโลก, อุวาชะ-ตรัส, พารทฺะ-โอ้บุตรของพริทฺา, พัชยะ-โปรดดู, เอทาน-พวกเขาทั้งหมด, สะมะเวทาน- ชุมนุมกัน, คุรูน-สมาชิกของราชวงศ์คุรุ, อิทิ-ดังนั้น
ในกรปรกฏกยของบีฺชมะ โดรณะ และผู้นำของโลกอื่น ๆ องค์ภควนตรัสว่ “โอ้ พรทฺะ จงดูบรรดสมชิกของคุรุทั้งหมดที่มชุมนุมกัน ณ ที่นี้”
ในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณของมวลชีวิต องค์ชรีคริชณะทรงเข้าใจอารจุนะว่า ทรงคิดอะไรอยู่ คำาว่าฮริชีเคชะในที่นี้หมายความว่า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง และคำาว่าพารทฺะ โอรสของพระนางคุนทีหรือพริทฺาก็มีความสำาคัญเกี่ยวเนื่องกับอารจุนะ เช่นเดียวกัน ในฐานะที่เป็นพระสหาย คริชณะทรงปรารถนาที่จะบอกว่าอารจุนะทรงเป็น โอรสของพริทฺาผู้เป็นพระขนิษฐาของบิดาคริชณะ วะสุเดวะ คริชณะจึงทรงอาสามาเป็น สารถี เมื่อคริชณะตรัสต่ออารจุนะว่า “จงดูพวกคุรุ” ทรงหมายความเช่นไร? อารจุนะ ทรงปรารถนาที่จะหยุดแค่นี้และไม่สู้รบเช่นนั้นหรือ? คริชณะทรงไม่คาดหวังสิ่งนี้จาก โอรสของพระปิตุจฉาพริทฺา คริชณะทรงทำานายจิตใจของอารจุนะในเชิงล้อเล่นฉันสหาย
ทะทระ-ที่นั่น, อพัชยัท-ทรงเห็น, สทิฺทาน-ยืนอยู่, พารทฺะฮ-อารจุนะ, พิทรีน-พระบิดา, อทฺะ-เช่นกัน, พิทามะฮาน-พระอัยกา, อาชารยาน-พระอาจารย์, มาทุลาน-พระมาตุลา, บฺราทรีน-พี่น้อง, พุทราน-บุตร, โพทราน-หลาน, สะคีฺน-เพื่อน, ทะทฺา-ด้วยเหมือน กัน, ชวะชุราน-พระสัสสุระ, สุฮริดะฮ-ผู้ปรารถนาดี, ชะ-เช่นกัน, เอวะ-แน่นอน, เสนะ โยฮ-ของกองทัพ, อุบฺะโยฮ-ของทั้งสองฝ่าย, อพิ-รวม
ท่มกลงกองทัพทั้งสองฝ่ย อรจุนะทรงเห็น พระบิด พระอัยก พระอจรย์ พระมตุล พระเชษฐ พระอนุช พระโอรส พระรชนัดด พระสหย รวมทั้ง พระสัสสุระและผู้ปรรถนดีอื่น ๆ
ที่สมรภูมิ อารจุนะทรงเห็นญาติ ๆ ทั้งหลาย บุคคลเช่น บํ ูริชระวารุ่นเดียวกับ พระบิดา พระอัยกาบีฺชมะ และโสมะดัททะ พระอาจารย์ เช่น โดรณาชารยะ และ คริพา- ชารยะ พระมาตุลา ชัลยะ และชะคุนิ พระเชษฐา พระอนุชา เช่น ดุรโยดฺะนะ พระโอรส เช่น ลัคชมะณะ สหาย เช่น อัชวัททฺามา และผู้ปรารถดี เช่น คริทะวารมา ฯลฯ อารจุนะ ทรงเห็นสหายเป็นจำานวนมากอยู่ในกองทัพทั้งสองฝ่าย
ทาน-พวกเขาทั้งหมด, สะมีคชยะ-หลังจากที่ได้เห็น, สะฮ-เขา, คะอุนเทยะฮ-พระโอรส ของพระนางคุนที, สารวาน-ทุกชนิด, บันดํ ูน-ญาติ ๆ, อวัสทิฺทาน-สถิต, คริพะยา-ด้วย เมตตา, พะระยา-ในระดับสูง, อาวิชทะฮ-ปลาบปลื้ม, วิชีดัน-ขณะที่เศร้าโศก, อิดัม- ดังนั้น, อบระวีท-ตรัส
เมื่ออรจุนะโอรสพระนงคุนทีทรงเห็นบรรดสหยและญติทั้งหมดในระดับ ต่ง ๆ กัน ทรงรู้สึกตื้นตันใจ เปี่ยมไปด้วยควมเมตตสงสร และตรัสว่
อารจุนะฮ อุวาชะ-อารจุนะตรัส, ดริชทวา-หลังจากเห็น, อิมัม-ทั้งหมดนี้, สวะ-จะนัม- เพื่อนร่วมชาติ, คริชณะ-โอ้ คริชณะ, ยุยุทสุม-ทั้งหมดอยู่ในจิตวิญญาณแห่งการสู้รบ, สะมุพัสทิฺทัม-ปรากฏอยู่, สีดันทิ-สั่น, มะมะ-ของข้า, กาทราณิ-แขนขา, มุคัฺม-ปาก, ชะ-ด้วยเหมือนกัน, พาริชุชยะทิ-แห้งผาก
อรจุนะตรัสว่ โอ้ คริชณะที่รัก กรที่เห็นสหยและญติ ๆ ปรกฏอยู่ต่อหน้ ด้วยวิญญณแห่งกรสู้รบเช่นนี้ ข้รู้สึกว่แขนขสั่นไปหมด และปกแห้งผกลง
ผู้ใดก็ตามที่อุทิศตนเสียสละอย่างจริงใจต่อองค์ภควาน จะมีคุณสมบัติดี ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่ในผู้มีคุณธรรม หรือในเทวดา แต่ผู้ที่ไม่ใช่สาวกไม่ว่าจะมีคุณสมบัติทาง วัตถุมากเพียงใด จากการศึกษาและวัฒนธรรม จะขาดคุณธรรม ฉะนั้น หลังจากที่อารจุนะ ทรงเห็นเพื่อนร่วมชาติ สหาย และญาติ ๆ ที่สมรภูมิ จิตใจรู้สึกตื้นตันไปด้วยความเมตตา สงสารต่อผู้ที่ตัดสินใจมาสู้รบกันเอง สำาหรับเหล่าทหารของพระองค์เองอารจุนะทรงรู้สึก มีความสงสารตั้งแต่ต้น แต่ยังทรงมีความเมตตาสงสารแม้แต่ทหารของฝ่ายตรงข้าม ที่เห็นความตายของพวกเขาใกล้เข้ามา ขณะทรงคิดเช่นนี้แขนขารู้สึกสั่นรัว ปากแห้ง ผาก ตื่นตระหนกที่ได้เห็นวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกเขา อันที่จริงกองทัพทั้งสอง ฝ่ายเป็นญาติทางสายเลือดเดียวกัน แล้วจะมาฆ่ากันเองเช่นนี้ ทำาให้สาวกเช่นอารจุนะ ทรงรู้สึกตื้นตันใจ แม้ไม่ได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้ เราก็สามารถเห็นภาพได้อย่างง่าย ๆ ว่า ไม่ เพียงแต่แขนขาสั่นและปากแห้งเท่านั้น แต่ว่ายังทรงร่ำาไห้ด้วยความเมตตาสงสาร ลักษณะ อาการของอารจุนะเช่นนี้ทรงมิใช่เกิดขึ้นจากความอ่อนแอ แต่เนื่องด้วยหัวใจที่อ่อนโยน ซึ่งเป็นลักษณะแห่งสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควาน จึงได้กล่าวไว้ว่า
“ผู้ที่อุทิศตนเสียสละอย่างแน่วแน่มั่นคงต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะมีคุณสมบัติ ที่ดีทั้งหมดของเหล่าเทวดา แต่ผู้ที่ไม่ใช่สาวกขององค์ภควานซึ่งมีแต่คุณสมบัติทางวัตถุ จะมีคุณค่าเพียงเล็กน้อย เพราะจะวุ่นวายอยู่ในระดับจิตใจ และแน่นอนว่าจะไปหลง เสน่ห์ยั่วยวนของพลังงานวัตถุ” (บฺากะวะธัม 5.18.12 )
เวพะทํ ุฮ-ร่างกายสั่น, ชะ-เช่นกัน, ชะรีเร-บนร่างกาย, เม-ของข้า, โรมะ-ฮารชะฮ- ขนลุก, ชะ-เช่นกัน, จายะเท-เกิดขึ้น, กาณดีวัม-ธนูของอารจุนะ, สรัมสะเท-ลื่นลง, ฮัสทาท-จากมือ, ทวัค-ผิวหนัง, ชะ-เช่นกัน, เอวะ-แน่นอน, พะริดะฮยะเท-ร้อนผ่าว
ทั่วทั้งเรือนร่งของข้รู้สึกสั่นไปหมด ขนลุกตั้งชัน ธนูกณดีวะลื่นหลุดไปจกมือ ของข้ และผิวกยร้อนผ่ว
ร่างกายสั่นมีสองประเภท และขนลุกก็มีสองประเภท อาการเช่นนี้เกิดขึ้นได้ จากความปลื้มปีติยินดีทิพย์อย่างใหญ่หลวง หรือเกิดขึ้นจากความกลัวมากภายใต้ สภาวะทางวัตถุ ในความรู้แจ้งทิพย์จะไม่มีความกลัว อาการของอารจุนะในสถานการณ์ เช่นนี้ทรงเนื่องมาจากความกลัวทางวัตถุ เช่น การสูญเสียชีวิต ยังมีลักษณะอาการ อื่น ๆ ที่เป็นหลักฐานคือ อารจุนะทรงรู้สึกหมดความอดทนจนกระทั่งคันธนูอันเลื่องชื่อ กาณดีวะ ได้ลื่นหลุดไปจากมือ เนื่องจากหัวใจที่ถูกเผาไหม้อยู่ภายใน จึงทรงรู้สึกว่าร้อน ผ่าวที่ผิวกาย ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากแนวความคิดชีวิตทางวัตถุ
นะ-ไม่, ชะ-เช่นกัน, ชัคโนมิ-ข้าสามารถหรือไม่, อวัสทฺาทุม-อยู่, บฺระมะทิ-ลืม, อิวะ- เช่น, ชะ-และ, เม-ของข้า, มะนะฮ-ใจ, นิมิททานิ-สาเหตุ, ชะ-เช่นกัน, พัชยามิ-ข้าเห็น, วิพะรีทานิ-สิ่งตรงกันข้าม, เคชะวะ-โอ้ผู้สังหารมารเคชี (คริชณะ)
บัดนี้ข้ไม่สมรถยืนอยู่ ณ ที่นี้ได้อีกต่อไป รู้สึกลืมตัว จิตใจว้วุ่น เห็นแต่ สเหตุแห่งควมอับโชคเท่นั้น โอ้ คริชณะ ผู้สังหรมรเคชี
เพราะขาดความอดทน อารจุนะจึงทรงไม่สามารถอยู่ที่สมรภูมิได้อีกต่อไป และรู้สึกลืมตัว อันเนื่องมาจากความอ่อนแอของจิตใจและความยึดติดในสิ่งของวัตถุ อย่างรุนแรง ทำาให้คนเราอยู่ในสภาวะสับสนเช่นนี้ บฺะยัม ดวิทียาบิฺนิเวชะทะฮ สยาท (บฺากะวะธัม 11.2.37) ความกลัวและความไม่สมดุลของจิตใจเช่นนี้ เกิดขึ้นกับผู้ที่มี ความยึดติดกับสภาวะวัตถุมากเกินไป อารจุนะทรงเห็นเฉพาะผลลัพธ์ที่มีแต่ความเจ็บปวด ในสมรภูมิเท่านั้น จะทรงไม่มีความสุขแม้ได้รับชัยชนะจากศัตรู คำาว่า นิมิททานิ วิพะรีทานิ มี ความสำาคัญเมื่อเราเห็นเฉพาะความผิดหวังในสิ่งที่คาดหวัง เราก็จะคิดว่า “ข้ามาอยู่ที่ นี่ทำาไม?” ทุก ๆ คนจะสนใจในตนเองและเรื่องของตนเองเท่านั้น ไม่มีใครสนใจในองค์ ภควาน ด้วยพระประสงค์ของชรีคริชณะ ทำาให้อารจุนะทรงไม่รู้ถึงผลประโยชน์ที่แท้จริง ของตนเอง ผลประโยชน์ที่แท้จริงของเราอยู่ที่พระวิชณุ หรือคริชณะ พันธวิญญาณลืม จุดนี้ไป ดังนั้น จึงต้องได้รับทุกข์แห่งความเจ็บปวดทางวัตถุ อารจุนะทรงคิดว่าชัยชนะ ของพระองค์ในการรบจะเป็นเพียงสาเหตุเดียวที่ทำาให้พระองค์เศร้าโศกเสียใจ
นะ-ไม่, ชะ-เช่นกัน, ชเรยะฮ-ดี, อนุพัชยามิ-ข้าได้เห็นล่วงหน้า, ฮัทวา-ด้วยการสังหาร, สวะ-จะนัม-สังคญาติของเรา, อาฮะเว-ในการต่อสู้, นะ-ไม่, คางคเช-ข้าปรารถนา, วิจะยัม-ชัยชนะ, คริชณะ-โอ้ คริชณะ, นะ-ไม่, ชะ-เช่นกัน, ราจยัม-อาณาจักร, สุคฺานิ-ความสุขหลังจากนั้น, ชะ-เช่นกัน
ข้พเจ้ไม่เห็นว่จะมีอะไรดีจกกรสังหรบรรดญติในสมรภูมินี้ โอ้ คริชณะ ที่รัก และข้ก็ไม่ปรรถนชัยชนะพร้อมทั้งรชอณจักร หรือควมสุขที่จะได้รับ
ด้วยการที่ไม่รู้ว่าผลประโยชน์ของเรานั้นอยู่ในพระวิชณุ หรือชรีคริชณะ พันธ วิญญาณจึงหลงอยู่ในเสน่ห์แห่งความสัมพันธ์ทางร่างกาย โดยหวังว่าจะได้รับความสุข ในสถานการณ์นี้ แนวความคิดแห่งชีวิตที่มืดมนเช่นนี้ เราลืมแม้แต่สาเหตุของความสุข ทางวัตถุ อารจุนะทรงดูเหมือนจะลืมแม้กระทั่งหลักแห่งราชธรรมสำาหรับกษัตริย์ กล่าว ไว้ว่ามีมนุษย์อยู่สองประเภท คือ กษัตริย์ผู้สิ้นพระชนม์ในสนามรบภายใต้คำาสั่งของ คริชณะโดยตรง และผู้สละโลกวัตถุอุทิศชีวิตอยู่ตามลำาพังเพื่อวัฒนธรรมทิพย์ ทั้งคู่มี สิทธิ์เข้าไปอยู่ในดวงอาทิตย์ซึ่งมีพลังอำานาจและรัศมีเจิดจรัสมาก อารจุนะทรงปฏิเสธ แม้แต่จะสังหารศัตรู และนับประสาอะไรกับญาติ ๆ โดยคิดว่าจากการสังหารสังคญาติ จะทำาให้ชีวิตไม่มีความสุข ฉะนั้น จึงทรงไม่ยินดีที่จะสู้รบ เหมือนกับคนที่ไม่หิวจะไม่ อยากทำาอาหาร และบัดนี้อารจุนะทรงตัดสินใจที่จะเข้าไปอยู่ในป่า ใช้ชีวิตสันโดษด้วย ความสิ้นหวัง แต่ในฐานะที่เป็นกษัตริย์จึงทรงจำาเป็นต้องมีราชอาณาจักรมาปกครอง เนื่องจากกษัตริย์ทรงไม่สามารถทำาหน้าที่อื่นได้ แต่อารจุนะทรงไม่มีราชอาณาจักร โอกาสทั้งหมดของอารจุนะที่จะได้รับราชอาณาจักรอยู่ที่การต้องสู้รบกับบรรดาญาติพี่ น้อง และยึดครองราชอาณาจักรอันเป็นมรดกจากพระบิดากลับคืนมา ซึ่งพระองค์ทรง ไม่ปรารถนาจะทำา ดังนั้น จึงทรงพิจารณาตนเองว่าสมควรที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่าง สันโดษด้วยความสิ้นหวัง
คิม-ใช้อะไร, นะฮ-แด่เรา, ราจเยนะ-เป็นราชอาณาจักร, โกวินดะ-โอ้ คริชณะ, คิม- อะไร, โบฺไกฮ-ความสุขสำาราญ, จีวิเทนะ-มีชีวิต, วา-ไม่ก็, เยชาม-ของใคร, อารเทฺ- เพื่อสิ่งนั้น, คางคชิทัม-เป็นสิ่งที่ปรารถนา, นะฮ-โดยเรา, ราจยัม-ราชอาณาจักร, โบฺกาฮ-ความสุขทางวัตถุ, สุคฺานิ-ความสุขทั้งหมด, ชะ-เช่นกัน, เท-เขาทั้งหมด, อิเม- เหล่านี้, อวัสทิฺทาฮ-สถิต, ยุดเดฺ-ในสมรภูมินี้, พราณาน-ชีวิต, ทยัคทวา-ยกเลิก, ดฺะนานิ-ความร่ำารวย, ชะ-เช่นกัน, อาชารยาฮ-พระอาจารย์, พิทะระฮ-พระบิดา, พุทราฮ-บุตร, ทะทฺา-ดีเท่ากับ, เอวะ-แน่นอน, ชะ-เช่นกัน, พิทามะฮาฮ-พระอัยกา, มาทุลาฮ-พระมาตุลา, ชวะชุราฮ-พระสัสสุระ, โพทราฮ-พระราชนัดดา, ชยาลาฮ- พระเชษฐภรรดา พระกนิษฐภคินี, สัมบันดิฺนะฮ-สังคญาติ, ทะทฺา-ดีเท่ากับ, เอทาน- ทั้งหมดนี้, นะ-ไม่เคย, ฮันทุม-สังหาร, อิชชฺามิ-ข้าปรารถนา, กฺนะทะฮ-ถูกสังหาร, อพิ- แม้แต่, มะดํ ุสูดะนะ-โอ้ผู้สังหารมารมะดํ ุ (คริชณะ), อพิ-ถึงแม้ว่า, ไทร-โลคยะ-ของทั้ง สามโลก, ราจยัสยะ-เพื่อราชอาณาจักร, เฮโทฮ-ในการแลกเปลี่ยน, คิมนุ-แล้วไปพูด อะไรอีก, มะฮี-คริเท-เพื่อประโยชน์ของโลก, นิฮัทยะ-ด้วยการสังหาร, ดฺารทะราช ทราน-เหล่าโอรสของดฺริทะราชทระ, นะฮ-ของเรา, คา-อะไร, พรีทิฮ-ความสุข, สยาท- จะมี, จะนารดะนะ-โอ้ ผู้ค้ำาจุนมวลชีวิต
โอ้ โกวินดะ ผลประโยชน์ที่เรจะได้รับคือรชอณจักร ควมสุข หรือแม้แต่ ดวงชีวิตเอง เมื่อพวกเขทั้งหลยที่เรอจปรรถน บัดนี้ ได้มเรียงรยอยู่ใน สมรภูมินี้แล้ว โอ้ มะดํ ุสูดะนะ เมื่อพระอจรย์ พระบิด บุตร พระอัยก พระปิตุล พระสัสสุระ พระรชนัดด พระเชษฐภรรด พระกนิษฐภคินี และเหล่สังคญติ พร้อมถวยชีวิตและทรัพย์สิน มยืนอยู่ต่อหน้ แล้วเหตุใฉนข้ต้องปรรถน ไปสังหรพวกเขด้วย แม้พวกเขอจมสังหรข้ โอ้ ผู้ค้ำจุนมวลชีวิต ข้พเจ้ ไม่พร้อมรบกับพวกเขแม้จะเป็นกรแลกเปลี่ยนทั้งสมโลก นับประสอะไรกับ โลกนี้ เรจะได้รับควมสุขอันใดในกรสังหรเหล่โอรสของดฺริทะรชทระ
อารจุนะทรงเรียกองค์ชรีคริชณะว่า โกวินดะ เพราะว่า คริชณะทรงเป็นจุด มุ่งหมายแห่งความสุขทั้งมวลของวัวและประสาทสัมผัส เมื่อใช้คำาสำาคัญคำานี้ อารจุนะทรง แสดงให้เห็นว่า คริชณะทรงควรเข้าใจว่าสิ่งใดที่จะทำาให้ประสาทสัมผัสของอารจุนะ พอใจ แต่โกวินดะมิได้หมายความเพื่อให้ประสาทสัมผัสของเราได้รับความพอใจ หาก เราพยายามทำาให้ประสาทสัมผัสของโกวินดะทรงพึงพอพระทัย ประสาทสัมผัสของ พวกเราก็จะได้รับความพึงพอใจด้วยโดยปริยาย ในวิถีทางวัตถุทุก ๆ คนต้องการจะ สนองประสาทสัมผัสของตนเอง และต้องการให้องค์ภควานเป็นผู้รับคำาสั่งเพื่อความ พึงพอใจของเรา แต่องค์ภควานจะทรงสนองประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตเท่าที่เขาควร จะได้รับ ไม่มากจนเกิดเป็นความโลภ หากเราปฏิบัติตรงกันข้ามคือพยายามสนอง ประสาทสัมผัสของโกวินดะ โดยไม่ปรารถนาสนองประสาทสัมผัสของตนเอง ด้วยพระ กรุณาธิคุณของโกวินดะความปรารถนาทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตก็จะได้รับสนองตอบ ความ รักอันลึกซึ้งที่อารจุนะทรงมีต่อสังคม และสมาชิกในครอบครัวที่แสดงออกมา ณ ที่นี้ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความสงสารที่มีตามธรรมชาติ ดังนั้น พระองค์จึงทรงไม่เตรียมตัว ที่จะสู้รบ ทุกคนต้องการแสดงความมั่งคั่งร่ำารวยให้เพื่อน ๆ และญาติ ๆ เห็น แต่อารจุนะ ทรงกลัวว่าบรรดาญาติและเพื่อนทั้งหมดจะถูกสังหารที่สมรภูมิ และตัวพระองค์เองจะ ทรงไม่สามารถแบ่งปันความร่ำารวยหลังจากที่ได้รับชัยชนะ นี่เป็นความคิดโดยทั่วไปทาง ชีวิตวัตถุ อย่างไรก็ดีชีวิตทิพย์นั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากสาวกต้องการสนองพระราช ประสงค์ขององค์ภควาน หากองค์ภควานทรงปรารถนาสาวกจะยอมรับความมั่งคั่งทั้ง หลายเพื่อรับใช้พระองค์ แต่หากองค์ภควานทรงไม่ปรารถนาสาวกจะไม่ยอมรับแม้แต่ สตางค์แดงเดียว อารจุนะทรงไม่ต้องการสังหารบรรดาญาติ หากจำาเป็นต้องสังหาร ทรงปรารถนาให้คริชณะทรงเป็นผู้สังหารเอง มาถึงจุดนี้ อารจุนะทรงไม่ทราบว่า คริชณะได้สังหารพวกเขาทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะมาถึงสนามรบ และอารจุนะ ทรงเพียงแต่มาเป็นเครื่องมือให้คริชณะเท่านั้น ความจริงนี้จะถูกเปิดเผยในบทต่อ ๆ ไป ในฐานะที่เป็นสาวกขององค์ภควาน โดยธรรมชาติอารจุนะทรงไม่ปรารถนาที่จะโต้ตอบ กับการกระทำาที่ต่ำาช้าเลวทรามของสังคญาติ แต่นี่เป็นแผนการขององค์ภควานว่า ทั้งหมดควรถูกสังหาร สาวกไม่ปรารถนาที่จะตอบโต้ผู้กระทำาผิด แต่องค์ภควานทรงไม่ ยอมอดทนต่อความผิดที่คนชั่วกระทำาต่อสาวก องค์ภควานทรงให้อภัยกับคนที่ทำาผิดต่อ พระองค์ แต่จะไม่ให้อภัยกับคนที่ทำาผิดต่อสาวกของพระองค์ ฉะนั้น องค์ภควานทรงมุ่งมั่น ที่จะสังหารคนเลวทรามเหล่านี้ ถึงแม้ว่าอารจุนะทรงปรารถนาจะให้อภัยพวกเขา
พาพัม-ความชั่ว, เอวะ-แน่นอน, อาชระเยท-จะต้องมาถึง, อัสมาน-เรา, ฮัทวา-ด้วย การสังหาร, เอทาน-ทั้งหมดนี้, อาทะทายินะฮ-ผู้บุกรุก, ทัสมาท-ดังนั้น, นะ-ไม่เคย, อารฮาฮ-ควรได้รับ, วะยัม-เรา, ฮันทุม-สังหาร, ดฺารทะราชทราน-เหล่าโอรสของดฺริทะ ราชทระ, สะบานดฺะวาน-พร้อมกับเพื่อน ๆ, สวะ-จะนัม-สังคญาติ, ฮิ-แน่นอน, คะทัฺม-อย่างไร, ฮัทวา-ด้วยการสังหาร, สุคิฺนะฮ-ความสุข, สยามะ-เราจะกลายเป็น, มาดฺะวะ-โอ้ คริชณะ สวามีเทพธิดาแห่งโชคลาภ
เรจะสั่งสมบปหกสังหรผู้บุกรุกเหล่นี้ ดังนั้น จึงไม่เหมะที่จะสังหรเหล่ โอรสของดฺริทะรชทระและเพื่อน ๆ ของเร โอ้ คริชณะ สวมีเทพธิดแห่งโชค ลภ เรจะได้รับผลกำไรอะไร และจะได้รับควมสุขจกกรสังหรสังคญติ ของเรได้อย่งไร
ตามหลักคัมภีร์พระเวทมีผู้บุกรุกอยู่หกประเภท (1) ผู้วางยาพิษ (2) ผู้วาง เพลิงเผาบ้าน (3) ผู้บุกรุกด้วยอาวุธร้ายแรง (4) ผู้มาปล้นทรัพย์สมบัติ (5) ผู้มายึดแผ่น ดินของคนอื่น (6) ผู้มาลักพาภรรยา ผู้มาบุกรุกเหล่านี้ควรถูกสังหารทันทีและจะไม่มี บาปในการสังหารบุคคลเหล่านี้ การสังหารพวกบุกรุกนี้เหมาะสำาหรับบุคคลสามัญ แต่ อารจุนะ ทรงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ โดยบุคลิกลักษณะท่านเป็นนักบุญ ฉะนั้นจึงทรง ปรารถนาจะปฏิบัติต่อพวกเขาแบบนักบุญ อย่างไรก็ดี ลักษณะนักบุญเช่นนี้ไม่เหมาะ สำาหรับกษัตริย์ ถึงแม้ว่าความรับผิดชอบในการบริหารรัฐจำาเป็นต้องทำาโดยนักบุญ แต่ ไม่ควรเป็นคนขลาด ตัวอย่างเช่น พระรามทรงเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งปัจจุบัน ผู้คนยังกระตือรือร้นที่จะอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรของพระราม (รามะ-ราจยะ) เพราะ พระรามทรงไม่เคยแสดงความขลาดเลย ราวะณะ (ทศกัณฐ์) เป็นผู้บุกรุกพระราม เพราะ ราวะณะได้ลักพาตัวพระนางสีดามเหสีของพระราม พระรามทรงให้บทเรียนอย่าง สาสมจนหาที่เปรียบไม่ได้ในประวัติศาสตร์โลก อย่างไรก็ดี ในกรณีของอารจุนะ เรา ควรพิจารณาพวกบุกรุกว่าเป็นกรณีพิเศษคือเป็นพระอัยกาของตนเอง พระอาจารย์ ของตนเอง สหาย บุตร หลาน ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ อารจุนะจึงทรงคิดว่าไม่ควรทำารุนแรงต่อ พวกนี้ นอกจากนี้เหล่านักบุญแนะนำาให้ให้อภัย สำาหรับนักบุญ คำาสั่งเช่นนี้สำาคัญกว่า สถานการณ์ฉุกเฉินทางการเมือง อารจุนะทรงพิจารณาว่าแทนที่จะสังหารสังคญาติ ของตนด้วยเหตุผลทางการเมือง ตามหลักศาสนาและหลักปฏิบัติของนักบุญทรงควร ให้อภัย ดังนั้น จึงไม่คิดว่าการสังหารเช่นนี้จะได้รับประโยชน์อันใด เป็นเพียงแต่การให้ ความสุขทางร่างกายที่ไม่ถาวร ทั้งราชอาณาจักรและความสุขที่ได้มาก็ไม่ถาวร แล้ว เหตุไฉนจึงต้องเสี่ยงชีวิตและความหลุดพ้นนิรันดรด้วยการสังหารสังคญาติของตนเอง อารจุนะทรงเรียกคริชณะว่า “มาดฺะวะ” หรือพระสวามีของเทพธิดาแห่งโชคลาภ เป็น คำาสำาคัญเช่นกัน เพราะทรงปรารถนาจะชี้ให้คริชณะเห็นว่าในฐานะที่ทรงเป็นพระสวามี ของเทพธิดาแห่งโชคลาภ พระองค์ทรงไม่ควรชักจูงอารจุนะให้กระทำาบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งในที่สุดจะนำาความอับโชคมาให้ อย่างไรก็ดี คริชณะทรงไม่เคยนำาความอับโชคมาให้ผู้ ใด แล้วจะนำามาให้สาวกของพระองค์เองได้อย่างไร
ยะดิ-ถ้าหาก, อพิ-ถึงแม้, เอเท-พวกเขา, นะ-ไม่, พัชยันทิ-เห็น, โลบฺะ-ด้วยความ โลภ, อุพะฮะทะ-มีอำานาจมากว่า, เชทะสะฮ-หัวใจของพวกเขา, คุละ-คชะยะ-ในการ สังหารครอบครัว, คริทัม-ทำาสำาเร็จ, โดชัม-ความผิด, มิทระ-โดรเฮ-ในการทะเลาะ กับสหาย, ชะ-เช่นกัน, พาทะคัม-ผลแห่งบาป, คะทัฺม-ทำาไม, นะ-ไม่ควร, กเยยัม- เป็นที่รู้, อัสมาบิฺฮ-โดยเรา, พาพาท-จากความบาป, อัสมาท-เหล่านี้, นิวารทิทุม- หยุด, คุละ-คชะยะ-ในการทำาลายราชวงศ์, คริทัม-ทำาเสร็จสิ้น, โดชัม-อาชญากรรม, พระพัชยัดบิฺฮ-โดยผู้ที่สามารถเห็น, จะนารดะนะ-โอ้ คริชณะ
โอ้ จะนรดะนะ ถึงแม้ว่หัวใจของบุคคลเหล่นี้ จะถูกครอบงำไปด้วยควมโลภ ไม่เห็นควมผิดในกรสังหรครอบครัวของตนเอง หรือกรทะเละวิวทกับพวก เพื่อน ๆ แล้วเหตุไฉน เรผู้ที่เห็นกรทำลยครอบครัวเป็นกรอชญกรรมจะ กระทำบปเช่นนี้ได้เล่
กษัตริย์ทรงไม่ควรปฏิเสธการรบหรือการพนันเมื่อได้รับคำาท้าทายจากฝ่าย ตรงข้าม ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบเช่นนี้ อารจุนะทรงไม่ควรปฏิเสธการสู้รบ เพราะ ว่าถูกท้าทายจากฝ่ายดุรโยดฺะนะ ด้วยเหตุนี้ อารจุนะทรงพิจารณาว่าฝ่ายตรงข้าม อาจตาบอดที่มาท้าทายเช่นนี้ อย่างไรก็ดี อารจุนะทรงเล็งเห็นผลร้ายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ สามารถที่จะยอมรับการท้าทายนี้ได้ ความรับผิดชอบจำาเป็นต้องปฏิบัติเมื่อผลออก มาดี แต่เมื่อผลออกมาตรงกันข้ามก็ไม่มีใครควรถูกผูกมัด เมื่อทรงพิจารณาถึงผลได้ และผลเสียทั้งหมด อารจุนะจึงทรงตัดสินใจว่าจะไม่สู้รบ
คุละ-คชะเย-ในการทำาลายครอบครัว, พระณัชยันทิ-จะถูกลบล้าง, คุละ-ดฺารมาฮ- ประเพณีของครอบครัว, สะนาทะนาฮ-นิรันดร, ดฺารเม-ศาสนา, นัชเท-ถูกทำาลาย, คุลัม-ครอบครัว, คริทสนัม-ทั้งหมด, อดฺารมะฮ-ไร้ศาสนา, อบิฺบฺะวะทิ-เปลี่ยนแปลง, อุทะ-ได้กล่าวไว้
จกกรทำลยล้งรชวงศ์ ประเพณีนิรันดรของครอบครัวก็จะถูกทำลยไป ดัง นั้น สมชิกที่เหลือในครอบครัวจะปฏิบัติเยี่ยงคนไร้ศสน
ในระบบสถาบัน วารณาชระมะ มีหลักธรรมประเพณีทางศาสนามากมาย ที่ จะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเจริญเติบโตอย่างถูกต้องเหมาะสม และมีค่านิยมทิพย์ สมาชิกผู้อาวุโสกว่ารับผิดชอบพิธีกรรมเพื่อความบริสุทธิ์ในครอบครัว เริ่มตั้งแต่เกิดจน ตาย แต่เมื่อสมาชิกผู้อาวุโสสิ้นชีพลง ประเพณีของครอบครัวเพื่อความบริสุทธิ์นี้อาจ ต้องหยุดชะงักลง และสมาชิกผู้อ่อนวัยในครอบครัวอาจพัฒนานิสัยที่ผิดหลักศาสนา จาก นั้นจะสูญเสียโอกาสเพื่อความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่ สมาชิกผู้อาวุโสในครอบครัวควรถูกสังหาร
อดฺารมะ-ไร้ศาสนา, อบิฺบฺะวาท-มีอำานาจมากกว่า, คริชณะ-โอ้ คริชณะ, พระดุชยันทิ- ทำาให้เสื่อมเสีย, คุละ-สทริยะฮ-สุภาพสตรีในครอบครัว, สทรีชุ-โดยความเป็นสตรี, ดุชทาสุ-มีความเสื่อมเสียมาก, วารชเณยะ-โอ้ ผู้สืบสกุลแห่งวริชณิ, จายะเท-มาเป็นอยู่, วารณะ-สังคะระฮ-ลูกหลานที่ไม่ต้องการ
เมื่อกรทำผิดหลักศสนมีมกขึ้นในครอบครัว โอ้ คริชณะ สุภพสตรีใน ครอบครัวจะถูกทำให้เสื่อมเสีย และเมื่อสตรีเสื่อมเสีย โอ้ ผู้สืบสกุลแห่งวริชณิ ลูกหลนที่ไม่พึงประสงค์ก็จะถือกำเนิด
พลเมืองดีในสังคมมนุษย์เป็นหลักพื้นฐานแห่งความสงบ ความเจริญรุ่งเรืองและ ความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ หลักธรรมของศาสนา วารณาชระมะ ได้ออกแบบไว้ให้มี พลเมืองส่วนใหญ่เป็นพลเมืองที่ดีในสังคม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของรัฐและสังคมในวิถี ทิพย์ พลเมืองเช่นนี้ ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์ของสตรี เหมือนกับเด็กที่มี แนวโน้มไปในทางที่ผิด สตรีก็เช่นกัน มีแนวโน้มไปในทางที่เสื่อมได้ ดังนั้น ทั้งเด็กและ สตรีจำาเป็นต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากสมาชิกผู้อาวุโสในครอบครัว เมื่อได้ ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาสตรีจะไม่ถูกนำาไปในทางที่ผิดเรื่องชู้สาว ชาณัค- ยะ พัณดิทะ กล่าวว่า โดยทั่วไปสตรีไม่ค่อยฉลาดจึงไม่ควรไว้วางใจ ฉะนั้น ประเพณี ครอบครัวและกิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ สตรีควรปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ และอุทิศตน เสียสละ เช่นนี้จะทำาให้กำาเนิดพลเมืองดีที่สามารถปฏิบัติตามระบบ วารณาชระมะ ได้ แต่ ที่ วารณาชระมะ-ดฺารมะ ไม่ประสบผลสำาเร็จ ก็เนื่องจากสตรีมีอิสระในการคบหากับบุรุษ ตามธรรมชาติ ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางชู้สาวจึงเกิดขึ้น ซึ่งเสี่ยงในการมีประชากรที่ไม่ พึงปรารถนา บุรุษผู้ไม่รับผิดชอบจะชอบมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวในสังคม ดังนั้น จะมี เด็ก ๆ ที่ไม่พึงปรารถนาออกมามากมายในสังคมมนุษย์ ซึ่งเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดสงคราม และโรคระบาด
สังคะระฮ-เด็ก ๆ ผู้ไม่พึงปรารถนา, นะระคายะ-ทำาให้ชีวิตเหมือนอยู่ในนรก, เอวะ- แน่นอน, คุละ-กฺนานาม-สำาหรับพวกที่เป็นผู้สังหารครอบครัว, คุลัสยะ-เพื่อครอบครัว, ชะ-เช่นกัน, พะทันทิ-ตกต่ำา, พิทะระฮ-บรรพบุรุษ, ฮิ-แน่นอน, เอชาม-ของเขาเหล่านั้น, ลุพทะ-หยุด, พิณดะ-การถวายอาหาร, อุดะคะ-และน้ำา, คริยาฮ-พิธีปฏิบัติ
แน่นอนว่กรเพิ่มประชกรที่ไม่พึงปรรถนเป็นสเหตุแห่งชีวิตเสมือนอยู่ใน นรก ทั้งของครอบครัวและของผู้ที่ทำลยประเพณีครอบครัว บรรพบุรุษของ ครอบครัวที่วิบัติเช่นนี้จะตกต่ำ เพระพิธีกรถวยอหรและน้ำให้แด่พวกท่น ต้องหยุดชะงักลงหมด
ตามกฎของกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุ มีความจำาเป็นต้องถวายอาหารและ น้ำาเป็นครั้งคราวให้แก่บรรพบุรุษของครอบครัว การถวายอาหารเช่นนี้ปฏิบัติด้วยการ บูชาพระวิชณุ เพราะว่าการรับประทานอาหารที่เหลือจากที่ถวายให้องค์วิชณุจะส่งผล ให้เราหลุดออกจากการกระทำาบาปต่าง ๆ บางครั้งบรรพบุรุษอาจได้รับทุกข์ทรมาน จากผลกรรมต่าง ๆ และบางครั้งบรรพบุรุษบางคนไม่สามารถแม้กระทั่งไปอยู่ในร่าง วัตถุหยาบ จึงถูกบังคับให้อยู่ในร่างที่ละเอียด เช่น ร่างผี ดังนั้นเมื่อ พระสาดัม (อาหาร ที่เหลือจากพระวิชณุ) ที่เราเอาไปถวายให้บรรพบุรุษ บรรพบุรุษของเราจะหลุดพ้นจาก ร่างผีหรือร่างชีวิตที่ทุกข์ทรมานอื่น ๆ การช่วยเหลือบรรพบุรุษเป็นประเพณีของครอบครัว และผู้ที่ไม่ใช้ชีวิตอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานจำาเป็นต้องปฏิบัติพิธีกรรมเหล่านี้ ผู้ ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้คริชณะไม่จำาเป็นต้องปฏิบัติพิธีกรรมเหล่านี้ เพียงแต่ ปฏิบัติตนรับใช้องค์ภควานด้วยความเสียสละ เราจะสามารถส่งบรรพบุรุษนับร้อยนับ พันคนจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง ได้กล่าวไว้ใน บฺากะวะธัม (11.5.41) ว่า
“ผู้ใดที่มาพึ่งพระบาทรูปดอกบัวของมุคุนดะผู้ให้อิสรภาพ ละทิ้งพันธกรณีข้อผูกพันทั้ง ปวงและยึดเอาวิธีปฏิบัตินี้อย่างจริงจัง จะไม่เป็นหนี้ในทางหน้าที่หรือสัญญาข้อผูกมัด ใด ๆ ต่อเหล่าเทวดา นักบวช สิ่งมีชีวิตทั่วไป สมาชิกในครอบครัว มนุษยชาติ หรือ บรรพบุรุษ” พันธกรณีเหล่านี้ถูกยกเลิกไปโดยปริยายด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสีย สละรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
โดไชฮ-ด้วยความผิดเช่นนี้, เอไทฮ-เขาทั้งหลาย, คุละ-กฺนานาม-ของพวกที่ทำาลาย ครอบครัว, วารณะ-สังคะระ-เด็ก ๆ ที่ไม่พึงปรารถนา, คาระไคฮ-เป็นต้นเหตุ, อุทสาดยันเท-ถูกทำาลาย, จาทิ-ดฺารมาฮ-โครงการสังคม, คุละ-ดฺารมาฮ-ประเพณี ครอบครัว, ชะ-เช่นกัน, ชาชวะทาฮ-นิรันดร
จกกรกระทำชั่วของผู้ที่ทำลยล้งประเพณีของครอบครัว จึงทำให้เด็ก ๆ ที่ไม่พึงปรรถนกำเนิดขึ้น โครงกรเพื่อสังคมและกิจกรรมเพื่อควมอยู่เย็น เป็นสุขของครอบครัวทั้งหมดก็ถูกทำลยลง
โครงการเพื่อสังคมมนุษย์สี่ระดับ บวกกับกิจกรรมเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของ ครอบครัวดังที่ได้กำาหนดไว้โดยสถาบัน สะนาทะนะ-ดฺาระมะ หรือ วารณาชระมะ- ดฺารมะ ได้ออกแบบไว้เพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับความหลุดพ้นขั้นสูงสุด ดังนั้น การ ฝืนกฎวัฒนธรรมของ สะนาทะนะ-ดฺารมะ โดยผู้นำาที่ไม่รับผิดชอบในสังคมจะนำามาซึ่ง ปัญหาความวุ่นวายในสังคมและจะทำาให้เราลืมจุดมุ่งหมายของชีวิตคือองค์วิชณุ ผู้นำา เหล่านี้เรียกว่าผู้นำาตาบอด ผู้ที่ตามผู้นำาตาบอดจะถูกนำาไปสู่ความสับสนวุ่นวายแน่นอน
อุทสันนะ-เสีย, คุละ-ดฺารมาณาม-สำาหรับผู้ที่มีประเพณีครอบครัว, มะนุชยาณาม- มนุษย์เช่นนี้, จะนารดะนะ-โอ้ คริชณะ, นะระเค-ในนรก, นิยะทัม-เสมอ, วาสะฮ-ที่พัก, บฺะวะทิ-กลายมาเป็น, อิทิ-ดังนั้น, อนุชุชรุมะ-ข้าได้ยินมาจาก พะรัมพะรา
โอ้ คริชณะ ผู้ค้ำจุนประชกร ข้พเจ้ได้ยินมจกพะรัมพะรา ว่ พวกที่ประเพณี ของครอบครัวถูกทำลยจะต้องตกไปอยู่ในนรก
อารจุนะทรงมีหลักพื้นฐานในการโต้แย้ง ไม่ใช่มาจากประสบการณ์แต่ได้ยิน มาจากผู้ที่เชื่อถือได้ นี่คือวิธีการรับความรู้ที่แท้จริง เราไม่สามารถมาถึงจุดที่แท้จริง แห่งความรู้ที่ถูกต้อง หากไม่มีผู้ที่มีคุณวุฒิอยู่ในความรู้แห่งสัจธรรมให้การช่วยเหลือ มี ระบบในสถาบัน วารณาชระมะ ซึ่งก่อนตายเราจะต้องเข้าพิธีชดใช้บาปที่ได้กระทำาไว้ ผู้ ที่ทำาบาปอยู่เสมอจะต้องกระทำาพิธีชดใช้เรียกว่า พรายัชชิททะ หากไม่ทำาเช่นนี้แน่นอน ว่าจะต้องถูกส่งไปลงนรกเพื่อรับความทุกข์ทรมานจากผลกรรมที่ได้ก่อไว้
อโฮ-อนิจจา, บะทะ-มันแปลกอะไรเช่นนี้, มะฮัท-ยิ่งใหญ่, พาพัม-ความบาป, คาร- ทุม-ปฏิบัติ, วิยะวะสิทาฮ-ได้ตัดสินใจลงไปแล้ว, วะยัม-เรา, ยัท-เพราะว่า, ราจยะ- สุคฺะ-โลเบฺนะ-ถูกผลักดันด้วยความโลภเพื่อความสุขอย่างใหญ่หลวง, ฮันทุม-สังหาร, สวะ-จะนัม-สังคญาติ, อุดยะทาฮ-พยามยาม
โอ้ อนิจจ มันแปลกอะไรเช่นนี้ ที่เรเตรียมตัวเพื่อกระทำบปอย่งใหญ่หลวงด้วย แรงผลักดันจกควมปรรถนเพื่อแสวงหควมสุขอันยิ่งใหญ่ เรจึงตั้งใจสังหร สังคญติของเรเอง
ด้วยการถูกผลักดันจากแรงกระตุ้นแห่งความเห็นแก่ตัว เราอาจจะเอนเอียงไป ทำาบาป เช่น สังหารพี่ น้อง พ่อ หรือแม่ของเราเอง มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ โลก แต่อารจุนะผู้เป็นสาวกใจบุญขององค์ภควาน ทรงมีจิตสำานึกในหลักแห่งศีลธรรม อยู่เสมอ ดังนั้น จึงทรงพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำาบาปเช่นนี้
ยะดิ-ถึงแม้ว่า, มาม-ข้าพเจ้า, อพระทีคารัม-ปราศจากการต่อต้าน, อชัสทรัม-โดยไม่มี อาวุธ, ชัสทระ-พาณะยะฮ-ผู้ที่มีอาวุธอยู่ในมือ, ดฺาทะราชทราฮ-เหล่าโอรสของดฺริทะ ราชทระ, ระเณ-ในสมรภูมิ, ฮันยุฮ-อาจสังหาร, ทัท-นั้น, เม-สำาหรับข้า, คเชมะ- ทะรัม-ดีกว่า, บฺะเวท-อาจเป็น
มันอจเป็นกรดีกว่ ถ้หกว่เหล่โอรสของดฺริทะรชทระผู้มีอวุธครบมือม สังหรข้ขณะไร้อวุธ และข้พเจ้จะไม่ตอบโต้ในสนมรบ
เป็นประเพณีตามหลักการต่อสู้ของกษัตริย์ว่า ศัตรูผู้ไม่มีอาวุธและไม่ยินดีต่อสู้ ไม่ควรถูกทำาร้าย อย่างไรก็ดี อารจุนะทรงตัดสินใจแล้วว่า ถึงแม้ศัตรูจะบุกรุกเข้ามาใน สถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ พระองค์จะทรงไม่ยอมต่อสู้ โดยมิได้พิจารณาว่า ฝ่ายตรง ข้ามมีความปรารถนาจะสู้รบแค่ไหน ลักษณะอาการทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากหัวใจที่อ่อน โยน จากผลที่ทรงเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์ภควาน
สันจะยะฮอุวาชะ-สันจะยะกล่าว, เอวัม-ดังนั้น, อุคทวา-กล่าวว่า, อารจุนะฮ-อารจุนะ, สังคฺเย-ในสมรภูมิ, ระทฺะ-ของราชรถ, อุพัสเทฺ-บนที่นั่ง, อุพาวิชัท-นั่งลงอีกครั้ง หนึ่ง, วิสริจยะ-วางลงข้าง ๆ, สะ-ชะรัม-พร้อมทั้งลูกศร, ชาพัม-คันธนู, โชคะ-ความ เศร้าโศกเสียใจ, สัมวิกนะ-ความทุกข์, มานะสะฮ-ภายในใจ
สันจะยะกล่วว่ “หลังจกอรจุนะตรัสเช่นนี้ที่สมรภูมิแล้ว ทรงวงคันธนูและ ลูกศรไว้ข้ง ๆ และนั่งลงบนรชรถ ภยในจิตใจเต็มไปด้วยควมเศร้โศก เสียใจ”
ขณะที่อารจุนะทรงยืนอยู่บนราชรถสำารวจสถานการณ์ของฝ่ายศัตรู แต่ว่า พระองค์ทรงถูกครอบงำาด้วยความเศร้าโศกเสียใจ จึงทรงนั่งลงอีกครั้งพร้อมทั้งวาง คันธนูและลูกศรลงข้าง ๆ ผู้ที่มีจิตสำานึกเมตตาและอ่อนโยนจากการอุทิศตนเสียสละ รับใช้องค์ภควานเช่นนี้ เป็นผู้เหมาะสมที่จะได้รับความรู้แจ้งแห่งตน
ดังนั้น ได้จบคำาอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่หนึ่งของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง
สำารวจกองทัพที่สมรภูมิคุรุคเชทระ
สันจะยะฮ อุวาชะ-สันจะยะกล่าว, ทัม-แด่อารจุนะ, ทะทฺา-ดังนั้น, คริพะยา-ด้วย ความสงสาร, อาวิชทัม-เต็มตื้น, อัชรุ-พูรณะ-อาคุละ-เปี่ยมไปด้วยน้ำาตา, อีคชะณัม- ดวงตา, วิชีดันทัม-เศร้าโศก, อิดัม-เหล่านี้, วาคยัม-คำาพูด, อุวาชะ-กล่าว, มะดํ ุ- สูดะนะฮ-ผู้สังหารมะดํ ุ
สันจะยะกล่าวว่า ได้เห็นอารจุนะทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสาร จิตใจเศร้า สลด ดวงตาเปี่ยมไปด้วยน้ำาตา มะดํ ุสูดะนะ คริชณะ ตรัสดังต่อไปนี้
ความเมตตาสงสารทางวัตถุ ความเศร้าโศกเสียใจ และน้ำาตา ทั้งหมดนี้คือ สัญลักษณ์แห่งอวิชชาต่อดวงชีวิตที่แท้จริง ความเมตตาสงสารต่อดวงวิญญาณอมตะ คือความรู้แจ้ง คำาว่า “มะดํ ุสูดะนะ” มีความสำาคัญในโศลกนี้ คริชณะทรงสังหาร อสูรมะดํ ุ และบัดนี้ อารจุนะทรงปรารถนาให้คริชณะสังหารมารแห่งความเข้าใจผิดที่ ได้มาครอบงำาพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีใครรู้ว่าความเมตตากรุณาควรนำาไป ใช้อย่างไร ความเมตตาสงสารต่อเสื้อผ้าของคนที่กำาลังจมน้ำาเป็นเรื่องไร้เหตุผล การ ช่วยเสื้อผ้าหรือช่วยร่างวัตถุที่หยาบ ของผู้ที่กำาลังตกอยู่ในมหาสมุทรแห่งอวิชชานั้น ไม่สามารถช่วยเขาได้ ผู้ไม่ทราบเช่นนี้ และเศร้าโศกเสียใจกับเสื้อผ้าภายนอก เรียกว่า ชูดระ หรือผู้ที่โศกเศร้าโดยไม่จำาเป็น อารจุนะทรงเป็นกษัตริย์ การกระทำาเช่นนี้ไม่ สมควร อย่างไรก็ดี ชรีคริชณะทรงสามารถปัดเป่าความโศกเศร้าของผู้ที่ถูกอวิชชา ครอบงำาได้ ด้วยจุดประสงค์นี้พระองค์จึงทรงขับร้องเพลง ภควัต-คีตา บทนี้ทรงแนะนำา เราให้รู้สำานึกตนเองด้วยการวิเคราะห์ศึกษาร่างวัตถุและดวงวิญญาณ ดังที่ได้อธิบายไว้ โดยผู้ที่เชื่อถือได้สูงสุดคือองค์ชรีคริชณะ การรู้แจ้งเช่นนี้เป็นไปได้เมื่อเราทำางานโดยไม่ ยึดติดต่อผลทางวัตถุ และสถิตในแนวคิดแห่งตนเองที่แท้จริงอย่างมั่นคง
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ-บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า, คุทะฮ-จากที่ใด, ทวา- ถึงท่าน, คัชมะลัม-ความสกปรก, อิดัม-ความเศร้าโศกเสียใจนี้, วิชะเม-ในชั่วโมง ฉุกเฉินนี้, สะมุพัสทิทัม-มาถึง, อนารยะ-ผู้ที่ไม่รู้คุณค่าของชีวิต, จุชทัม-ปฏิบัติโดย, อัสวารกยัม-จะไม่นำาเราไปสู่โลกที่สูงกว่า, อคีรทิ-เสียชื่อเสียง, คะลัม-เป็นต้นเหตุ ของ, อารจุนะ-โอ้ อารจุนะ
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า โอ้ อารจุนะที่รัก มลทินเหล่านี้เกิดขึ้นได้ อย่างไร? มันไม่เหมาะสำาหรับผู้ที่รู้คุณค่าแห่งชีวิต เพราะจะไม่นำาพาเธอไปสู่โลก ที่สูงกว่า แต่จะทำาให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
คริชณะและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นบุคคลเดียวกัน ดังนั้นใน ภควัต-คีตา ทั้งเล่มทรงเรียกพระองค์ว่าภควาน องค์ภควานทรงเป็นสัจธรรมสูงสุด การ รู้แจ้งสัจธรรมอันสมบูรณ์เข้าใจได้ในสามระดับคือ บระฮมัน หรือดวงวิญญาณอันไร้รูป ลักษณ์ที่แผ่กระจายอยู่ทั่วไป พะระมาทมา หรือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ภายใน หัวใจของมวลชีวิต และองค์ภควานหรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ชรีคริชณะ ใน ชรีมัด-บฺากะวะธัม (1.2.11) ได้อธิบายแนวคิดแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์ไว้ดังนี้
“ผู้รู้แจ้งสัจธรรมที่สมบูรณ์จะเข้าใจได้ในสามระดับซึ่งมีความคล้ายคลึงกันคือ บระฮมัน พะระมาทมา และ บฺะกะวาน”
สามระดับทิพย์นี้เปรียบเทียบได้กับดวงอาทิตย์ที่แบ่งออกเป็นสามส่วน คือ แสงอาทิตย์ ผิวอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ ผู้ที่ศึกษาเฉพาะแสงอาทิตย์เปรียบได้กับ นักศึกษาชั้นประถม ผู้ที่เข้าใจผิวของดวงอาทิตย์อยู่ในระดับที่สูงกว่า และผู้ที่สามารถ เข้าไปอยู่ในดวงอาทิตย์ได้เป็นผู้รู้สูงสุด นักศึกษาทั่วไปที่พอใจกับการเข้าใจเฉพาะแสง อาทิตย์ซึ่งสาดส่องรัศมีไปทั่วจักรวาลอย่างเจิดจรัสซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไร้รูปลักษณ์ เปรียบเทียบได้กับผู้รู้แจ้งเฉพาะในส่วนของ บระฮมัน แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์โดยส่วน เดียว นักศึกษาขั้นสูงกว่านี้จะทราบถึงผิวของดวงอาทิตย์ซึ่งเปรียบเทียบได้กับความรู้ ในส่วนของ พะระมาทมา ของสัจธรรมที่สมบูรณ์ และนักศึกษาผู้ที่สามารถเข้าไปถึงใจ กลางดวงอาทิตย์เปรียบเทียบได้กับผู้รู้แจ้งรูปลักษณ์แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด ดัง นั้น บัฺคธะ หรือนักทิพย์นิยมผู้รู้แจ้งในส่วนขององค์ภควานแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์ ถือว่า เป็นนักทิพย์นิยมชั้นสูงสุด ถึงแม้ว่านักศึกษาทั้งหมดจะศึกษาในวิชาเดียวกันคือวิชาแห่ง สัจธรรมที่สมบูรณ์ แสงอาทิตย์ ผิวของดวงอาทิตย์ และกิจกรรมภายในดวงอาทิตย์เป็น สิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่นักศึกษาทั้งสามกลุ่มก็มิได้อยู่ในระดับเดียวกัน
พะราชะระ มุนิ ผู้ที่เชื่อถือได้และเป็นพระบิดาของวิยาสะเดวะทรงอธิบายคำา สันสกฤต บฺะกะวาน ว่าหมายถึงบุคลิกภาพสูงสุดผู้ทรงเป็นเจ้าของแห่งความร่ำารวย ทั้งหมด พลังอำานาจทั้งหมด ชื่อเสียงทั้งหมด ความสง่างามทั้งหมด วิชาความรู้ทั้งหมด และความเสียสละทั้งหมด ผู้มีคุณสมบัติทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่าองค์ภควาน มีมนุษย์หลาย คนที่ร่ำารวยมาก มีอำานาจมาก มีความสง่างามมาก มีชื่อเสียงมาก มีความรู้มาก และ ไม่ยึดติด แต่ไม่มีใครที่สามารถอ้างได้ว่าตนเองเป็นเจ้าของแห่งความร่ำารวยทั้งหมด พลังอำานาจทั้งหมด ฯลฯ องค์ชรีคริชณะเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถตรัสเช่น นี้ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรวมทั้งพระ พรหม พระศิวะ หรือพระนารายณ์ที่จะสามารถเป็นเจ้าแห่งความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์ เท่ากับคริชณะ ดังนั้นพระพรหมทรงสรุปในหนังสือ บระฮมะ-สัมฮิทา ว่า คริชณะ ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนและไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์แรกหรือองค์ภควาน ที่ทราบกันในอีกพระนามหนึ่ง ว่าโกวินดะ ผู้ทรงเป็นแหล่งกำาเนิดสูงสุดของแหล่งกำาเนิดทั้งปวง
“มีบุคลิกภาพมากมายผู้เป็นเจ้าของคุณสมบัติแห่งองค์ภควาน แต่คริชณะทรงเป็น บุคลิกภาพที่สูงสุด เพราะว่าไม่มีผู้ใดเลอเลิศไปกว่า พระวรกายของพระองค์ทรงเป็น อมตะ เปี่ยมไปด้วยความรู้ และความสุขเกษมสำาราญ พระองค์ทรงเป็นโกวินดะ ภควาน องค์แรก และทรงเป็นแหล่งกำาเนิดของแหล่งกำาเนิดทั้งปวง” (บระฮมะ-สัมฮิทา 5.1)
มีพระนามของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ามากมาย ใน บฺากะวะธัม เช่น กัน แต่ได้อธิบายไว้ว่าชรีคริชณะทรงเป็นองค์แรกของบุคลิกภาพแห่งพระเจ้า และจาก คริชณะจึงมีอวตารแห่งองค์ภควานมากมายที่ทรงแบ่งภาคออกมา
“รายพระนามของอวตารแห่งองค์ภควานทั้งหมดที่เสนอไว้ ณ ที่นี้ เป็นภาคที่แบ่ง แยกมาจากพระองค์ หรือส่วนของภาคที่แบ่งแยกมาจากพระองค์ แต่คริชณะทรงเป็น บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเอง” (บฺากะวะธัม 1.3.28 )
ฉะนั้น คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์แรก ทรงเป็นสัจธรรม ที่สมบูรณ์ และทรงเป็นแหล่งกำาเนิดของทั้ง พะระมาทมา และ บระฮมัน ที่ไร้รูปลักษณ์
ต่อหน้าพระพักตร์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ความเศร้าโศกเสียใจของ อารจุนะที่ทรงมีต่อบรรดาสังคญาติเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ดังนั้น คริชณะทรงแสดง ความสนเท่ห์พระฤทัยด้วยคำาดำารัสว่า คุทะฮ “มาจากไหน” มลทินนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับ ผู้ที่อยู่ในชนชั้นที่มีอารยธรรมซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาวอารยัน คำาว่าอารยันใช้กับผู้ที่ทราบ ถึงคุณค่าแห่งชีวิต และมีอารยธรรมอยู่บนฐานความรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณ ผู้ที่มีแนว ความคิดทางวัตถุเป็นแกนนำาจะไม่ทราบจุดมุ่งหมายของชีวิตว่าเราควรรู้แจ้งถึงสัจธรรม ที่สมบูรณ์คือองค์วิชณุหรือองค์ภควาน และจะถูกลักษณะภายนอกของโลกวัตถุยั่วยวน ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าความหลุดพ้นคืออะไร ผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับความหลุดพ้นจาก พันธนาการทางวัตถุเรียกว่าอนารยชน ถึงแม้ว่าอารจุนะทรงเป็นกษัตริย์แต่พระองค์ทรง หลีกเลี่ยงหน้าที่ทั้งหมดด้วยการปฏิเสธที่จะสู้รบ การกระทำาด้วยความขลาดกลัวเช่นนี้ เหมาะสำาหรับอนารยชน การบ่ายเบี่ยงจากหน้าที่เช่นนี้จะไม่ช่วยให้เราเจริญก้าวหน้าใน ชีวิตทิพย์ และไม่เปิดโอกาสให้เรามีชื่อเสียงที่ดีงามในโลกนี้ องค์ชรีคริชณะทรงไม่เห็น ด้วยกับสิ่งที่เรียกว่า ความเมตตาสงสารของอารจุนะที่ทรงมีต่อสังคญาติ
คไลบยัม-ไร้สมรรถภาพ, มา สมะ-ไม่, กะมะฮ-นำาไป, พารทฺะ-โอ้ โอรสพระนาง พริทา, นะ-ไม่เคย, เอทัท-นี้, ทวะยิ-แก่เธอ, อุพะพัดยะเท-เหมาะสม, คชุดรัม-เล็ก น้อย, ฮริดะยะ-ของหัวใจ, โดรบัลยัม-ความอ่อนแอ, ทยัคทวา-ยกเลิก, อุททิชทฺะ-ลุก ขึ้น, พะรัม-ทะพะ-โอ้ ผู้กำาราบศัตรู
โอ้ โอรสแห่งพริทา เธอจงอย่ายอมจำานนให้กับความไร้สมรรถภาพที่น่าอับอาย จนไม่เป็นตัวของตัวเองเช่นนี้ จงสลัดความอ่อนแอแห่งจิตใจเพียงเล็กน้อยนี้ออก ไปให้พ้น และลุกขึ้นมาสู้ โอ้ ผู้กำาราบศัตรู
อารจุนะทรงถูกเรียกว่า โอรสของพริทาผู้ทรงเป็นพระขนิษฐภคินีของวะสุ- เดวะ พระบิดาของคริชณะ ฉะนั้น อารจุนะทรงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับ คริชณะ หากโอรส คชัทริยะ ปฏิเสธการสู้รบผู้นั้นก็เป็น คชัทริยะ แต่เพียงในนามเท่านั้น และหากบุตรของ บราฮมะณะ ทำาบาป เขาก็เป็น บราฮมะณะ แต่เพียงในนามเท่านั้น คชัทริยะ และ บราฮมะณะ เช่นนี้เป็นบุตรที่ไร้ค่าของบิดา ดังนั้น คริชณะไม่ทรงปรารถนาให้ อารจุนะมาเป็นโอรสกษัตริย์ที่ไร้คุณค่า จากความน่าเชื่อถือได้ที่อารจุนะทรงเป็นพระ สหายที่สนิทสนมมากกับคริชณะ และคริชณะทรงเป็นผู้นำาทางของอารจุนะโดยตรงบน ราชรถ หากอารจุนะทรงละทิ้งสนามรบไปจะเป็นการกระทำาสิ่งที่เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็น อย่างยิ่ง ดังนั้น คริชณะจึงตรัสว่าท่าทีของอารจุนะเช่นนี้ไม่เหมาะสมสำาหรับบุคลิกภาพ แห่งกษัตริย์ อารจุนะทรงอาจมีข้อโต้แย้งว่าทรงยกเลิกการสู้รบบนพื้นฐานแนวคิดแห่ง คุณธรรมอันสูงส่งเพื่อผู้ที่เราควรให้ความเคารพสูงสุด เช่น บีชมะ และบรรดาสังคญาติ แต่คริชณะทรงพิจารณาว่าความมีคุณธรรมอันสูงส่งเช่นนี้ เป็นเพียงความอ่อนแอแห่ง จิตใจเท่านั้น คุณธรรมอันสูงส่งที่ผิดเช่นนี้ ผู้ที่เชื่อถือได้ไม่เห็นด้วย ฉะนั้น คุณธรรมอัน สูงส่งหรือที่เรียกว่าอหิงสานี้ บุคคลเช่นอารจุนะควรยกเลิกภายใต้การชี้นำาโดยตรงของ ชรี คริชณะ
อารจุนะฮ อุวาชะ-อารจุนะตรัสว่า, คะทัม-อย่างไร, บีชมัม-บีชมะ, อฮัม-ข้าพเจ้า, สังคฺเย -ในการสู้รบ, โดรณัม - โดรณะ, ชะ-เช่นกัน, มะดํ ุ-สูดะนะ- โอ้ ผู้สังหารมะดํ ุ, อิชุบิฮ-ด้วยลูกศร, พระทิโยทสยามิ-จะโต้ตอบ, พูจา-อารโฮ-ผู้ที่ควรเคารพบูชา, อริ- สูดะนะ- โอ้ ผู้สังหารศัตรู
อารจุนะตรัสว่า โอ้ ผู้สังหารศัตรู โอ้ ผู้สังหารมะดํ ุ ข้าจะโต้ตอบด้วยลูกศรใน สนามรบกับบีชมะและโดรณะผู้ที่ควรค่าได้รับการบูชาจากข้าพเจ้าได้อย่างไร?
ผู้อาวุโสที่ควรเคารพเช่น พระอัยกาบีชมะ และพระอาจารย์โดรณาชารยะ ควร ได้รับการเคารพบูชาอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าท่านจะมาเพื่อสู้รบ เราไม่ควรโต้ตอบ ซึ่งเป็น มารยาทโดยทั่วไปที่ผู้อาวุโสไม่ควรถูกก้าวร้าวแม้ด้วยคำาพูด ถึงแม้บางครั้งพฤติกรรม ของอาจารย์จะไม่ถูกต้อง แต่ไม่ควรถูกปฏิบัติตอบด้วยความก้าวร้าว แล้วจะให้ อารจุนะตอบโต้ท่านเหล่านี้ได้อย่างไร คริชณะจะยอมทำาร้ายพระอัยกาอุกระเสนะหรือ พระอาจารย์สานดีพะนิมุนิ หรือไม่? เหล่านี้เป็นข้อโต้แย้งบางประการที่อารจุนะเสนอ แด่คริชณะ
กุรูน-ผู้อาวุโส, อฮัทวา-ไม่สังหาร, ฮิ-แน่นอน, มะฮาอนุบฺาวาน-ดวงวิญญาณผู้ยิ่ง ใหญ่, ชเรยะฮ-เป็นสิ่งที่ดีกว่า, โบฺคทุม-ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข, ไบฺคชยัม- ด้วยการ ภิกขาจาร, อพิ-ถึงแม้ว่า, อิฮะ-ในชีวิตนี้, โลเค-ในโลกนี้, ฮัทวา -สังหาร, อารทฺะ- ได้ รับ, คามาน-ปรารถนา, ทุ-แต่, กุรูน-ผู้อาวุโส, อิฮะ-ในโลกนี้, เอวะ-แน่นอน, บํ ุนจี- ยะ-ผู้ที่ต้องหาความสุข, โบฺกาน-สิ่งที่ให้ความสุข, รุดิระ-เลือด, พระดิกดฺาน-เปื้อนด้วย
อยู่ในโลกนี้ด้วยการภิกขาจารยังดีกว่าที่จะอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายแห่งชีวิตของดวง วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นพระอาจารย์ของข้า แม้ปรารถนาผลกำาไรทางโลกแต่ก็ ยังเป็นผู้อาวุโส หากพวกท่านถูกสังหาร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความสุขของเราจะ เปื้อนไปด้วยเลือด
ตามหลักพระคัมภีร์ อาจารย์ผู้กระทำาสิ่งที่น่ารังเกียจ ขาดสติดุลยพินิจ สมควร ถูกทอดทิ้ง บีฺชมะและโดรณะจำาเป็นต้องอยู่ฝ่ายดุรโยดฺะนะ เพราะดุรโยดฺะนะช่วยเหลือ เรื่องการเงิน ทั้งสองท่านไม่ควรรับสถานภาพนี้เพียงเพื่อเห็นแก่เงินเท่านั้น เมื่อเป็นเช่น นี้ท่านได้สูญเสียคุณสมบัติความน่าเคารพนับถือในฐานะเป็นอาจารย์ไปแล้ว แต่อารจุนะ ทรงถือว่าท่านทั้งสองเป็นผู้อาวุโส หากถูกสังหารเท่ากับผลกำาไรทางวัตถุและความสุขที่ อารจุนะได้รับเป็นสิ่งปฏิกูลที่เปื้อนไปด้วยเลือด
นะ-ไม่, ชะ-เช่นกัน, เอทัท-นี้, วิดมะฮ-เรารู้, คะทะรัท-ซึ่ง, นะฮ-สำาหรับเรา, กะรียะฮ-ดีกว่า, ยัท วา-หรือไม่, จะเยมะ-เราอาจมีชัย, ยะดิ-ถ้า, วา-หรือ, นะฮ- เรา, จะเยยุฮ-พวกเขามีชัย, ยาน-เขาเหล่านั้น, เอวะ-แน่นอน, ฮัทวา-ด้วยการสังหาร, นะ-ไม่เคย, จิจีวิชามะฮ-เราต้องการที่จะมีชีวิตอยู่, เท-ทั้งหมด, อวัสทิทาฮ-สถิตอยู่, พระมุเคฺ-ข้างหน้า, ดฺารทะราชทราฮ-โอรสของดฺริทะราชทระ
เราไม่ทราบว่าสิ่งไหนดีกว่ากัน เอาชนะพวกเขาหรือให้พวกเขามีชัย หากสังหาร เหล่าโอรสของดฺริทะราชทระเราก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่เช่นกัน บัดนี้ พวกเขามายืนอยู่ ต่อหน้าเราในสมรภูมินี้แล้ว
อารจุนะทรงไม่ทราบว่าควรจะรบและเสี่ยงในการเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่ จำาเป็นหรือไม่ ถึงแม้การทำาศึกสงครามจะเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ หรือควรจะหลีกเลี่ยง การรบและไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยการภิกขาจาร หากไม่ได้รับชัยชนะการภิกขาจารก็เป็น หนทางเดียวที่จะประทังชีวิตอยู่ และชัยชนะก็มิใช่เป็นสิ่งแน่นอนเพราะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อาจมีชัยได้ แม้ชัยชนะกำาลังรออยู่ (การกระทำาเช่นนี้สมเหตุผล) หากเหล่าโอรสของ ดฺริทะราชทระตายในสนามรบก็เป็นการยากลำาบากมากที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจาก พวกเขา สถานการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนกับการพ่ายแพ้อีกอย่างหนึ่ง อารจุนะทรง พิจารณาอย่างรอบคอบ เช่นนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่เพียงเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ ขององค์ภควานเท่านั้น แต่ยังมีความรู้แจ้งอย่างสูง ทรงสามารถควบคุมจิตใจและ ประสาทสัมผัสของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยการ ภิกขาจาร แม้กำาเนิดในตระกูลกษัตริย์เป็นข้อบ่งชี้อีกอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าอารจุ นะทรงไม่ยึดติดและเป็นผู้มีคุณธรรมอย่างแท้จริง ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้บวกกับความ ศรัทธาที่มีต่อคำาดำารัสของชรีคริชณะ (พระอาจารย์ทิพย์) จึงสรุปได้ว่าอารจุนะทรงมี ความเหมาะสมเพื่อการหลุดพ้น นอกจากเราสามารถควบคุมประสาทสัมผัสได้ทั้งหมด มิฉะนั้น จะไม่มีโอกาสเจริญขึ้นมาสู่ระดับแห่งความรู้ หากไม่มีความรู้และการอุทิศตน เสียสละ เราจะไม่มีโอกาสได้รับความหลุดพ้น อารจุนะทรงมีคุณสมบัติทั้งหมดเหล่านี้ ซึ่งสำาคัญกว่าคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ในความสัมพันธ์ทางวัตถุ
คารพัณยะ-เล็กน้อย, โดชะ-ด้วยความอ่อนแอ, อุพะฮะทะ-ทำาให้เดือดร้อน, สวะ- บฺาวะฮ-บุคลิก, พริชชฺามิ-ข้าพเจ้าขอถาม, ทวาม-แด่พระองค์, ดฺารมะ-ศาสนา, สัมมูดฺะ-สับสน, เชทาฮ-ในหัวใจ, ยัท-อะไร, ชเรยะฮ-ดีทั้งหมด, สยาท-อาจจะ, นิชชิทัม-ความมั่นใจ, บรูฮิ-บอก, ทัท-นั้น, เม-แด่ข้าพเจ้า, ชิชยะฮ-สาวก, เท-ของ พระองค์, อฮัม-ข้าพเจ้าเป็น, ชาดิ-ได้โปรดสั่งสอน, มาม-ข้าพเจ้า, ทวาม-แด่พระองค์, พระพันนัม-ศิโรราบ
บัดนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกสับสนเกี่ยวกับหน้าที่และสูญเสียความสงบจนหมดสิ้น อันเนื่อง มาจากความอ่อนแอเล็กน้อย ในสภาวะเช่นนี้ข้าพเจ้าขอเรียนถามได้ทรงโปรด กรุณาตรัสอย่างชัดเจนด้วยว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำาหรับข้า บัดนี้ข้าพเจ้าขอนอบ น้อมเป็นสาวก วิญญาณดวงนี้ขอศิโรราบแด่พระองค์ ทรงโปรดกรุณาชี้ทาง
โดยวิถีทางของธรรมชาติระบบอันสมบูรณ์ของงกิจกรรมทางวัตถุเป็นต้นเหตุ แห่งความสับสนวุ่นวายสำาหรับทุกคน ความสับสนวุ่นวายมีอยู่ในทุกฝีก้าว ดังนั้น จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งหากเราเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ซึ่งสามารถให้คำาแนะนำาที่ เหมาะสมเพื่อนำาไปปฏิบัติให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิต วรรณกรรมพระเวททั้งหมด แนะนำาเราให้เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ เพื่อให้เป็นอิสระจากความสับสน วุ่นวายแห่งชีวิตซึ่งเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ปรารถนา เสมือนดั่งไฟป่าที่ลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่มี ใครจุด ลักษณะเดียวกัน สถานการณ์โลกทำาให้ชีวิตเกิดความสับสนวุ่นวายโดยปริยาย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครต้องการมัน ไม่มีใครต้องการให้ไฟไหม้แต่ไฟก็ไหม้และทำาให้เราสับสน วุ่นวาย ปรัชญาพระเวทแนะนำาว่า ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความสับสนวุ่นวายแห่งชีวิต และเข้าใจถึงศาสตร์แห่งการแก้ปัญหา เราต้องเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้อยู่ในสาย พะรัมพะรา บุคคลผู้มีพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้จะรู้แจ้งในทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้น เรา ไม่ควรอยู่ในความสับสนวุ่นวายทางวัตถุแต่ควรเข้าพบพระอาจารย์ นี่คือคำาอธิบายของ โศลกนี้
ใครคือบุคคลผู้อยู่ในความสับสนวุ่นวายทางวัตถุ? บุคคลนั้นคือผู้ที่ไม่เข้าใจ ปัญหาของชีวิต ใน บริฮัด-อารัณยะคะ อุพะนิชัด (3.8.10) ได้อธิบายถึงผู้สับสนวุ่นวาย ไว้ดังนี้ โย วา เอทัด อัคชะรัม การกิ อวิดิทวาสมาล โลคาท ไพรทิ สะ คริพะณะฮ “บุคคล ผู้มีความโลภไม่แก้ปัญหาชีวิตแม้เกิดมาเป็นมนุษย์ และจากโลกนี้ไปเหมือนแมวและสุนัข โดยไม่เข้าใจศาสตร์ความรู้แจ้งแห่งตน” ร่างมนุษย์มีคุณค่าสูงสุดสำาหรับสิ่งมีชีวิตในการ ที่จะใช้มันเพื่อแก้ปัญหาชีวิต ฉะนั้น ผู้ไม่ใช้โอกาสนี้อย่างเหมาะสมเป็นคนที่โง่เขลา อีก ด้านหนึ่ง มีพราหมณ์หรือผู้ฉลาดพอที่จะใช้ร่างกายนี้แก้ปัญหาชีวิตทั้งหมด ยะ เอทัด อัคชะรัม การกิ วิดิทวาสมาล โลคาท ไพรทิ สะ บราฮมะณะฮ
คริพะณะ หรือคนโลภเสียเวลากับความเสน่หาต่อครอบครัว สังคม และ ประเทศ ฯลฯ มากเกินไป ตามแนวคิดชีวิตแห่งโลกวัตถุ ส่วนมากจะยึดติดอยู่กับชีวิต ครอบครัว เช่น ภรรยา บุตร ธิดา และสมาชิกอื่น ๆ บนพื้นฐานของ ”โรคผิวหนัง” คริพะณะ คิดว่าตัวเขาเองสามารถปกป้องสมาชิกในครอบครัวให้พ้นจากความตาย ได้ หรือมิเช่นนั้น คริพะณะ ก็จะคิดว่าครอบครัวหรือสังคมสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้น จากเงื้อมมือของพญามัจจุราชได้ ความยึดติดกับครอบครัวเช่นนี้พบได้แม้ในสัตว์ชั้นต่ำา ที่ดูแลลูกของมันเช่นเดียวกัน ด้วยความมีสติปัญญาอารจุนะทรงเข้าใจว่าความเสน่หา ในการยึดติดต่อสมาชิกในครอบครัวและความปรารถนาที่จะปกป้องพวกเขาจากความ ตาย เป็นต้นเหตุแห่งความสับสนวุ่นวาย ถึงแม้อารจุนะทรงทราบดีว่าหน้าที่ในการรบรอ คอยพระองค์อยู่ แต่เนื่องมาจากความอ่อนแอเพียงเล็กน้อยทำาให้ไม่สามารถปฏิบัติตาม หน้าที่ได้ ฉะนั้น อารจุนะทรงตรัสถามคริชณะ ผู้ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุดเพื่อให้ ได้คำาตอบที่แน่นอน อารจุนะทรงถวายชีวิตแด่คริชณะด้วยการมาเป็นสาวก พระองค์ ทรงปรารถนาที่จะหยุดการสนทนาฉันมิตร การสนทนาระหว่างพระอาจารย์และสาวก เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง บัดนี้ อารจุนะทรงปรารถนาที่จะสนทนาอย่างจริงจังต่อหน้าพระ พักตร์ของผู้ที่พระองค์ทรงยอมรับว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์ ดังนั้น คริชณะทรงเป็นพระ อาจารย์ทิพย์องค์แรกแห่งศาสตร์ภควัต-คีตา และอารจุนะทรงเป็นสาวกรูปแรกที่เข้าใจ ภควัต-คีตา อารจุนะทรงเข้าใจภควัต-คีตาอย่างไรนั้น ได้กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา เอง ถึง กระนั้น ยังมีนักวิชาการทางโลกผู้เบาปัญญาอธิบายว่าเราไม่จำาเป็นต้องยอมจำานนต่อ คริชณะในฐานะที่ทรงเป็นบุคคล แต่ยอมจำานนต่อ “ผู้ที่ยังไม่เกิดภายในองค์คริชณะ” ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างภายในและภายนอกของคริชณะ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจเช่นนี้ เป็น บุคคลโง่เขลาเบาปัญญาที่สุดในความพยายามที่จะเข้าใจ ภควัต-คีตา โศลก
นะ-ไม่, ฮิ-แน่นอน, พระพัชยามิ-ข้าพเจ้าเห็น, มะมะ-ของข้าพเจ้า, อพะนุดยาท- สามารถขจัดออก, ยัท-สิ่งซึ่ง, โชคัม-ความเศร้าโศก, อุชโชฺชะณัม-แห้งผาก, อินดริ ยาณาม-ของประสาทสัมผัส, อวาพยะ-บรรลุถึง, บํ ูโม-บนโลก, อสะพัทนัม-โดยไม่มี คู่แข่ง, ริดดัม-มั่งคั่ง, ราจยัม-อาณาจักร, สุราณาม-ของเหล่าเทวดา, อพิ-ถึงแม้, ชะ- เช่นกัน, อาดิพัทยัม-ยิ่งใหญ่ที่สุด
ข้าพเจ้าไม่สามารถหาวิธีขจัดความทุกข์ที่ทำาให้ประสาทสัมผัสเหือดแห้งลงได้ ถึงแม้ได้รับชัยชนะทั้งทรัพย์สมบัติและอาณาจักรที่ไร้คู่แข่งบนโลกนี้ พร้อมทั้ง อำานาจสูงสุดเยี่ยงเทวดาบนสวรรค์ ก็จะไม่สามารถขจัดปัดเป่ามันออกไปได้
ถึงแม้ว่าอารจุนะทรงยกข้ออ้างมากมาย ตามหลักความรู้ทางศาสนาและหลัก ศีลธรรม แต่ดูเหมือนว่าไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก พระอาจารย์ทิพย์องค์ชรีคริชณะ อารจุนะทรงสามารถเข้าใจว่าสิ่งที่สมมุติว่าเป็นความ รู้ที่มีอยู่นั้นใช้ไม่ได้ในการที่จะขจัดปัดเป่าปัญหาที่ทำาให้พระวรกายของพระองค์แห้งผาก ลง และเป็นไปไม่ได้ที่อารจุนะจะทรงสามารถแก้ปัญหาความสับสันวุ่นวายนี้ได้โดยไม่ ได้รับความช่วยเหลือจากพระอาจารย์ทิพย์เช่นคริชณะ ความรู้ทางโลก ความเป็นผู้คง แก่เรียน และตำาแหน่งสูง ๆ ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ใช้ไม่ได้ในการนำามาแก้ปัญหาชีวิต พระ อาจารย์ทิพย์เช่นคริชณะเท่านั้นที่ทรงสามารถให้ความช่วยเหลือเราได้ ฉะนั้น ข้อสรุป คือพระอาจารย์ทิพย์ผู้มีคริชณะจิตสำานึกร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือ ได้เพราะท่านสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ องค์เชธันญะตรัสว่าผู้ที่มีความรู้จริงในศาสตร์ แห่งคริชณะจิตสำานึกจึงจะเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่แท้จริง ไม่ว่าสถานภาพทางสังคม ของท่านจะเป็นเช่นไร
เย คริชณะ-ทัททวะ-เวททา, เส ′กุรุ´ ฮะยะ “มันไม่สำาคัญที่บุคคลเป็น วิพระ (ผู้มีความรู้มากในปรัชญาพระเวท) ผู้เกิดในตระกูล ต่ำา หรือเป็นผู้ใช้ชีวิตสละโลกวัตถุ หากผู้ใดมีความรู้จริงในศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำานึก ผู้นั้นสมบูรณ์และเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้” (เชธันญะ-ชะริทามริทะ, มัดฺยะ 8.128) ดังนั้น หากไม่มีความรู้จริงในศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำานึก ไม่มีผู้ใดสามารถเป็น พระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้ ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทอีกเช่นกันว่า
“บระฮมะณะ ผู้คงแก่เรียนมีความชำานาญในสาขาวิชาของพระเวททั้งหมด ยังไม่เหมาะ สมที่จะมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์ หากมิได้เป็นไวชณะวะหรือผู้มีความชำานาญใน ศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำานึก แต่ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำาสามารถมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่ เชื่อถือได้ หากว่าผู้นั้นเป็นไวชณะวะหรือมีคริชณะจิตสำานึก” (พัดมะ พุราณะ)
ปัญหาชีวิตทางวัตถุ เช่น การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย แก้ไขไม่ได้ ด้วยการสะสมทรัพย์สมบัติและพัฒนาเศรษฐกิจ มีส่วนต่าง ๆ มากมายในโลกที่รัฐมีสิ่ง อำานวยความสะดวกแด่ชีวิตอย่างสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความมั่งคั่งและเศรษฐกิจที่ดีแต่ ปัญหาทางวัตถุก็ยังปรากฏอยู่ พวกเขาเสาะแสวงหาสันติภาพด้วยวิธีต่าง ๆ แต่จะได้รับ ความสุขอย่างแท้จริงก็ด้วยการมาปรึกษากับคริชณะหรือ ภควัต-คีตา และ ชรีมัด- บฺากะวะธัม เท่านั้น ซึ่งประกอบกันเป็นศาสตร์แห่งคริชณะ โดยผ่านทางผู้แทนที่เชื่อถือ ได้ของคริชณะ หรือบุคคลในคริชณะจิตสำานึก
หากการพัฒนาเศรษฐกิจและความสะดวกสบายทางวัตถุสามารถขจัดความ เศร้าโศกเสียใจของเราจากความมึนเมาทางครอบครัว สังคม ชาติ และระดับนานาชาติ ได้ อารจุนะคงไม่ตรัสว่า แม้แต่ราชอาณาจักรในโลกที่ไร้ศัตรูคู่แข่ง หรืออำานาจสูงสุด เยี่ยงเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ยังไม่สามารถขจัดความเศร้าโศกของพระองค์ได้ ฉะนั้น อารจุนะจึงทรงแสวงหาที่พึ่งในคริชณะจิตสำานึก และนี่คือวิถีทางที่ถูกต้องเพื่อสันติภาพ และความสามัคคี การพัฒนาเศรษฐกิจหรืออำานาจความยิ่งใหญ่ในโลกอาจจบสิ้นลงใน วินาทีใดก็ได้ จากกลียุคแห่งธรรมชาติวัตถุ แม้วิวัฒนาการที่จะไปอยู่ในดาวเคราะห์ที่สูง กว่า ดังที่มนุษย์พยายามขึ้นไปบนดวงจันทร์ สิ่งนี้อาจจบสิ้นลงในวินาทีใดก็ได้ ภควัต- คีตา ยืนยันไว้ดังนี้ คชีเณ พุณเย มารทยะ-โลคัม วิชันทิ “เมื่อผลบุญหมดสิ้น เราจะ ตกต่่ำาลงมาจากจุดสูงสุดแห่งความสุขมาสู่สภาพชีวิตที่ต่ำาสุด” มีนักการเมืองมากมาย ในโลกที่ตกต่ำาลงมาในทำานองนี้ การตกต่ำาลงมาเช่นนี้เป็นอีกเหตุหนึ่งที่เพิ่มความเศร้า โศกให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ฉะนั้น หากเราต้องการขจัดความเศร้าโศกให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร เราต้อง ยอมรับเอาคริชณะเป็นที่พึ่ง ดังเช่นอารจุนะทรงปรารถนาจะทำา ดังนั้น อารจุนะจึงทรง ตรัสถามคริชณะให้ทรงช่วยแก้ปัญหาอย่างถอนรากถอนโคน และนี่คือวิธีแห่งคริชณะ จิตสำานึก
สันจะยะฮ อุวาชะ-สันจะยะกล่าวว่า, เอวัม-ดังนั้น, อุคทวา-ตรัส, ฮริชีเคชัม-แด่ คริชณะเจ้าแห่งประสาทสัมผัส, กุดาเคชะฮ-อารจุนะเจ้าแห่งผู้ขจัดอวิชชา, พะรันทะ พะฮ-ผู้กำาราบศัตรู, นะ โยทสเย-ข้าพเจ้าจะไม่ต่อสู้, อิทิ-ดังนั้น, โกวินดัม-แด่คริชณะ ผู้ให้ความสุขแด่ประสาทสัมผัส, อุคทวา-ตรัส, ทูชณีม-นิ่งเงียบ, บะบํ ูวะ-มาเป็น, ฮะ- แน่นอน
สันจะยะกล่าวว่า หลังจากตรัสเช่นนี้แล้วอารจุนะผู้กำาราบศัตรูตรัสต่อคริชณะว่า “ข้าแต่องค์โกวินดะ ข้าพเจ้าจะไม่รบ” และมีอาการสงบนิ่ง
พระราชาดฺริทะราชทระทรงมีความยินดีมากที่รู้ว่าอารจุนะไม่ยอมรบ และจะ หนีออกจากสนามรบเพื่อไปภิกขาจารหาเลี้ยงชีพ แต่สันจะยะได้ทำาให้ดฺริทะราชทระทรง ผิดหวังอีกครั้งหนึ่งด้วยการกล่าว อารจุนะทรงมีความสามารถในการสังหารศัตรู (พะรัน ทะพะฮ) ถึงแม้อารจุนะในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกอันมิบังควร เนื่องจากความ รักความห่วงใยที่มีต่อครอบครัว อารจุนะทรงยอมศิโรราบมาเป็นสาวกของคริชณะพระ อาจารย์ทิพย์สูงสุด แสดงให้เห็นว่าในไม่ช้าจะเป็นอิสระจากความเศร้าโศกอันมิควรซึ่ง มีผลสืบเนื่องมาจากความรักและความห่วงใยในครอบครัว และจะได้รับแสงสว่างจาก ความรู้อันสมบูรณ์ในการรู้แจ้งแห่งตนหรือคริชณะจิตสำานึก จากนั้น อารจุนะจะทรง ลุกขึ้นมาสู้อย่างแน่นอน ดังนั้น ความสุขของดฺริทะราชทรงถูกทำาให้เลือนหายไป เพราะ คริชณะทรงทำาให้อารจุนะได้รับแสงสว่างและจะต่อสู้จนถึงที่สุด
ทัม-แต่เขา, อุวาชะ-ตรัส, ฮริชีเคชะฮ-คริชณะเจ้าแห่งประสาทสัมผัส, พระฮะสัน- ทรงแย้มพระสรวล, อิวะ-เหมือนเช่นนั้น, บฺาระทะ-โอ้ ดฺริทะราชทระผู้สืบราชวงศ์ บฺาระทะ, เสนะโยฮ-ของศัตรู, อุบฺะโยฮ-ของทั้งสองฝ่าย, มัดฺเย-ระหว่าง, วิชีดันทัม- แด่ผู้ที่มีความโศกเศร้า, อิดัม-ต่อไปนี้, วะชะฮ-คำาพูด
โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ ขณะนั้นคริชณะทรงแย้มพระสรวลอยู่ท่ามกลางกองทัพ ทั้งสองฝ่าย และตรัสแด่อารจุนะผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก ดังต่อไปนี้
การสนทนาได้ดำาเนินต่อไประหว่างสหายสนิทผู้ทรงมีพระนามว่าฮริชีเคชะและ กุดาเคชะ ในฐานะที่เป็นสหายทั้งคู่ทรงอยู่ในระดับเดียวกัน แต่เมื่อองค์หนึ่งอาสามาเป็น ศิษย์ คริชณะทรงแย้มพระสรวลเพราะสหายของพระองค์ยอมมาเป็นศิษย์ ในฐานะที่เป็น เจ้าของมวลชีวิตพระองค์ทรงอยู่ในสถานภาพที่เหนือกว่า คือเป็นพระอาจารย์ของทุก ๆ ชีวิต แต่พระองค์ทรงยอมมาเป็นสหาย เป็นโอรส หรือเป็นที่รักของสาวกผู้ปรารถนาให้ พระองค์แสดงบทเหล่านี้ เมื่อได้รับการยอมรับให้เป็นพระอาจารย์ก็ทรงรับบทนี้ทันที และตรัสต่อสาวกเยี่ยงพระอาจารย์ด้วยสุรเสียงอันหนักแน่น การสนทนาระหว่างพระ อาจารย์และศิษย์แลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดเผยต่อหน้ากองทัพทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ ของทุกคน ฉะนั้น การสนทนา ภคัวต-คีตา มิใช่สำาหรับเฉพาะบุคคล สมาคม หรือ เฉพาะสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น แต่สำาหรับทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูก็มี สิทธิ์รับฟังได้เท่าเทียมกัน
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ-บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อโชชยาน-ไม่ควรค่าแก่การ เศร้าโศก, อันวะโชชะฮ-เธอกำาลังโศกเศร้า, ทวัม-ท่าน, พระกยา-วาดาน-พูดอย่างมี การศึกษาสูง, ชะ-เช่นกัน, บฺาชะเส-พูด, กะทะ-สูญเสีย, อสูน-ชีวิต, อกะทะ-ไม่ผ่านพ้น, อสูน- ชีวิต, ชะ-เช่นกัน, นะ-ไม่เคย, อนุโชชันทิ-เศร้าโศก, พัณดิทาฮ-ผู้มีความรู้สูง
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า ขณะที่พูดด้วยวาจาอันสูงส่งแต่เธอกลับมา เศร้าโศกกับสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่ความโศกเศร้า ผู้มีปัญญาจะไม่เศร้าโศกไปกับผู้ที่ ยังมีชีวิตอยู่หรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
ทันทีที่องค์ภควานทรงรับตำาแหน่งเป็นพระอาจารย์ ทรงสั่งสอนศิษย์ด้วยการ เรียกโดยอ้อมว่า เจ้าคนโง่ คริชณะตรัสว่า “เธอพูดเหมือนกับนักปราชญ์แต่ไม่รู้ว่าผู้ที่ เป็นนักปราชญ์หรือผู้ที่รู้ข้อแตกต่างระหว่างร่างกายกับดวงวิญญาณ จะไม่เศร้าโศกไม่ ว่าร่างกายจะอยู่ในสภาวะที่มีชีวิิตอยู่หรือตายไปแล้ว” ดังที่จะอธิบายในบทต่อ ๆ ไป ให้ทราบชัดเจนว่า ความรู้หมายถึงรู้วัตถุและดวงวิญญาณและรู้ถึงผู้ควบคุมทั้งสองสิ่ง นี้ อารจุนะทรงโต้เถียงว่า เราควรจะให้ความสำาคัญแก่หลักศาสนามากกว่าการเมือง หรือการสังคม แต่อารจุนะทรงไม่ทราบว่าความรู้วัตถุ ดวงวิญญาณ และองค์ภควาน มีความสำาคัญกว่าพิธีกรรมทางศาสนา หากไม่มีความรู้เช่นนี้ก็ไม่ควรอวดอ้างตนเอง ว่าเป็นผู้มีความรู้สูง เพราะไม่รู้ จึงต้องมาเศร้าโศกกับสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่ความโศกเศร้า ร่างกายที่เกิดมาแล้วจะต้องมาถึงจุดจบไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ ฉะนั้น ร่างกายจึงไม่สำาคัญเท่า ดวงวิญญาณ ผู้ทราบเช่นนี้จึงจะเป็นผู้รู้ที่แท้จริง บุคคลผู้นี้จะไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ อันเนื่องมาจากร่างกายวัตถุ
นะ-ไม่เคย, ทุ-แต่, เอวะ-แน่นอน, อฮัม-ข้าพเจ้า, จาทุ-ทุกขณะ, นะ-ไม่, อาสัม-เป็นอยู่, นะ-ไม่, ทวัม-ท่าน, นะ-ไม่, อิเม-ทั้งหมดนี้, จะนะ-อดิพาฮ-เหล่ากษัตริย์, นะ-ไม่, ชะ- เช่นกัน, เอวะ-แน่นอน, นะ-ไม่, บฺะวิชยามะฮ-จะมีชีวิตอยู่, สารเว วะยัม-เราทั้งหมด, อทะฮ พะรัม-หลังจากนี้
ไม่มีขณะใดเลยที่ตัวข้า ตัวเธอ หรือกษัตริย์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีชีวิตอยู่ แม้ใน อนาคตพวกเราทั้งหมดก็จะยังคงมีชีวิตอยู่
ในคัมภีร์พระเวท คะทฺะ อุพะนิชัด รวมทั้งใน ชเวทาชวะทะระ อุพะนิชัด ได้ กล่าวไว้ว่า บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ค้ำาจุนสิ่งมีชีวิตจำานวนนับไม่ถ้วน ตามสภาวะกรรมและผลกรรมของแต่ละชีวิต และภาคที่แยกมาจากบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุก ๆ ชีวิต นักบุญเท่านั้นที่ สามารถเห็นบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทั้งภายในและภายนอก และสามารถ ได้รับความสงบที่สมบูรณ์นิรันดรอย่างแท้จริง
(Kaṭha Upaniṣad 2.2.13)
สัจธรรมพระเวทที่ทรงให้แด่อารจุนะก็ทรงให้กับทุก ๆ คนในโลก ที่อ้าง ว่าตนเองมีการศึกษาสูงแต่อันที่จริงด้อยการศึกษา องค์ภควานตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์เอง อารจุนะ และบรรดากษัตริย์ทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน ณ สมรภูมิแห่งนี้ แท้ ที่จริงแล้วเป็นปัจเจกบุคคลนิรันดร องค์ภควานทรงเป็นผู้ค้ำาจุนมวลปัจเจกชีวิตทั้ง ในสภาวะวัตถุและสภาวะหลุดพ้นแล้ว บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นปัจเจก บุคลิกภาพสูงสุด อารจุนะสหายนิรันดรของพระองค์ และกษัตริย์ทั้งหมดที่มาชุมนุมกัน อยู่ ณ ที่นี้ ทรงเป็นปัจเจกบุคคลนิรันดร มิใช่ว่ามิได้เป็นปัจเจกบุคคลในอดีต และมิใช่ ว่าจะไม่มีชีวิตอยู่เป็นปัจเจกบุคคลตลอดเวลา ความเป็นปัจเจกบุคคลมีอยู่ในอดีต และ ความเป็นปัจเจกบุคคลจะคงมีอยู่ต่อไปในอนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่ จะต้องเศร้าโศกต่อผู้ใด
ทฤษฎีของมายาวาดีที่ว่า หลังจากหลุดพ้นเป็นอิสรภาพแล้วปัจเจกวิญญาณ จะถูกแยกออกจากการครอบงำาของมายาหรือความหลง และจะกลืนหายเข้าไปใน บระฮมัน อันไร้รูปลักษณ์ สูญเสียความเป็นปัจเจกบุคคล องค์ชรีคริชณะผู้ที่เชื่อถือได้ สูงสุดทรงไม่เห็นด้วย ณ ที่นี้ หรือทฤษฎีที่ว่าเราคิดถึงความเป็นปัจเจกบุคคลในเฉพาะ สภาวะวัตถุเท่านั้น ทฤษฎีนี้มิได้รับการยอมรับ องค์คริชณะตรัสอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่า ในอนาคตก็เช่นกัน ความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ และทุก ๆ ชีวิตจะคงอยู่ตลอด ไปนิรันดร ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน อุพะนิชัด คำาดำารัสเช่นนี้ของคริชณะทรงเป็นที่เชื่อถือได้ เพราะว่าคริชณะทรงไม่อยู่ภายใต้ความหลง หากความเป็นปัจเจกบุคคลไม่เป็นความ จริง คริชณะจะไม่ทรงเน้นมากเช่นนี้ แม้ในอนาคต มายาวาดีอาจโต้เถียงว่า ปัจเจกบุคคล ที่คริชณะตรัสมิใช่เป็นทิพย์ แต่เป็นวัตถุ ถึงแม้ว่าเรายอมรับข้อโต้เถียงว่าปัจเจกบุคคลเป็น วัตถุ แล้วเราจะแยกความเป็นปัจเจกบุคคลของคริชณะได้อย่างไร คริชณะทรงยืนยันความเป็น ปัจเจกบุคคลของพระองค์ในอดีตและทรงยืนยันความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ใน อนาคตเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงยืนยันความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ในหลาย ๆ ทาง และ บระฮมัน อันไร้รูปลักษณ์ได้อธิบายไว้ว่าเป็นรองลงมาจากพระองค์ คริชณะ ทรงอนุรักษ์ความเป็นปัจเจกทิพย์เรื่อยมา ถ้าหากว่าเรายอมรับพระองค์ว่าทรงเป็น พันธวิญญาณธรรมดาในปัจเจกจิตสำานึก ภควัต-คีตา ของพระองค์ก็จะไม่มีคุณค่าว่า เป็นพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้ บุคคลธรรมดาผู้มีจุดอ่อนที่บกพร่องสี่ประการของมนุษย์ไม่ สามารถสอนสิ่งที่มีคุณค่าควรสดับฟังได้ คีตา อยู่เหนือวรรณกรรมเช่นนี้ ไม่มีหนังสือ ใด ๆ ทางโลกเปรียบเทียบได้กับ ภควัต-คีตา หากเรายอมรับว่าคริชณะทรงเป็นบุคคล ธรรมดา คีตา จะสูญเสียความสำาคัญโดยสิ้นเชิง มายาวาดีอาจเถียงว่าความหลาก หลายบุคลิกภาพที่ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้เป็นไปตามประเพณีนิยม และหมายถึงร่างกาย แต่โศลกก่อนหน้านี้แนวคิดทางร่างกายเช่นนี้ได้ถูกตำาหนิไว้แล้ว หลังจากการตำาหนิ แนวคิดทางร่างกายของสิ่งมีชีวิตไปแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่คริชณะจะทรงเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างกายตามประเพณีนิยมอีก ฉะนั้น ความเป็นปัจเจกบุคคลจะคงอนุรักษ์ ไว้บนพื้นฐานความเป็นทิพย์และได้รับการยืนยันไว้โดย อาชารยะ ผู้ยิ่งใหญ่ เช่น ชรี รามานุจะ ฯลฯ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนหลายแห่งใน คีตา ว่าปัจเจกบุคคลทิพย์นี้ สาวก ขององค์ภควานเท่านั้นจึงสามารถเข้าใจ ผู้อิจฉาคริชณะว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้าไม่มีหนทางเข้าถึงวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้นี้ การเข้าหาหลัก ธรรม คีตา ของผู้ไม่ใช่สาวก คล้ายกับผึ้งที่ไปเลียอยู่ที่ขวดน้ำาผึ้ง เราไม่สามารถลิ้มรส น้ำาผึ้งได้นอกจากเราจะเปิดขวดมาชิม ในลักษณะเดียวกัน ความเร้นลับของ ภควัต- คีตา สามารถเข้าใจได้โดยสาวกเท่านั้น ไม่มีผู้อื่นสามารถลิ้มรสได้ ดังที่ได้กล่าวไว้ในบท ที่สี่ของคีตา ผู้ที่อิจฉาความเป็นอยู่ขององค์ภควานไม่สามารถแตะต้อง คีตา ได้ ฉะนั้น คำาอธิบาย คีตา ของมายาวาดีเป็นการให้ข้อมูลที่ผิดไปจากความเป็นจริงทั้งหมด องค์ เชธันญะทรงห้ามเรามิให้อ่านคำาอธิบายที่เขียนโดยมายาวาดี และทรงเตือนเราว่าผู้ที่รับ เอาแนวคิดของปรัชญามายาวาดีจะสูญเสียพลังอำานาจทั้งหมดในการเข้าใจความเร้น ลับอันแท้จริงของ คีตา หากปัจเจกบุคคลหมายถึงจักรวาลแห่งทฤษฏี คำาสั่งสอนของ องค์ภควานก็ไม่มีความจำาเป็น ความหลากหลายบุคลิกภาพของปัจเจกวิญญาณและ องค์ภควานเป็นความจริงอมตะ และคัมภีร์พระเวทได้ยืนยันไว้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
เดฮินะฮ-ของร่างกาย, อัสมิน-ในนี้, ยะทฺา-ดังเช่น, เดเฮ-ในร่างกาย, โคมารัม-วัยเด็ก, โยวะนัม-วัยรุ่น, จะรา-วัยชรา, ทะทฺา-เช่นเดียวกัน, เดฮะ-อันทะระ-แห่งการ เปลี่ยนแปลงของร่างกาย, พราพทิฮ-ความสำาเร็จ, ดีระฮ-มีสติ, ทะทระ-จากนั้น, นะ- ไม่เคย, มุฮยะทิ -อยู่ในความหลง
ดังเช่นดวงวิญญาณในร่างวัตถุเดินทางผ่านจากร่างวัยเด็กมาสู่ร่างวัยรุ่นและเข้า สู่ร่างวัยชรา ในลักษณะเดียวกัน ดวงวิญญาณจะผ่านจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง เมื่อตาย ผู้มีสติจะไม่สับสนต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
เนื่องจากทุกชีวิตเป็นปัจเจกวิญญาณ แต่ละชีวิตจึงเปลี่ยนร่างกายอยู่ทุก ๆ วินาทีบางเวลาปรากฏออกมาเป็นร่างเด็ก บางเวลาเป็นร่างหนุ่มสาว และบางเวลาเป็น ร่างคนแก่ แต่ว่าดวงวิญญาณดวงเดียวกันนี้จะคงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในที่สุด ปัจเจกวิญญาณนี้จะเปลี่ยนร่างเมื่อตายและย้ายเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่ง แน่นอนว่าเราจะ มีอีกร่างหนึ่งในชาติหน้า อาจเป็นร่างวัตถุหรือร่างทิพย์ จึงไม่มีเหตุให้อารจุนะทรงต้อง เสียใจจากการตายของบีฺชมะหรือโดรณะที่ทรงเป็นห่วงใยยิ่งนัก อารจุนะทรงควรยินดี ในการเปลี่ยนจากร่างชราไปสู่ร่างใหม่ของท่านทั้งสองซึ่งทำาให้ได้รับพลังงานใหม่ การ เปลี่ยนร่างเช่นนี้นำาไปสู่ความสุขหรือความทุกข์อย่างหลากหลายแล้วแต่กรรมหรือการ กระทำาในชีวิต บีฺชมะและโดรณะเป็นดวงวิญญาณประเสริฐ ดังนั้นแน่นอนว่าจะต้องได้ รับร่างทิพย์ในชาติหน้า หรืออย่างน้อยที่สุดจะได้ใช้ชีวิตในร่างเทวดาเพื่อความสุขทาง วัตถุที่สูงกว่า ดังนั้น จึงไม่มีเหตุให้เสียใจไม่ว่าในกรณีใด
ผู้ใดที่รู้พื้นฐานเดิมแท้อย่างสมบูรณ์ของปัจเจกวิญญาณ อภิวิญญาณ และ ธรรมชาติทั้งวัตถุและทิพย์ มีชื่อว่า ดีฺระ หรือผู้มีความสุขุมคัมภีรภาพมากที่สุด บุคคล เช่นนี้จะไม่ให้การเปลี่ยนร่างกายมาลวงตาได้
ทฤษฎีความเป็นหนึ่งของดวงวิญญาณโดยมายาวาดี รับพิจารณาไว้ไม่ได้ บน พื้นฐานที่ว่าดวงวิญญาณไม่สามารถถูกตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ หากดวงวิญญาณ สามารถถูกตัดให้แบ่งแยกออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้จะทำาให้องค์ภควาน ทรง แตกแยกหรือเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งขัดกับหลักที่ว่าดวงวิญญาณขององค์ภควานทรง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คีตา ได้ยืนยันไว้ว่าละอองอณูขององค์ภควานจะทรงเป็นอยู่ นิรันดร (สะนาทะนะ) และเรียกว่า คชะระ หมายถึงดวงวิญญาณที่มีแนวโน้มตกต่ำาลง สู่ธรรมชาติวัตถุ ละอองวิญญาณเหล่านี้จะเป็นเช่นนี้นิรันดร และหลังจากหลุดพ้นได้รับ อิสรภาพแล้วปัจเจกวิญญาณยังคงเป็นละอองอณูเหมือนเดิม แต่เมื่อหลุดพ้นแล้วเขาจะ ใช้ชีวิตทิพย์ที่เป็นอมตะ มีความสุขเกษมสำาราญ และมีความรู้ร่วมกับบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้า ทฤษฏีการสะท้อนกลับใช้ได้กับอภิวิญญาณที่ทรงประทับอยู่ในทุก ๆ ร่าง มีพระนามว่า พะระมาทมา พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกชีวิต เมื่อท้องฟ้าสะท้อน อยู่ในน้ำาภาพสะท้อนนั้นจะปรากฏให้เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดวงดาวเช่น เดียวกัน ดวงดาวเปรียบเสมือนกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เปรียบ เสมือนองค์ภควาน อารจุนะทรงเปรียบเสมือนปัจเจกวิญญาณซึ่งเป็นละอองอณู และ ดวงวิญญาณสูงสุดคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะ ทั้งคู่ทรงมิได้อยู่ในระดับ เดียวกัน ดังจะปรากฏให้เห็นในตอนต้นของบทที่สี่ หากว่าอารจุนะทรงอยู่ในระดับเดียว กันกับคริชณะ และคริชณะทรงไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอารจุนะ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน และผู้รับคำาสอนจะไม่มีความหมาย เพราะทั้งคู่ถูกลวงตาด้วยพลังแห่งความหลง (มายา) ดังนั้น ไม่จำาเป็นต้องมีผู้สอนและผู้รับคำาสอน การสอนเช่นนี้จะไร้ประโยชน์เพราะว่าภาย ใต้อุ้งมือของพระนาง มายา ไม่มีผู้ใดเป็นผู้สอนที่เชื่อถือได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เป็นที่ยอมรับแล้วว่าองค์ชรีคริชณะทรงเป็นองค์ภควานที่มีสถานภาพอยู่เหนือสิ่งมีชีวิต เช่นอารจุนะผู้ทรงเป็นดวงวิญญาณหลงลืมที่ถูก มายา ครอบงำา
มาทรา-สพารชาฮ-การสำาเหนียกทางประสาทสัมผัส, ทุ-เท่านั้น, คะอุนเทยะ-โอ้ โอรส พระนางคุนที, ชีทะ-ฤดูหนาว, อุชณะ-ฤดูร้อน, สุคฺะ- ความสุข, ดุฮคฺะ-ความเจ็บปวด, ดาฮ-ให้, อากะมะ-ปรากฏ, อพายินะฮ-ไม่ปรากฏ, อนิทยาฮ-ไม่ถาวร, ทาน-ทั้งหมด, ทิทิคชัสวะ -เพียงพยายามอดทน, บฺาระทะ-โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บะระทะ
โอ้ โอรสพระนางคุนที การปรากฏและไม่ปรากฏอันไม่ถาวรแห่งความสุขและ ความทุกข์ที่เป็นไปตามกาลเวลานั้น เปรียบเสมือนการปรากฏและไม่ปรากฏของ ฤดูหนาวและฤดูร้อน ซึ่งเกิดขึ้นจากการสำาเหนียกของประสาทสัมผัส โอ้ ผู้สืบ ราชวงศ์บฺะระทะ เราต้องเรียนรู้ถึงการอดทนต่อสิ่งเหล่านี้โดยไม่หวั่นไหว
ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง เราต้องเรียนรู้การอดทนต่อการปรากฏและ ไม่ปรากฏแห่งความสุขและความทุกข์อันไม่ถาวร ตามคำาสั่งสอนของพระเวทว่าเราต้อง อาบน้ำาในตอนเช้าตรู่ แม้ในเดือน มากฺะ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งในช่วงนี้จะหนาว มาก ถึงกระนั้นผู้ปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาจะไม่ลังเลในการอาบน้ำา ลักษณะเดียวกัน สตรีจะไม่ลังเลในการอยู่ครัวเพื่อปรุงอาหารในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนซึ่งเป็นช่วง ที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน เราต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราแม้อากาศจะไม่เอื้ออำานวยความ สะดวก เช่นเดียวกันการต่อสู้เป็นหลักศาสนาของ คชัทริยะ แม้จะต้องต่อสู้กับสหาย หรือสังคญาติ เราไม่ควรบ่ายเบี่ยงจากหน้าที่ที่กำาหนดไว้ เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ กำาหนดไว้ตามหลักศาสนาเพื่อพัฒนาระดับความรู้ เนื่องจากความรู้และการอุทิศตนเสีย สละเท่านั้นที่สามารถนำาเราให้หลุดพ้นจากบ่วงของ มายา หรือความหลงได้
ทั้งสองพระนามที่ทรงใช้เรียกอารจุนะมีความสำาคัญเช่นเดียวกัน คะอุนเทยะ แสดงถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายพระมารดา และ บฺาระทะ แสดง ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของฝ่ายพระบิดา อารจุนะทรงได้รับมรดกอันยิ่งใหญ่จากทั้งสอง ฝ่าย และมรดกอันยิ่งใหญ่นี้ทำาให้ทรงต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูก ต้อง ดังนั้น อารจุนะทรงไม่สามารถหลึกเลี่ยงการต่อสู้ได้
ยัม-ผู้ซึ่ง, ฮิ-แน่นอน, นะ-ไม่เคย, วิยะทฺะยันทิ-มีความทุกข์, เอเท-ทั้งหมดนี้, พุรุชัม- แด่บุคคล, พุรุชะ-ริชะบฺะ-โอ้ ผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์, สะมะ-ไม่เปลี่ยนแปลง, ดุฮคฺะ- ในความทุกข์, สุคัฺม-และความสุข, ดีรัม-ความอดทน, สะฮ-เขา, อมริทัทวายะ-เพื่อ อิสรภาพ, คัลพะเท-พิจารณาว่ามีสิทธิ์
โอ้ ผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ (อารจุนะ) ผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อความสุขและความ ทุกข์และมีความมั่นคงในทั้งสองสิ่ง เป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้นอย่างแน่นอน
ผู้ใดมีความแน่วแน่มั่นคงเพื่อความเจริญแห่งความรู้แจ้งทิพย์ และสามารถ ทนต่อการโจมตีของทั้งความทุกข์และความสุข เป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้นอย่าง แน่นอน ในสถาบัน วารณาชระมะ ระดับที่สี่ของชีวิตเรียกว่าระดับสละโลก (สันนยาสะ) เป็นสภาวะที่ต้องใช้ความอุตสาหะมาก แต่ผู้ที่มีความจริงจังในการทำาให้ชีวิตของตน สมบูรณ์จะต้องบรรพชาในระดับ สันนยาสะ อย่างแน่นอน ถึงแม้จะมีความยากลำาบาก อย่างมากมาย ความยากลำาบากโดยทั่วไปเกิดขึ้นจากการที่ต้องตัดความสัมพันธ์ทาง ครอบครัว ยกเลิกความสัมพันธ์กับภรรยาและบุตรธิดา ถ้าหากว่าใครสามารถอดทน ต่อความยากลำาบากเช่นนี้ได้ หนทางรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณของเขาจะสมบูรณ์อย่าง แน่นอน ในทำานองเดียวกัน การปฏิบัติหน้าที่ของอารจุนะในฐานะ คชัทริยะ ทรงได้รับ การชี้นำาให้มีความวิริยะอุตสาหะ ถึงแม้ว่าจะเป็นความยากลำาบากที่จะต้องสู้รบกับ สมาชิกในครอบครัวของตนเองหรือผู้ที่พระองค์รัก องค์เชธันญะทรงบรรพชาในระดับ สันนยาสะ เมื่อพระชนมายุเพียงยี่สิบสี่พรรษาในขณะที่ภรรยาสาวและพระมารดาผู้สูง วัยไม่มีใครดูแล ซึ่งยังต้องพึ่งพระองค์อยู่ แต่เพื่อเหตุผลที่สูงกว่าจึงจำาเป็นต้องบรรพชา ในระดับ สันนยาสะ และทรงมีความแน่วแน่มั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่ที่สูงกว่า นี่คือวิถี ทางเพื่อบรรลุถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ
นะ-ไม่เคย, อสะทะฮ-แห่งการไม่มีอยู่, วิดยะเท-มี, บฺาวะฮ-ความทนทาน, นะ-ไม่เคย, อบฺาวะฮ-คุณภาพที่เปลี่ยนแปลง, วิดยะเท-มี, สะทะฮ-แห่งอมตะ, อุบฺะโยฮ-ของทั้ง สอง, อพิ-เป็นความจริง, ดริชทะฮ-สังเกตดู, อันทะฮ-สรุป, ทุ-แน่นอน, อนะโยฮ-ของ เขาทั้งหลาย, ทัททวะ-แห่งความจริง, ดารชิบิฮ-โดยผู้เห็น
ผู้เห็นสัจธรรมได้สรุปไว้ว่า สำาหรับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง (ร่างกายวัตถุ) จะไม่มีความ คงทนถาวร และสำาหรับสิ่งที่เป็นอมตะ (ดวงวิญญาณ) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง พวกเขาสรุปเช่นนี้จากการศึกษาธรรมชาติของทั้งสองสิ่ง
ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไม่มีความคงทนถาวร เนื่องจากร่างกายเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลาจากการกระทำาและผลการกระทำาของเซลส์ต่างๆ ดังที่วิทยาศาสตร์ การแพทย์สมัยปัจจุบันยอมรับ ดังนั้น การเจริญเติบโตและความแก่ชราจึงเกิดขึ้นกับ ร่างกาย แต่ดวงวิญญาณนั้นจะคงความเป็นอมตะนิรันดร แม้ร่างกายและจิตใจจะ เปลี่ยนไปทั้งหมด นี่คือข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและดวงวิญญาณ โดยธรรมชาติร่างกาย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ดวงวิญญาณเป็นอมตะ ผลสรุปเช่นนี้ผู้พบเห็นสัจธรรม ในทุกระดับได้ยืนยันไว้แล้ว ทั้งผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์ ใน วิชณุ พุราณะ (2.12.38) กล่าวไว้ว่า องค์วิชณุและที่ประทับของพระองค์มีรัศมีทิพย์ในตัวเอง (จโยทีมชิ วิชณุร บํ ุวะนานิ วิชณุฮ ) คำาว่า มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริงหมายถึงดวงวิญญาณ และวัตถุเท่านั้น นั่นคือคำาบอกเล่าของผู้ที่เห็นสัจธรรมทั้งหลาย
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำาสอนโดยองค์ภควานที่ให้แก่สิ่งมีชีวิตผู้มีความสับสน มืดมนอยู่ภายใต้อิทธิพลของอวิชชา การขจัดอวิชชาจะต้องมีการสถาปนาความสัมพันธ์ ที่เป็นอมตะระหว่างผู้บูชาและผู้รับการบูชา จากนั้น จะต้องมีความเข้าใจข้อแตกต่าง ระหว่างสิ่งมีชีวิตอันเป็นละอองอณูและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า เราสามารถเข้าใจ ธรรมชาติขององค์ภควานด้วยการศึกษาตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ข้อแตกต่างระหว่าง ตัวเราและองค์ภควานคือ ความสัมพันธ์ระหว่างเศษย่อยกับส่วนรวมทั้งหมด ทั้งใน เวดานธะ-สูทระ และ ชรีมัด-บฺากะวะธัม องค์ภควานทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่ง กำาเนิดของสิ่งที่ปรากฎมาทั้งหมด การปรากฎเช่นนี้ทั้งธรรมชาติระดับสูงและธรรมชาติ ระดับต่ำามีประสบการณ์ สิ่งมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่สูงกว่าดังจะเปิดเผยในบทที่เจ็ด แม้ ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพลังงานและแหล่งกำาเนิดพลังงาน แหล่งกำาเนิดพลังงานได้รับ การยอมรับว่าคือองค์ภควาน และพลังงานหรือธรรมชาติได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วน ที่รองลงมา ฉะนั้น สิ่งมีชีวิตจะเป็นรององค์ภควานเสมอ ดังเช่นเจ้านายและบ่าวหรือ อาจารย์และศิษย์ ความรู้ที่ชัดเจนเช่นนี้ไม่สามารถเข้าใจได้สำาหรับผู้ที่อยู่ภายใต้มนต์ สะกดของอวิชชา เพื่อขจัดอวิชชานี้องค์ภควานทรงสอน ภควัต-คีตา เพื่อให้สิ่งมีชีวิตทั้ง หลายได้รู้แจ้งสัจธรรมอันแท้จริงตลอดกาล
อวินาชิ-ไม่เสื่อมสลาย, ทุ-แต่, ทัท-นั้น, วิดดิ-รู้มัน, เยนะ-ผู้ซึ่ง, สารวัม-ร่างกายทั้งหมด, อิดัม-นี้, ทะทัม-แผ่กระจายไปทั่ว, วินาชัม-การทำาลาย, อัพยะยัสยะ-แห่งการไม่เสื่อม สลาย, อัสยะ-ของมัน, นะ คัชชิท-ไม่มีใคร, คารทุม-ทำา, อารฮะทิ-สามารถ
เธอควรทราบว่าสิ่งที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายถูกทำาลายไม่ได้ ไม่มีผู้ใดสามารถ ทำาลายดวงวิญญาณที่ไม่มีวันเสื่อมสลายนี้ได้
โศลกนี้อธิบายถึงธรรมชาติอันแท้จริงของดวงวิญญาณที่แผ่กระจายไปทั่ว ร่างกาย ใคร ๆ ก็สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายคือจิตสำานึก ทุก คนรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความสุขของร่างกายตามส่วนต่าง ๆ หรือทั่วร่าง การแผ่ กระจายของจิตสำานึกนี้จำากัดอยู่ภายในร่างกายของตนเอง ความเจ็บปวดและความสุข ของร่างหนึ่ง อีกร่างหนึ่งไม่สามารถรู้ได้ ดังนั้นในแต่ละร่างคือการรวมตัวของปัจเจก วิญญาณและลักษณะอาการของจิตวิญญาณที่อยู่ในร่างสำาเหนียกจากปัจเจกจิตสำานึก ดวงวิญญาณนี้มีขนาดเศษหนึ่งส่วนหนึ่งหมื่นของปลายเส้นผม ชเวทาชวะทะระ อุพะนิ- ชัด (5.9) ยืนยันไว้ดังนี้
“เมื่อปลายเส้นผมแบ่งออกเป็นร้อยส่วน และเศษหนึ่งส่วนร้อยนี้แบ่งออกเป็นร้อยส่วน อีกครั้ง แต่ละส่วนคือขนาดของดวงวิญญาณ” ในลักษณะเดียวกัน คำาแปลเดียวกันนี้ได้ กล่าวไว้ว่า
“มีละอองอะตอมทิพย์นับจำานวนไม่ถ้วนวัดขนาดได้เศษหนึ่งส่วนหนึ่งหมื่นของจุดปลาย เส้นผม”
ฉะนั้น ปัจเจกวิญญาณทิพย์คืออะตอมทิพย์ที่เล็กกว่าอะตอมวัตถุ และอะตอม นี้มีจำานวนนับไม่ถ้วน ละอองทิพย์ที่เล็กมากนี้เป็นหลักฐานของร่างวัตถุและอิทธิพลของ ละอองทิพย์นี้แผ่กระจายไปทั่วร่าง เสมือนดั่งอิทธิพลของฤทธิ์ยาที่แผ่กระจายไปทั่ว ร่างกาย คลื่นแห่งดวงวิญญาณทิพย์นี้มีความรู้สึกไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำานึก นี่คือข้อ พิสูจน์ว่าดวงวิญญาณมีอยู่ สามัญชนทั่วไปสามารถเข้าใจว่าร่างวัตถุที่ไร้จิตสำานึกคือ ร่างที่ตายซาก จิตสำานึกนี้ไม่สามารถเรียกกลับคืนเข้ามาสู่ร่างกายได้ด้วยวิธีจัดการทาง วัตถุ ฉะนั้น จิตสำานึกมิได้มีผลมาจากจำานวนการรวมตัวของวัตถุ แต่มีผลมาจากดวง วิญญาณ ใน มุณดะคะ อุพะนิชัด (3.1.9) ขนาดของละอองวิญญาณได้อธิบายเพิ่มเติม ไว้ดังนี้
“ดวงวิญญาณมีขนาดคล้ายอะตอม สามารถสำาเหนียกได้ด้วยปัญญาที่สมบูรณ์ ดวง วิญญาณอะตอมนี้ลอยอยู่ในอากาศห้าชนิด (พราณะ อพานะ วิยานะ สะมานะ และ อุดานะ)สถิตอยู่ในหัวใจและมีอิทธิพลแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของสิ่งมีชีวิต เมื่อดวง วิญญาณบริสุทธิ์จากมลทินของลมวัตถุห้าชนิดอิทธิพลทิพย์ในตัวเองจะปรากฏออกมา”
ระบบ ฮะทฺะ-โยกะ มีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมลมห้าชนิดที่หมุนเวียนอยู่รอบ ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ด้วยท่านั่งต่าง ๆ มิใช่เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุแต่เพื่อความ หลุดพ้นของดวงวิญญาณจากพันธนาการแห่งบรรยากาศวัตถุ
ดังนั้น วรรณกรรมพระเวททั้งหมดยอมรับองค์ประกอบแห่งดวงวิญญาณ คน ปกติทั่วไปมีความรู้สึกจริงเช่นนี้เหมือนกันจากประสบการณ์ มีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นที่ คิดว่าละอองดวงวิญญาณนี้คือ วิชณุ-ทัทวะ ที่แผ่กระจายไปทั่ว
อิทธิพลของดวงวิญญาณสามารถแผ่กระจายไปทั่วเฉพาะร่าง ตาม มุณดะ- คะอุพะนิชัด ดวงวิญญาณนี้สถิตในหัวใจของทุก ๆ ชีวิต และดวงวิญญาณอยู่เหนือ อำานาจของนักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุที่จะรู้ถึงคุณค่า นักวิทยาศาสตร์บางท่านยืนยัน อย่างเบาปัญญาว่าไม่มีดวงวิญญาณ ปัจเจกวิญญาณอยู่ในหัวใจคู่กับ พระระมาทมา อย่างแน่นอน ฉะนั้น พลังงานการเคลื่อนไหวทั้งหมดกำาเนิดจากส่วนนี้ของร่างกาย เม็ด โลหิตที่นำาออกซิเจนจากปอดรวบรวมพลังงานจากดวงวิญญาณ เมื่อดวงวิญญาณออก จากตำาแหน่งนี้ กิจกรรมการรวมตัวเพื่อผลิตโลหิตหยุดลง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยอมรับความสำาคัญของเม็ดโลหิตแดง แต่ไม่สามารถยืนยันแหล่งกำาเนิดของพลังงาน นั้นว่าคือดวงวิญญาณ อย่างไรก็ดี วิทยาศาสตร์การแพทย์ยอมรับว่า หัวใจคือฐานแห่ง พลังงานทั้งหมดของร่างกาย
ละอองวิญญาณเหล่านี้เปรียบเทียบได้กับโมเลกุลของแสงอาทิตย์ ภายในแสง อาทิตย์มีโมเลกุลที่เจิดจรัสนับจำานวนไม่ถ้วน เช่นเดียวกันกับปัจเจกวิญญาณหรือเศษ ย่อย ๆ ขององค์ภควาน เป็นละอองอะตอมแห่งรัศมีขององค์ภควานเรียกว่า พระบฺา หรือพลังงานเบื้องสูง ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเชื่อความรู้พระเวท หรือเชื่อวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบัน เราก็ไม่สามารถปฏิเสธความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณในร่างกาย และศาสตร์ แห่งดวงวิญญาณนี้องค์ภควานทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนใน ภควัต-คีตา
อันทะ-วันทะฮ-เสื่อมสลาย, อิเม-ทั้งหมดนี้, เดฮาฮ-ร่างกายวัตถุ, นิทยัสยะ-เป็นอยู่ชั่ว นิรันดร, อุคทาฮ-ถูกกล่าวไว้, ชะรีริณะฮ-แห่งดวงวิญญาณที่อยู่ในร่าง, อนาชินะฮ-ไม่มี วันถูกทำาลาย, อพระเมยัสยะ-วัดไม่ได้, ทัสมาท-ฉะนั้น, ยุดฺยัสวะ-ต่อสู้, บฺาระทะ-โอ้ ผู้ สืบราชวงศ์บฺะระทะ
ร่างวัตถุของสิ่งมีชีวิตผู้ไม่มีวันถูกทำาลาย วัดขนาดไม่ได้ และเป็นอมตะ จะต้องจบ สิ้นลงอย่างแน่นอน ฉะนั้น โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ จงสู้
ร่างวัตถุต้องเสื่อมสลายตามธรรมชาติ มันอาจเสื่อมสลายในทันทีทันใด หรือ อาจจะเสื่อมสลายหนึ่งร้อยปีจากนี้ไป เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น ไม่มีโอกาสที่เราจะรักษา มันไว้ได้ชั่วกัลปวสาน แต่ละอองวิญญาณที่มีขนาดเล็กมากจนศัตรูมองไม่เห็นจะถูก ฆ่าได้อย่างไร ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกก่อน เล็กมากจนไม่มีใครสามารถคิดได้ว่าจะวัด ขนาดได้อย่างไร ดังนั้น เมื่อมองจากทั้งสองด้าน จึงไม่มีเหตุทำาให้ต้องเสียใจเพราะว่าสิ่ง มีชีวิตไม่มีวันถูกฆ่าได้ และร่างวัตถุก็ไม่มีใครสามารถรักษาไว้ได้นานหรือปกป้องไว้จน ชั่วนิรันดรได้ ละอองเล็ก ๆ ของดวงวิญญาณได้ร่างวัตถุนี้มาตามผลกรรม ฉะนั้น การ ปฏิบัติตามหลักธรรมศาสนา ควรทำาให้เป็นประโยชน์ ใน เวดานธะ-สูทระ สิ่งมีชีวิตมี คุณสมบัติเป็นแสง เพราะว่าเขาเป็นละอองอณูของแสงรัศมีที่สูงสุด ดังเช่น แสงอาทิตย์ ค้ำาจุนทั่วทั้งจักรวาล ดังนั้น แสงแห่งดวงวิญญาณค้ำาจุนร่างวัตถุนี้ ทันทีที่ดวงวิญญาณ ออกจากร่างวัตถุ ร่างนี้จะเริ่มเน่าเปื่อยลง ฉะนั้น ดวงวิญญาณจึงเป็นผู้ค้ำาจุนร่างกายนี้ ร่างกายวัตถุนี้โดยตัวมันเองมิใช่สิ่งสำาคัญ อารจุนะทรงได้รับการแนะนำาให้ต่อสู้ และมิให้ เสียสละเหตุผลทางศาสนาเพียงจากการพิจารณาแค่ร่างกายวัตถุเท่านั้น
ยะฮ-ผู้ใดซึ่ง, เอนัม-นี้, เวททิ-ทราบ, ฮันทารัม-ผู้สังหาร, ยะฮ-ผู้ใดซึ่ง, ชะ-เช่นเดียวกัน, เอนัม-นี้, มันยะเท-คิด, ฮะทัม-ถูกสังหาร, อุโบฺ-ทั้งคู่, โท-พวกเขา, นะ-ไม่เคย, วิจานี ทะฮ -อยู่ในความรู้, นะ-ไม่เคย, อยัม-นี้, ฮันทิ-สังหาร, นะ-หรือ, ฮันยะเท-ถูกสังหาร
ผู้ที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตเป็นผู้ฆ่าและผู้ที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตถูกฆ่า ทั้งคู่ไม่มีความรู้ เพราะว่า ดวงวิญญาณมิได้เป็นทั้งผู้ฆ่าหรือผู้ถูกฆ่า
เมื่อร่างกายบาดเจ็บจากอาวุธร้ายแรง จงทราบว่าดวงวิญญาณภายใน ร่างกายไม่ได้ถูกฆ่า ดวงวิญญาณนั้นเล็กจนเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกฆ่าด้วยอาวุธวัตถุชนิด ใดๆ ดังจะมีหลักฐานในโศลกต่อ ๆ ไป ดวงวิญญาณถูกฆ่าไม่ได้เนื่องจากพื้นฐานแห่ง ความเป็นทิพย์สิ่งที่ถูกฆ่าหรือสมมุติว่าถูกฆ่าเป็นเพียงร่างกายวัตถุเท่านั้น อย่างไรก็ดี ณ ที่นี้มิได้ส่งเสริมการเข่นฆ่าร่างกาย คำาสอนของพระเวท มา ฮิมสยาท สารวา บูทานิ ห้ามเบียดเบียนผู้ใด และเมื่อเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีวันถูกฆ่าก็มิได้ส่งเสริมการฆ่าสัตว์ ณ ที่นี้ การฆ่าผู้ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นบาปอย่างมหันต์ และจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎ ของรัฐและกฎขององค์ภควาน อย่างไรก็ตาม อารจุนะทรงปฏิบัติการสังหารตามหลัก ศาสนา มิได้ทำาไปตามอำาเภอใจ
นะ-ไม่เคย, จายะเท-เกิด, มริยะเท-ตาย, วา-ไม่, คะดาชิท-ไม่ว่าเวลาใด (อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต), นะ-ไม่เคย, อยัม-นี้, บํ ูทวา-ได้มาเป็นอยู่, บฺะวิทา-จะมาเป็นอยู่, วา-หรือ, นะ-ไม่, บํ ูยะฮ-หรือกลับมาเป็นอยู่อีกครั้งหนึ่ง, อจะฮ-ไม่เกิด, นิทยะฮ-อมตะ, ชาชวะ ทะฮ-ถาวร, อยัม-นี้, พุราณะฮ-เก่าแก่ที่สุด, นะ-ไม่เคย, ฮันยะเท-ถูกสังหาร, ฮันยะ มาเน-ถูกสังหาร, ชะรีเร-ร่างกาย
สำาหรับดวงวิญญาณไม่มีการเกิดหรือตายไม่ว่าในเวลาใด เขาไม่เคยมาอยู่ในอดีต ไม่มาอยู่ในปัจจุบัน และจะไม่มาอยู่ในอนาคต ดวงวิญญาณไม่มีการเกิด เป็น อมตะ คงอยู่นิรันดร และเป็นสิ่งดั้งเดิม ดวงวิญญาณไม่ถูกสังหารเมื่อร่างกายนี้ ถูกสังหาร
โดยคุณภาพอนุวิญญาณซึ่งเป็นละอองอณูของอภิวิญญาณสูงสุดเป็นหนึ่ง เดียวกับองค์ภควาน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับร่างกาย บางครั้งดวงวิญญาณเรียก ว่าอมตะหรือ คูทะ-สทฺะ ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหกขั้นตอน มีการเกิดจากครรภ์ มารดา คงอยู่ระยะหนึ่ง เจริญเติบโต สืบพันธุ์ ค่อย ๆ หดตัวลง และในที่สุดก็สูญสลาย ไป อย่างไรก็ดี ดวงวิญญาณไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ดวงวิญญาณ ไม่ต้องเกิด แต่เพราะว่าดวงวิญญาณรับเอาร่างวัตถุ ร่างกายจึงเกิด ดวงวิญญาณ มิได้เกิดที่นี่และดวงวิญญาณไม่เคยตาย อะไรที่มีการเกิดย่อมมีการตาย เป็นเพราะว่า ดวงวิญญาณไม่มีการเกิด ฉะนั้น จึงไม่มีอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ดวงวิญญาณเป็น อมตะ คงอยู่เสมอ และเป็นสิ่งดั้งเดิม หมายความว่าไม่มีประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้การมาอยู่ ของดวงวิญญาณ จากความรู้สึกทางร่างกายเราจึงค้นหาประวัติการเกิด ฯลฯ ของดวง วิญญาณ ดวงวิญญาณไม่มีการแก่เหมือนกับร่างกาย ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบุคคลผู้สูงอายุ ยังรู้สึกว่าตนเองมีสปิริตเหมือนตอนเป็นเด็กหรือวัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงของ ร่างกายไม่มีผลกระทบต่อดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณไม่เสื่อมโทรมเหมือนต้นไม้หรือสิ่ง ใด ๆ ที่เป็นวัตถุ ดวงวิญญาณไม่มีการสืบพันธุ์ ผลผลิตของร่างกาย เช่น บุตร ธิดา ก็ เป็นปัจเจกวิญญาณแต่ละดวงเช่นกัน แต่เนื่องมาจากร่างกายวัตถุพวกเขาจึงปรากฏว่า เป็น บุตร ธิดา ของชายคนนั้น ร่างกายเจริญเติบโตได้เพราะมีดวงวิญญาณอยู่ แต่ดวง วิญญาณไม่มีทั้งเชื้อสายหรือการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น ดวงวิญญาณจึงเป็นอิสระจากการ เปลี่ยนแปลงทั้งหกขั้นตอนของร่างกาย
ใน คะทฺะ อุพะนิชัด (1.2.18) เราพบข้อความ คล้ายกันนี้
ความหมายและคำาอธิบายของโศลกนี้เหมือนกับ ภควัต-คีตา แต่ในโศลกนี้มีคำาพิเศษคำา หนึ่ง วิพัชชิท ซึ่งหมายความว่ารู้หรือด้วยความรู้
ดวงวิญญาณเต็มไปด้วยความรู้หรือเต็มไปด้วยจิตสำานึกอยู่เสมอ ดังนั้น จิตสำานึกจึงเป็นลักษณะอาการของดวงวิญญาณ แม้ว่าเราไม่พบดวงวิญญาณในหัวใจที่ เขาสถิตอยู่ แต่เราเข้าใจได้ว่าดวงวิญญาณมีอยู่เพราะเรามีจิตสำานึก บางครั้งเราไม่เห็น ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเพราะก้อนเมฆมาบดบังหรือด้วยเหตุผลอื่น แต่แสงอาทิตย์จะมี อยู่เสมอ และทำาให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นเวลากลางวัน ทันทีที่มีแสงเพียงเล็กน้อยบนท้องฟ้า ในตอนเช้าเราเข้าใจว่าดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้า ในลักษณะเดียวกันเพราะว่ามีจิตสำานึก อยู่ในทุก ๆ ร่าง ไม่ว่าคนหรือสัตว์เราจึงเข้าใจได้ว่ามีดวงวิญญาณสถิตอยู่ อย่างไรก็ดี จิตสำานึกของดวงวิญญาณนี้แตกต่างจากจิตสำานึกขององค์ภควาน เพราะว่าจิตสำานึก ขององค์ภควานทรงเป็นสัพพัญญู รู้ไปหมดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จิตสำานึก ของปัจเจกวิญญาณมีแนวโน้มที่จะหลงลืม เมื่อหลงลืมธรรมชาติอันแท้จริงของตนเอง เขาได้รับการศึกษาและความรู้แจ้งจากบทเรียนที่สูงกว่าของคริชณะ แต่คริชณะทรงไม่ เหมือนกับดวงวิญญาณผู้หลงลืม หากเป็นเช่นนี้คำาสอนของพระองค์ใน ภควัต-คีตา จะ ไร้คุณค่า
มีดวงวิญญาณอยู่สองประเภทคือ อนุวิญญาณ (อณุ-อาทมา) และ อภิวิญญาณ (วิบํ ุ-อาทมา) ได้ยืนยันไว้ใน คะทฺะ อุพะนิชัด (1.2.20) เช่นกันว่า
“ทั้งอภิวิญญาณ (พะระมาทมา) และอนุวิญญาณ (จีวาทมา) สถิตอยู่บนต้นไม้แห่ง ร่างกายเดียวกัน ภายในหัวใจดวงเดียวกันของสิ่งมีชีวิต ผู้ที่เป็นอิสระจากความต้องการ ทางวัตถุและความเศร้าโศกทั้งหมดเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าใจถึงความเลิศเลอของ ดวงวิญญาณ ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน” คริชณะทรงเป็นแหล่งกำาเนิดของ อภิวิญญาณด้วยเช่นกัน ดังจะเปิดเผยในบทต่อ ๆ ไป และอารจุนะทรงเป็นอนุวิญญาณที่ หลงลืมธรรมชาติอันแท้จริงของตนเอง ฉะนั้น จึงจำาเป็นต้องได้รับแสงสว่างจากคริชณะ หรือจากผู้แทนที่เชื่อถือได้ของพระองค์ (พระอาจารย์ทิพย์)
เวดะ-รู้, อวินาชินัม- ไม่ถูกทำาลาย, นิทยัม-เป็นอยู่เสมอ, ยะฮ-ผู้ซึ่ง,เอนัม-นี้(ดวง วิญญาณ), อจัม-ไม่เกิด,อัพยะยัม-ไม่เปลี่ยนแปลง, คะทัม-อย่างไร, สะฮ-นั้น, พุรุชะฮ- บุคคล, พารทฺ -โอ้ พารทฺะ (อารจุนะ), คัม-ผู้ซึ่ง, กฺาทะยะทิ- ต้นเหตุที่ทำาให้เจ็บ, ฮันทิ- สังหาร, คัม-ผู้ซึ่ง
โอ้ พารทฺะ ผู้ที่รู้ว่าดวงวิญญาณไม่มีวันถูกทำาลาย เป็นอมตะ ไม่มีการเกิด และ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะเป็นผู้สังหารผู้ใด หรือเป็นต้นเหตุให้ผู้ใดสังหารได้ อย่างไร
ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีประโยชน์ในการใช้สอยอยู่ในตัวมันเองตามความเหมาะสม ผู้ที่มีความรู้สมบูรณ์จะรู้ว่าควรใช้สิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมในตัวมัน เองได้อย่างไร และเมื่อไร เช่นเดียวกับความรุนแรงก็มีประโยชน์ในตัวมันเองและการที่ จะใช้ความรุนแรงอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีความรู้ ถึงแม้ว่าศาลสถิตยุติธรรมจะสั่งลงโทษ ประหารชีวิตผู้ทำาผิดฐานฆ่าคนตาย ใครจะไปกล่าวโทษศาลไม่ได้ ในการตัดสินลงโทษ รุนแรงต่อบุคคลนั้นตามกฎหมายแห่งความยุติธรรม ใน มะนุ-สัมฮิทา ซึ่งเป็นกฎหมาย สำาหรับมนุษยชาติ ได้สนับสนุนว่าผู้ฆ่าคนควรจะถูกลงโทษถึงชีวิต เพื่อในชาติหน้าจะได้ ไม่ต้องมารับทุกข์ต่อบาปอันยิ่งใหญ่ที่ตนได้กระทำาไว้ ฉะนั้น กษัตริย์ที่ลงโทษผู้ต้องหาฆ่า คนด้วยการแขวนคออันที่จริงแล้วเป็นประโยชน์ ในทำานองเดียวกันเมื่อคริชนะทรงสั่งให้ ต่อสู้ ต้องสรุปได้ว่าความรุนแรงเช่นนี้เป็นไปเพื่อความยุติธรรมสูงสุด ดังนั้นอารจุนะทรง ควรปฏิบัติตามคำาสั่ง และควรรู้ดีด้วยว่าความรุนแรงเช่นนี้ทำาไปเพื่อต่อสู้ให้คริชณะ ซึ่ง มิใช่เป็นความรุนแรงอะไรเลย เพราะว่าดวงชีวิตหรือดวงวิญญาณจะไม่มีวันถูกสังหาร อยู่แล้ว เพื่อบริหารความยุติธรรมสิ่งที่เรียกว่าความรุนแรงจึงได้รับอนุญาต การผ่าตัด คนไข้มิได้หมายความว่าจะสังหารคนไข้แต่เป็นการรักษา ดังนั้น การต่อสู้ที่อารจุนะทรง ปฏิบัติตามคำาสั่งสอนของคริชณะซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรู้ จึงไม่มีผลบาป
วาสามสิ-เสื้อผ้า, จีรณานิ-เก่าและขาด, ยะทฺา-เช่นเดียวกัน, วิฮายะ-ยกเลิก, นะวานิ- เสื้อผ้าใหม่, กริฮณาทิ-ยอมรับ, นะระฮ-บุคคล, อพะราณิ-ผู้อื่น, ทะทฺา- เช่นเดียวกัน, ชะรีราณิ-ร่างกาย, วิฮายะ-ยกเลิก, จีรณานิ-เก่าและไร้ประโยชน์, อันยานิ-แตกต่าง, สัมยาทิ -ยอมรับว่าเป็นความจริง, นะวานิ-ชุดใหม่, เดฮี-เป็นรูปร่าง
ดังเช่นบุคคลใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ ยกเลิกหรือทิ้งชุดเก่าไป ในลักษณะเดียวกัน ดวง วิญญาณก็รับเอาร่างวัตถุใหม่มา และยกเลิกร่างเก่าที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้
การเปลี่ยนร่างของปัจเจกละอองวิญญาณเป็นที่ยอมรับว่าเป็นความจริง แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ผู้ที่ไม่เชื่อว่าดวงวิญญาณมีอยู่จริง ในขณะ เดียวกันก็ไม่สามารถอธิบายแหล่งกำาเนิดของพลังงานซึ่งมาจากหัวใจ แต่ยอมรับการ เปลี่ยนแปลงของร่างกายอยู่ตลอดเวลา เริ่มปรากฏจากร่างทารกมาเป็นร่างเด็ก จาก ร่างเด็กมาเป็นร่างหนุ่มสาว จากร่างหนุ่มสาวมาเป็นร่างคนชรา และจากร่างคนชราก็ เปลี่ยนย้ายไปอยู่อีกร่างหนึ่ง ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในโศลกก่อนหน้านี้ (2.13)
การเปลี่ยนแปลงโยกย้ายของปัจเจกละอองวิญญาณจากร่างหนึ่งไปสู่อีก ร่างหนึ่งเป็นไปได้ ด้วยพระกรุณาธิคุณของอภิวิญญาณ อภิวิญญาณทรงทำาให้ละออง วิญญาณสมปรารถนาเหมือนกับเพื่อนที่ปฏิบัติต่อเพื่อให้ได้สมความปรารถนา คัมภีร์ พระเวทเช่น มุณดะคะ อุพะนิชัด พร้อมทั้ง ชเวทาชวะทะระ อุพะนิชัด ได้เปรียบเทียบอนุ วิญญาณและอภิวิญญาณว่าเป็นเสมือนเพื่อนนกสองตัวที่เกาะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน นกตัวหนึ่ง (ปัจเจกวิญญาณ) กำาลังกินผลไม้ของต้น และนกอีกตัวหนึ่ง (คริชณะ) ทรงเพียงแต่ทอดพระเนตรไปที่สหายของพระองค์เท่านั้น นกทั้งสองตัวถึงแม้ว่าจะมี คุณสมบัติเช่นเดียวกันแต่ตัวหนึ่งจะถูกยั่วยวนด้วยผลของต้นไม้วัตถุ ในขณะที่อีกตัว หนึ่งเพียงแต่ทรงเป็นพยานในกิจกรรมของเพื่อนนกเท่านั้น คริชณะคือนกพยานและ อารจุนะคือนกที่กินผล ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกัน แต่นกตัวหนึ่งคงสถานภาพความ เป็นนายและอีกตัวหนึ่งเป็นบ่าว การลืมความสัมพันธ์ของละอองวิญญาณเช่นนี้เป็น เหตุให้เราต้องเปลี่ยนตำาแหน่งจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสู่ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง หรือเปลี่ยนจาก ร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง ดวงวิญญาณ จีวะ ดิ้นรนต่อสู้ด้วยความยากลำาบากบนต้นไม้ แห่งร่างวัตถุ แต่ทันทีที่เขายอมรับนกอีกตัวหนึ่งว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุด ดังเช่น อารจุนะทรงอาสามาศิโรราบยอมรับที่จะปฏิบัติตามคำาสั่งสอนของคริชณะด้วยความ สมัครใจ ทันใดนั้น นกบ่าวตัวนี้ก็จะมีอิสรภาพจากความโศกเศร้าทั้งมวล ทั้ง มุณดะคะ อุพะนิชัด (3.1.2) และ ชเวทาชวะทะระ อุพะนิชัด (4.7) ได้ยืนยันไว้ดังนี้
“ถึงแม้ว่านกสองตัวจะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน นกที่กินผลจะจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับความ วิตกกังวลและเศร้าสลดในฐานะเป็นผู้มีความสุขจากผลของต้นไม้ หากเป็นไปได้ที่เขาจะ หันมาหาเพื่อนผู้ทรงเป็นองค์ภควาน และทราบถึงพระบารมีของพระองค์ ในทันใดนั้น นกที่ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่นี้ก็จะมีอิสรภาพจากความวิตกกังวลทั้งปวง” มาบัดนี้ อารจุนะทรงหันพระพักตร์เข้าหาพระสหายนิรันดรคริชณะ และเข้าใจ ภควัต-คีตา จาก พระองค์ ดังนั้น ด้วยการสดับฟังจากคริชณะ อารจุนะทรงสามารถเข้าใจถึงพระบารมี อันสูงส่งของพระองค์ และมีอิสรภาพจากความเศร้าโศกทั้งปวง
ณ ที่นี้ องค์ภควานทรงแนะนำาให้อารจุนะอย่าได้โศกเศร้าต่อการที่พระอัยกา และพระอาจารย์จะมีการเปลี่ยนร่าง อารจุนะทรงควรยินดีกับการสังหารร่างกายของ พวกท่านในการต่อสู้เพื่อคุณธรรม เพื่อที่ท่านเหล่านี้จะได้ชำาระล้างผลแห่งกรรมทั้งปวง จากกรรมของร่างกายในอดีต ผู้ที่ได้สังเวยชีวิตบนแท่นบูชาหรือในสมรภูมิที่เหมาะสม เป็นผู้ชำาระล้างผลกรรมของร่างกายได้ในทันที และเลื่อนขึ้นไปมีคุณภาพชีวิตที่สูงกว่า ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่อารจุนะทรงต้องเศร้าโศกเสียใจ
นะ-ไม่เคย, เอนัม-ดวงวิญญาณนี้, ชินดันทิ-ถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ, ชัสทราณิ-อาวุธ, นะ-ไม่ เคย, เอนัม-ดวงวิญญาณนี้, ดะฮะทิ-ไหม้, พาวะคะฮ-ไฟ, นะ-ไม่เคย, ชะ-เช่นกัน, เอนัม -ดวงวิญญาณนี้, คเลดะยันทิ-ทำาให้ชื้น, อาพะฮ-น้ำา, นะ-ไม่เคย, โชชะยะทิ- แห้ง, มารุทะฮ-ลม
ดวงวิญญาณถูกหั่นให้เป็นชิ้น ๆ ด้วยอาวุธใด ๆ ไม่ได้ ถูกไฟเผาให้ไหม้ไม่ได้ ถูกน้ำาทำาให้เปียกไม่ได้ หรือถูกลมทำาให้แห้งก็ไม่ได้
อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นดาบ อาวุธไฟ อาวุธฝน อาวุธลมสลาตัน ฯลฯ ไม่ สามารถสังหารดวงวิญญาณได้ ดังที่ปรากฏว่ามีอาวุธหลายชนิด ที่ทำามาจากดิน น้ำา ลม อากาศ ฯลฯ นอกเหนือไปจากอาวุธสมัยปัจจุบันที่ทำาด้วยไฟ แม้กระทั่งอาวุธนิวเคลียร์ ในยุคปัจจุบันที่จัดอยู่ในประเภทไฟ ในอดีตกาลมีอาวุธอื่น ๆ ที่ทำามาจากธาตุวัตถุที่ต่าง กัน อาวุธไฟจะถูกแก้ด้วยอาวุธน้ำา ซึ่งวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่ทราบ และวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ก็ไม่ทราบถึงอาวุธลมสลาตัน อย่างไรก็ดีดวงวิญญาณไม่สามารถถูกหั่นเป็น ชิ้นๆ หรือถูกทำาลายด้วยอาวุธชนิดใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์แบบ ไหนก็ตาม
มายาวาดีไม่สามารถอธิบายได้ว่า ปัจเจกวิญญาณมามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เนื่องมาจากอวิชชาและถูกพลังแห่งความหลงครอบคลุมเอาไว้ เป็นไปไม่ได้ที่จะตัด ปัจเจกวิญญาณให้ออกจากดวงวิญญาณสูงสุด เพราะปัจเจกวิญญาณเป็นละอองอณู นิรันดรที่แยกมาจากอภิวิญญาณสูงสุด เพราะว่าเราเป็นปัจเจกละอองวิญญาณอมตะ (สะนาทะนะ) จึงมีแนวโน้มที่จะถูกปกคลุมด้วยพลังแห่งความหลง ดังนั้น ทำาให้ขาด ความสัมพันธ์กับองค์ภควาน ดังเช่นประกายไฟถึงแม้ว่าจะมีคุณสมบัติเหมือนดังไฟ แต่ มีแนวโน้มที่จะดับมอดเมื่อไฟหมด ใน วะราฮะ พุราณะ ได้อธิบายไว้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็น ละอองอณูที่แยกมาจากองค์ภควานและจะเป็นอยู่เช่นนี้นิรันดร ใน ภควัต-คีตา ได้ กล่าวไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ถึงแม้หลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากความหลง สิ่งมีชีวิตจะ ยังคงรักษาบุคลิกภาพของตนเอง ดังเช่น หลักฐานคำาสั่งสอนของคริชณะที่ทรงให้แด่ อารจุนะ และอารจุนะทรงได้รับอิสรภาพด้วยความรู้ที่ได้รับจากคริชณะ แต่อารจุนะทรง ไม่มีหนทางที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับคริชณะเลย
อัชเชฺยะฮ-ไม่มีวันแตก, อยัม-ดวงวิญญาณนี้, อดาฮยะฮ-ไม่สามารถถูกเผา, อยัม- ดวงวิญญาณนี้, อัคเลดยะฮ-ละลายไม่ได้, อโชชยะฮ-ไม่แห้ง, เอวะ-แน่นอน, ชะ- และ, นิทยะฮ-นิรันดร, สารวะ-กะทะฮ-แผ่กระจายไปทั่ว, สทฺาณุฮ-ไม่เปลี่ยนแปลง, อชะละฮ-ไม่เคลื่อนไหว, อยัม-ดวงวิญญาณนี้, สะนาทะนะฮ-เหมือนเดิมนิรันดร
ปัจเจกวิญญาณไม่แตกสลาย ไม่ละลาย เผาไม่ไหม้และไม่แห้ง ปัจเจกวิญญาณ เป็นอมตะ ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เคลื่อนไหว และเหมือน เดิมนิรันดร
คุณสมบัติทั้งหมดนี้ของละอองวิญญาณพิสูจน์ได้อย่างแน่นอนว่า ปัจเจก วิญญาณเป็นละอองอณูของดวงวิญญาณสูงสุด และจะคงเป็นละอองอณูเหมือนเดิม นิรันดรโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทฤษฏีของลัทธิที่ว่าใจและกายเป็นหนึ่งเดียวกันเป็น ไปไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะว่าปัจเจกวิญญาณไม่มีทางที่จะมาเป็นเนื้อเดียวกันกับวัตถุ หลังจากได้รับอิสรภาพจากมลทินทางวัตถุ ละอองวิญญาณบางดวงอาจพอใจอยู่เป็น ประกายทิพย์ในแสงรัศมีของบุคลิกภาพสูงสุดของพระเจ้า แต่ดวงวิญญาณที่มีปัญญา จะเข้าไปในโลกทิพย์ เพื่ออยู่ร่วมกับบุคลิกภาพแห่งองค์ภควาน
คำาว่า สารวะ-กะทะ (“แผ่กระจายไปทั่ว”) มีความสำาคัญเพราะว่า สิ่งมีชีวิต ทั้งหมดมีอยู่ทั่วไปจากการสร้างขององค์ภควานอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาอยู่บนบก อยู่ ในน้ำา อยู่ในอากาศ อยู่ในดิน และแม้แต่อยู่ในไฟ ความเชื่อที่ว่าดวงวิญญาณจะถูกฆ่า ด้วยไฟไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่า ดวงวิญญาณไม่สามารถ ถูกเผาไหม้ด้วยไฟ ฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในดวงอาทิตย์ ด้วยร่างอันเหมาะสม หากดวงอาทิตย์เป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้คำาว่า สารวะ-กะทะ “อาศัย อยู่ทุกหนทุกแห่ง” จะไม่มีความหมาย
อัพยัคทะฮ-มองไม่เห็น, อยัม-ดวงวิญญาณนี้, อชินทยะฮ-มองไม่เห็น, อยัม-ดวง วิญญาณนี้, อวิคารยะฮ-ไม่เปลี่ยนแปลง, อยัม-ดวงวิญญาณนี้, อุชยะเท-ได้กล่าวไว้, ทัสมาท-ดังนั้น, เอวัม-เหมือนดังนี้, วิดิทวา-ทราบดี, เอนัม-ดวงวิญญาณนี้, นะ-ไม่, อนุโชชิทุม-โศกเศร้า, อารฮะสิ-เธอสมควรได้รับ
ได้กล่าวไว้ว่า ดวงวิญญาณนั้นไม่ปรากฏ มองไม่เห็น และไม่เปลี่ยนรูป เมื่อ ทราบเช่นนี้แล้วเธอไม่ควรโศกเศร้ากับร่างกาย
ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่าขนาดของดวงวิญญาณนั้นเล็กมากในการคำานวณ ทางวัตถุ แม้แต่กล้องจุลทรรศน์ที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถมองเห็น ดังนั้น ดวงวิญญาณจึง ไม่ปรากฏให้เห็น เกี่ยวกับความมีอยู่ของดวงวิญญาณ ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ด้วยการ ทดลองได้ว่าดวงวิญญาณมีอยู่ นอกจากการพิสูจน์ของ ชรุทิ หรือปรัชญาพระเวท เรา ต้องยอมรับความจริงเช่นนี้แม้จะเป็นความจริงจากการสำาเหนียก ไม่มีแหล่งอื่นรู้ถึง ความมีอยู่ของดวงวิญญาณ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องยอมรับ บนฐานที่มีความ เชื่อถือได้มากกว่า ไม่มีใครปฏิเสธว่าตนเองมีบิดา บนฐานจากคำาบอกเล่าที่เชื่อถือได้ ของมารดา ไม่มีแหล่งให้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของบิดานอกจากคำาบอกเล่า ที่เชื่อถือได้ของมารดา ในทำานองเดียวกัน ไม่มีแหล่งให้ความเข้าใจเกี่ยวกับดวงวิญญาณ ได้นอกจากจะศึกษาจากคัมภีร์พระเวท ดวงวิญญาณไม่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยความรู้ จากการทดลองของมนุษย์ จิตวิญญาณคือจิตสำานึกและความรู้สำานึก นี่คือคำาบอกเล่า ของคัมภีร์พระเวท และเราต้องยอมรับเช่นนี้ ไม่เหมือนกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ดวง วิญญาณไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร ดวงวิญญาณจึงคง ความเป็นละอองอณูเมื่อเปรียบเทียบกับอภิวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ องค์อภิวิญญาณมีความ ยิ่งใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด และดวงวิญญาณเป็นละอองอณูเล็ก ๆ ฉะนั้น ดวงวิญญาณละออง อณูเล็ก ๆ ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีทางที่จะเทียบเท่ากับอภิวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่หรือ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้ แนวคิดเช่นนี้จะกล่าวซ้ำาในคัมภีร์พระเวทด้วยวิธีต่าง กันเพื่อยืนยันความมั่นคงแห่งแนวคิดในเรื่องของดวงวิญญาณ การกล่าวซ้ำาและทบทวน เป็นสิ่งจำาเป็นเพื่อให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้โดยไม่ผิดพลาด
อทฺะ-ถ้า อย่างไรก็ดี, ชะ-เช่นกัน, เอนัม-ดวงวิญญาณนี้, นิทยะ-จาทัม-เกิดอยู่เสมอ, นิทยัม-นิรันดร, วา-ไม่ก็, มันยะเส-คุณคิดเช่นนั้น, มริทัม-ตาย, ทะทฺา อพิ-ยัง, ทวัม- ท่าน, มะฮา-บาโฮ-โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, นะ-ไม่เคย, เอนัม-เกี่ยวกับดวงวิญญาณ, โชชิทุม-โศกเศร้า, อารฮะสิ-สมควรได้รับ
อย่างไรก็ดี หากเธอคิดว่าดวงวิญญาณ (หรือลักษณะอาการของชีวิต) มีการเกิด และตายชั่วนิรันดร เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโศกเศร้า โอ้ ยอดนักรบ
จะมีนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งคล้ายกับ สูนยะวาดี ที่ไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของ ดวงวิญญาณนอกเหนือจากร่างกาย เมื่อองค์ชรีคริชณะตรัส ภควัต-คีตา ปรากฏว่า มีนักปราชญ์กลุ่มที่ชื่อ โลคายะทิคะ และ ไวบฺาชิคะ นักปราชญ์เหล่านี้เชื่อว่าลักษณะ อาการของชีวิตเกิดขึ้นภายใต้สภาวะอันสมบูรณ์เต็มที่จากการผสมผสานทางวัตถุ นัก วิทยาศาสตร์ทางวัตถุสมัยปัจจุบันและนักปราชญ์ทางวัตถุก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันนี้ ตาม ความเชื่อที่ว่าร่างกายคือการผสมผสานของธาตุวัตถุ และเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่งลักษณะ อาการของชีวิตจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการผสมผสานของธาตุวัตถุและสารเคมี ศาสตร์ แห่งมนุษยวิทยาก็มีแนวคิดพื้นฐานมาจากปรัชญานี้ ปัจจุบันมีศาสนาจอมปลอมที่เป็น แฟชั่นอยู่ในสหรัฐอเมริกามากมายก็ยึดหลักปรัชญานี้เช่นกัน รวมทั้งนิกายของ สูนยะ- วาดี ที่ไม่มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้
และถึงแม้ว่าอารจุนะจะทรงไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณเหมือน ดังปรัชญา ไวบฺาชิคะ ก็ยังไม่ควรเป็นเหตุให้ต้องเศร้าโศก ไม่มีใครควรเสียใจในการสูญ เสียวัตถุสารเคมีไปบางส่วนถึงกับต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่การงานของตนที่กำาหนดไว้ อีก ด้านหนึ่ง สารเคมีเป็นตัน ๆ ได้สูญเสียไปกับวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน และสงคราม วิทยาศาสตร์เพื่อเอาชนะศัตรู ตามปรัชญา ไวบฺาชิคะ สิ่งที่เรียกว่าดวงวิญญาณหรือ อาทมา จะสูญสลายไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของร่างกาย ฉะนั้นไม่ว่าจะพิจารณาใน กรณีใด ไม่ว่าอารจุนะจะทรงยอมรับข้อสรุปของพระเวทว่ามีดวงวิญญาณจริง หรือไม่ เชื่อว่าดวงวิญญาณมีอยู่จริง พระองค์ก็ทรงไม่มีเหตุผลที่ต้องเศร้าโศก ตามทฤษฎีที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตมากมายเกิดมาจากวัตถุทุก ๆ นาทีและมีอีกมากมายที่ตายจากไปทุก ๆ นาที จึงไม่มีความจำาเป็นใด ๆ ที่จะต้องโศกเศร้าต่อเหตุการณ์เช่นนี้ หากดวงวิญญาณไม่มี การเกิดอีก อารจุนะก็ทรงไม่มีเหตุผลต้องกลัวผลบาปอันเนื่องมาจากการสังหารพระ อัยกาและพระอาจารย์ แต่ในขณะเดียวกันคริชณะตรัสกระทบด้วยการเรียกอารจุนะ ว่า มะฮา-บาฮุ ยอดนักรบ เพราะว่าอย่างน้อยก็ทรงไม่ยอมรับทฤษฎีของ ไวบฺาชิคะ ซึ่ง ปฏิเสธปรัชญาพระเวท เพราะในฐานะที่เป็น คชัทริยะ อารจุนะทรงอยู่ในวัฒนธรรม พระเวทซึ่งมีความจำาเป็นต้องปฏิบัติตามหลักธรรมพระเวทอยู่แล้ว
จาทัสยะ-สำาหรับผู้ที่เกิดมาแล้ว, ฮิ-แน่นอน, ดฺรุวะฮ-ความจริง, มริทยุฮ-ความตาย, ดฺรุวัม-และก็เป็นความจริงอีกเช่นเดียวกัน, จันมะ-การเกิด, มริทัสยะ-แห่งความตาย, ชะ-เช่นกัน, ทัสมาท-ดังนั้น, อพะริฮารเย-ในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้, อารเทฺ-ในเรื่องนี้, นะ-ไม่, ทวัม-ท่าน, โชชิทุม-โศกเศร้า, อารฮะสิ-สมควรได้รับ
ผู้ที่เกิดมาแล้วจะต้องตายอย่างแน่นอน และหลังจากตายไปแล้วก็ต้องกลับมา เกิดใหม่อย่างแน่นอน ฉะนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ของเธอที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอไม่ ควรเศร้าโศก
เราต้องเกิดตามผลกรรมแห่งชีวิต และหลังจากเสร็จสิ้นกรรมชาติหนึ่งแล้ว เราต้องตายเพื่อไปเกิดชาติหน้า เช่นนี้ ต้องผ่านวัฏจักรการเกิดและการตายอย่าง ไม่มีวันหลุดพ้นเป็นอิสระ อย่างไรก็ดี วัฏจักรแห่งการเกิดและการตายนี้มิได้ส่งเสริม ให้เราสังหาร เข่นฆ่า และทำาสงครามโดยไม่จำาเป็น แต่ในขณะเดียวกันความรุนแรง และสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมมนุษย์เพื่อรักษากฎหมายและความสงบ เรียบร้อย
สงครามที่คุรุคเชทระเป็นพระราชประสงค์ขององค์ภควานซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการต่อสู้เพื่อคุณธรรมเป็นหน้าที่ของ คชัทริยะ ทำาไมอารจุนะทรง ต้องกลัวหรือเสียใจในการตายของสังคญาติในเมื่อทรงปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ไม่ได้ทำาผิดกฎหมายจึงไม่ต้องรับผลบาปซึ่งรู้สึกกลัวยิ่งนัก การหลีกเลี่ยงปฏิบัติหน้าที่ที่ ควรทำาไม่สามารถหยุดความตายของบรรดาสังคญาติได้ แต่จะทำาให้อารจุนะเสื่อมเสีย เนื่องจากการตัดสินใจเดินทางที่ผิด
อัพยัคทะ-อาดีนิ-ในตอนต้นไม่ปรากฏ, บํ ูทานิ-ทั้งหมดที่ได้สร้างขึ้นมา, วิยัคทะ-ปรากฏ, มัดฺยานิ-ในตอนกลาง, บาระทะ-โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺาระทะ, อัพยัคทะ-ไม่ปรากฏ,นิดฺะนา นิ-เมื่อสูญสลาย, เอวะ-ทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้, ทะทระ-ดังนั้น, ดา-อะไร, พะริเดวะนา- ความเศร้าโศก
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ปรากฏในช่วงต้น ปรากฏในช่วงกลาง และไม่ ปรากฏอีกครั้งเมื่อถูกทำาลายลง ดังนั้น จึงไม่มีความจำาเป็นต้องเศร้าโศกเสียใจ
เรายอมรับว่ามีนักปราชญ์อยู่สองประเภท ประเภทหนึ่งเชื่อในความมีอยู่ จริงของดวงวิญญาณ และอีกประเภทหนึ่งไม่เชื่อในความมีอยู่ของดวงวิญญาณ ไม่ว่า จะมีความเชื่อในประเภทใดก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเศร้าโศกเสียใจ ผู้ปฏิบัติตามปรัชญา พระเวทเรียกบุคคลที่ไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณเหล่านี้ว่าเป็นผู้ไม่เชื่อใน องค์ภควาน แต่เพื่อเป็นหลักในการพิจารณาเราจะยอมรับทฤษฏีของผู้ที่ไม่เชื่อในองค์ ภควาน แม้กระนั้นก็ยังไม่มีเหตุผลต้องเศร้าโศก ถ้าเราแยกความมีอยู่ของดวงวิญญาณ ออกต่างหาก จะเห็นว่าธาตุวัตถุต่าง ๆ มิได้ปรากฏก่อนการสร้างจากระยะที่ละเอียด อ่อนแห่งการไม่ปรากฏมาจนถึงการปรากฏออกมา ดังเช่น จากอากาศธาตุลมปรากฏ ออกมา จากลมไฟปรากฏออกมา จากไฟน้ำาปรากฏออกมา จากน้ำาดินปรากฏออก มา และจากดินสิ่งต่าง ๆ มากมายหลากหลายปรากฏออกมา ตัวอย่างเช่นตึกสูงระฟ้า ปรากฏขึ้นมาจากดิน เมื่อถูกรื้อถอนทำาลายลงการปรากฏกลายมาเป็นการไม่ปรากฏ อีกครั้ง และในขั้นสุดท้ายยังคงเป็นอะตอมอยู่ กฎแห่งการอนุรักษ์พลังงานยังคงอยู่ ข้อ แตกต่างคือตามกาลเวลาสิ่งต่าง ๆ จะปรากฏและไม่ปรากฏ แล้วอะไรเป็นเหตุแห่งความ เศร้าโศกไม่ว่าจะปรากฏหรือไม่ปรากฏออกมา อย่างไรก็ดี แม้อยู่ในสภาวะที่ไม่ปรากฏก็ ไม่มีอะไรสูญเสีย ทั้งในตอนต้นและตอนปลาย ธาตุต่าง ๆ ทั้งหมดก็ไม่ปรากฏออกมา ใน ช่วงกลางเท่านั้นที่ปรากฏออกมาซึ่งมิได้มีข้อแตกต่างกันเลย
หากว่าเรายอมรับข้อสรุปของพระเวท ดังที่ได้กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา ว่า ร่างกายวัตถุเหล่านี้เสื่อมสลายตามกาลเวลา (อันทะวันทะ อิเม เดฮาฮ) แต่ว่าดวง วิญญาณเป็นอมตะ (นิทยัสโยคทาฮ ชารีริณะฮ) ฉะนั้น เราต้องจดจำาไว้เสมอว่าร่างกาย นี้เปรียบเสมือนเสื้อผ้า แล้วจะไปโศกเศร้ากับการเปลี่ยนเสื้อผ้าทำาไม? ร่างกายวัตถุไม่มี อยู่จริงในความสัมพันธ์กับดวงวิญญาณอมตะ มันคล้ายกับความฝัน ในฝันอาจคิดว่าเรา บินอยู่บนท้องฟ้าหรือนั่งอยู่บนราชรถเยี่ยงกษัตริย์ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ ทั้งในท้องฟ้าหรือบนราชรถ ปรัชญาพระเวทส่งเสริมความรู้แจ้งแห่งตนบนพื้นฐานที่ว่า ร่างกายวัตถุไม่มีอยู่จริง ดังนั้น ไม่ว่าในกรณีใดไม่ว่าเราจะเชื่อในความมีอยู่จริงของดวง วิญญาณ หรือเราจะไม่เชื่อในความมีอยู่ของดวงวิญญาณ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเศร้า โศกเสียใจในการสูญเสียร่างกาย
อาชชารยะ-วัท-เป็นที่น่าอัศจรรย์, พัชยะทิ-เห็น, คัชชิท-บางคน, เอนัม-ดวงวิญญาณ นี้, อาชชารยะ-วัท-เป็นที่น่าอัศจรรย์, วะดะทิ-กล่าวถึง, ทะทฺา-ดังนั้น, เอวะ-แน่นอน, ชะ-เช่นกัน, อันยะฮ-ผู้อื่น, อาชชารยะ-วัท-น่าอัศจรรย์เช่นเดียวกัน, ชะ-เช่นกัน, เอนัม-ดวงวิญญาณนี้, อันยะฮ-ผู้อื่น, ชริโณทิ-สดับฟัง, ชรุทวา-ได้ยินมาแล้ว, อพิ-ถึง แม้ว่า, เอนัม-ดวงวิญญาณนี้, เวดะ-ทราบ, นะ-ไม่เคย, ชะ-และ, เอวะ-แน่นอน, คัชชิท-บางคน
บางคนมองดูดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ บางคนอธิบายดวงวิญญาณว่าเป็น สิ่งอัศจรรย์ และบางคนได้ยินเกี่ยวกับดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ แต่ใน ขณะที่อีกหลายคนแม้หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับดวงวิญญาณแล้ว ก็ไม่สามารถ เข้าใจอะไรเลย
กีโทพะนิชัด ส่วนใหญ่มีพื้นฐานบนหลักธรรมของ อุพะนิชัด จึงไม่น่าแปลกใจที่ ได้พบข้อความเช่นนี้ใน คะทฺะ อุพะนิชัด (1.2.7)
เป็นความจริงที่ว่าละอองวิญญาณอยู่ในร่างสัตว์ใหญ่ อยู่ในร่างต้นไทรมหึมา และอยู่ในจุลินทรีย์เล็ก ๆ ที่มีจำานวนเป็นร้อย ๆ ล้านตัวในพื้นที่เพียงหนึ่งตารางนิ้ว นับ ว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก มนุษย์ผู้เบาปัญญาและมนุษย์ผู้ไม่สมถะไม่สามารถเข้าใจถึง ความอัศจรรย์ของปัจเจกละอองวิญญาณได้ แม้จะอธิบายโดยผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุดใน วิชาความรู้นี้ ซึ่งถ่ายทอดบทเรียนให้แม้กระทั่งพระพรหม (บระฮมา) ผู้เป็นชีวิตแรกใน จักรวาล เนื่องจากแนวความคิดต่อสิ่งต่าง ๆ ทางวัตถุ คนส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงไม่สามารถ จินตนาการได้ว่าประกายเล็ก ๆ เช่นนี้สามารถที่จะยิ่งใหญ่มากและเล็กมากได้อย่างไร ดังนั้น มนุษย์จึงมองดูดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ ไม่ว่าด้วยสถานภาพพื้นฐานหรือ ด้วยการอธิบาย ผู้คนมัวแต่หลงอยู่ในพลังงานวัตถุจึงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวเพื่อสนอง ประสาทสัมผัสจนมีเวลาน้อยมากที่จะเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง แม้จะเป็นความจริงที่ว่า หากไม่มีความเข้าใจตนเอง กิจกรรมทั้งหมดในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดผลที่สุดคือ ความพ่ายแพ้ พวกเขาไม่มีความคิดว่าควรจะต้องคิดถึงดวงวิญญาณเพื่อแก้ปัญหา ความทุกข์ทางวัตถุ
บางคนสนใจฟังเกี่ยวกับดวงวิญญาณ อาจไปรับฟังคำาบรรยายร่วมกับหมู่ คณะที่ดี แต่บางครั้งเนื่องจากอวิชชา ถูกชักนำาไปในทางที่ผิดโดยยอมรับว่าอภิวิญญาณ และอนุวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่มีข้อแตกต่างในปริมาณ เป็นการยากมากที่จะ พบบุคคลผู้เข้าใจสถานภาพของอภิวิญญาณและอนุวิญญาณ รวมทั้งหน้าที่และความ สัมพันธ์ของทั้งสอง และรายละเอียดต่าง ๆ อย่างครบถ้วน และยากยิ่งไปกว่านี้คือ การที่จะพบบุคคลผู้ได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์จากความรู้แห่งดวงวิญญาณ และยัง สามารถอธิบายถึงสถานภาพของดวงวิญญาณในแง่มุมต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ดี หากผู้ใด สามารถเข้าใจเรื่องราวของดวงวิญญาณ ชีวิตของผู้นั้นจะประสบความสำาเร็จ
วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจเรื่องความรู้แจ้งแห่งตนคือการยอมรับคำาสอนใน ภควัต-คีตา ที่ตรัสโดยองค์ชรีคริชณะผู้ที่เชื่อถือได้สูงสุด โดยไม่ถูกบิดเบือนจากทฤษฎี อื่น ๆ แต่จำาเป็นต้องมีความวิริยะและความเสียสละอย่างสูงไม่ว่าในชาตินี้หรือในอดีต ชาติ ก่อนที่เราจะสามารถยอมรับว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า อย่างไรก็ ดีเราสามารถรู้ถึงคริชณะว่าทรงเป็นองค์ภควานสูงสุดได้ด้วยพระกรุณาธิคุณอย่างหา ที่สุดมิได้ของสาวกผู้บริสุทธิ์ โดยไม่มีทางอื่น
เดฮี-เจ้าของร่างกายวัตถุ, นิทยัม-อมตะ, อวัดฺยะฮ-ไม่สามารถถูกสังหาร, อยัม-ดวง วิญญาณนี้, เดเฮ-ในร่างกาย, สารวัสยะ-ของทุกคน, บฺาระทะ-ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ, ทัสมาท-ดังนั้น, สารวาณิ-ทั้งหมด, บํ ูทานิ-สิ่งมีชีวิต (ที่เกิด), นะ-ไม่เคย, ทวัม-ท่าน, โชชิทุม-โศกเศร้า, อารฮะสิ-สมควรได้รับ
โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ ดวงวิญญาณผู้พำานักอยู่ในร่างกายไม่มีวันถูกสังหาร ฉะนั้น เธอไม่จำาเป็นต้องโศกเศร้ากับชีวิตของผู้ใด
ณ ที่นี้ องค์ภควานทรงสรุปบทคำาสอนเกี่ยวกับดวงวิญญาณทิพย์ที่เป็น อมตะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ด้วยการอธิบายดวงวิญญาณอมตะในวิธีต่าง ๆ กัน องค์ชรี คริชณะทรงสถาปนาว่าดวงวิญญาณเป็นอมตะ และร่างกายไม่ถาวร ดังนั้น อารจุนะใน ฐานะที่ทรงเป็น คชัทริยะ จึงไม่ควรละทิ้งหน้าที่อันเนื่องมาจากความกลัวว่า พระอัยกา บีฺชมะและพระอาจารย์โดรณะจะตายในสนามรบ ด้วยความน่าเชื่อถือได้ของชรีคริชณะ เราต้องเชื่อว่ามีดวงวิญญาณที่แตกต่างไปจากร่างวัตถุ ไม่ใช่ว่าไม่มีดวงวิญญาณ หรือ ลักษณะอาการของชีวิตเกิดขึ้นจากการผสมผสานของวัตถุเคมีที่มาถึงจุดอิ่มตัว แม้ว่า ดวงวิญญาณจะเป็นอมตะแต่มิได้หมายความว่าจะสนับสนุนความรุนแรง แต่เมื่อมีความ จำาเป็นจริง ๆ ในยามศึกสงครามซึ่งเราไม่สามารถจะห้ามได้ ความจำาเป็นนั้นต้องมีความ ยุติธรรมโดยการได้รับอนุญาตจากองค์ภควาน มิใช่ทำาตามอำาเภอใจ
สวะ-ดฺารมัม-หลักศาสนาของตน, อพิ-เช่นกัน, ชะ-แน่นอน, อเวคชยะ-พิจารณา, นะ- ไม่เคย, วิคัมพิทุม-ลังเลใจ, อารฮิสิ-เธอสมควรได้รับ, ดฺารมยาท-เพื่อหลักศาสนา, ฮิ- แน่นอน, ยุดดฺาท-กว่าการต่อสู้, ชเรยะฮ-งานที่ดีกว่า, อันยัท-สิ่งอื่น ๆ, คชัทริยัสยะ- ของคชัทริยะ, นะ-ไม่, วิดยะเท-เป็นอยู่
เมื่อพิจารณาหน้าที่โดยเฉพาะของเธอในฐานะที่เป็นกษัตริย์ เธอควรรู้ว่าไม่มีงาน อื่นใดดีไปกว่าการต่อสู้เพื่อหลักศาสนา ดังนั้น จึงไม่จำาเป็นต้องลังเลใจ
จากสี่วรรณะในการบริหารสังคม เพื่อการบริหารที่ดีวรรณะที่สองเรียกว่า คชัทริยะ คชัท หมายถึงความเจ็บปวด ผู้ให้ความปกป้องจากภยันตรายเรียกว่าคชัทริยะ (ทรายะเท -ให้การปกป้องคุ้มครอง) คชัทริยะ ฝึกฝนการสังหารในป่า คชัทริยะ จะถือ ดาบเข้าไปในป่าท้าทายเสือซึ่ง ๆ หน้ามาต่อสู้ เมื่อสังหารเสือแล้วจะจัดพิธีพระราชทาน เพลิงศพให้อย่างสมเกียรติ ระบบนี้ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาจึงถึงปัจจุบันโดย คชัทริยะ แห่งรัฐไจพุร คชัทริยะได้รับการฝึกฝนเพื่อท้าทายและสังหารโดยเฉพาะ เนื่องจากความ รุนแรงทางศาสนาบางครั้งเป็นสิ่งจำาเป็น ดังนั้น คชัทริยะ ไม่ควรบรรพชาเป็น สันนยาสะ หรือเป็นผู้สละโลกโดยตรง อหิงสาในการเมืองอาจเป็นศิลปะในการเจรจา แต่ไม่ใช่เป็น ปัจจัยหรือเป็นหลักการ หนังสือกฎหมายทางศาสนากล่าวไว้ว่า
“ในสนามรบ ขณะที่กษัตริย์หรือ คชัทริยะ ต่อสู้กับกษัตริย์อีกองค์หนึ่งที่อิจฉาตน มีสิทธิ์ ไปสู่สรวงสวรรค์หลังจากสิ้นพระชนม์ เหมือนกับพราหมณ์หรือ บราฮมะณะ ที่บูชาสัตว์ ในพิธีไฟบูชาก็ไปสู่สรวงสวรรค์เช่นเดียวกัน” ดังนั้น การสังหารกันในสนามรบตามหลัก ศาสนา และการฆ่าสัตว์ในไฟพิธีบวงสรวง ไม่พิจารณาว่าเป็นการกระทำารุนแรง เพราะ ทุกชีวิตได้รับประโยชน์เมื่อมีหลักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง สัตว์ในพิธีจะได้รับร่างมนุษย์ ทันที โดยไม่ต้องผ่านวิวัฒนาการตามขั้นตอนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง คชัทริยะ ผู้ถูก สังหารในสนามรบจะไปสู่สรวงสวรรค์เหมือน บราฮมะณะ ผู้ปฏิบัติพิธีบวงสรวงบูชา
มี สวะ-ดฺารมะ หรือหน้าที่โดยเฉพาะสองประเภท ตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้นเรา ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมกับร่างกายที่ได้มาตามหลักศาสนาเพื่อบรรลุถึงอิสรภาพ เมื่อหลุดพ้นแล้ว สวะ-ดฺารมะ หรือหน้าที่โดยเฉพาะของเราจะเป็นทิพย์ ไม่อยู่ในแนวคิด ทางร่างกายวัตถุ ชีวิตที่มีแนวคิดทางร่างกายวัตถุจะมีหน้าที่โดยเฉพาะสำาหรับ บราฮ- มะณะ และ คชัทริยะ ตามลำาดับ หน้าที่เช่นนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์ภควานทรงลิขิต สวะ- ดฺารมะ บทที่สี่จะอธิบายชัดเจนยิ่งขึ้น สวะ-ดฺารมะ ในระดับร่างกายเรียกว่า วารณาชระ มะ-ดฺารมะ หรือขั้นบันไดของมนุษย์เพื่อเข้าใจวิถีทิพย์ ความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์เริ่ม ต้นจากระดับของวารณาชระมะ-ดฺารมะ หรือหน้าที่โดยเฉพาะของตน ตามระดับเฉพาะ ของธรรมชาติร่างกายที่ได้รับมา การปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะของเรา ไม่ว่าในกิจกรรม ใดๆ ต้องทำาตามคำาสั่งของผู้ที่เชื่อถือได้ที่สูงกว่า เพื่อพัฒนาตัวเราไปสู่ระดับชีวิตที่สูงขึ้น
ยะดริชชฺะยา-สอดคล้องอยู่ในตัว, ชะ-เช่นกัน, อุพะพันนัม-มาถึง, สวารกะ-แห่งโลก สวรรค์, ดวารัม-ประตู, อพาวริทัม-เปิดกว้าง, สุคินะฮ-มีความสุขมาก, คชัทริยาฮ- สมาชิกของราชวงศ์, พารทฺะ-โอ้ โอรสพระนางพริทา, ละบันเท-ได้รับ, ยุดดัม-สงคราม, อีดริชัม-เหมือนเช่นนี้
โอ้ พารทฺะ กษัตริย์ผู้มีความสุขคือผู้ที่โอกาสการต่อสู้เช่นนี้อำานวยให้ โดยไม่ต้อง เสาะแสวงหาซึ่งเป็นการเปิดประตูสวรรค์ให้
ในฐานะที่เป็นบรมครูแห่งโลกองค์ชรีคริชณะทรงตำาหนิกริยาท่าทีของอารจุนะ ที่ตรัสว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นว่ามีอะไรดีในการสู้รบครั้งนี้ซึ่งจะทำาให้ข้าพเจ้าไปอยู่ในขุมนรก ชั่วนิรันดร” คำาดำารัสเช่นนี้ของอารจุนะทรงเนื่องมาจากอวิชชาเท่านั้น โดยปรารถนา มาเป็นผู้ยึดหลักอหิงสาในการปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะของตน คชัทริยะ ผู้ทรงอยู่ใน สนามรบแล้วมาทำาเป็นผู้ยึดหลักอหิงสาเป็นปรัชญาของคนโง่เขลา ใน พะราชะระ- สมริทิ หลักศาสนาที่พะราชะระ นักปราชญ์ผู้เป็นพระบิดาของวิยาสะเดวะ กล่าวไว้ว่า
“หน้าที่ของ คชัทริยะ คือการปกป้องคุ้มครองประชาชนจากความทุกข์ยากลำาบากทั้ง ปวง ด้วยเหตุผลนี้ จำาต้องใช้ความรุนแรงในกรณีที่เหมาะสมเพื่อความสงบเรียบร้อย ฉะนั้น พระองค์ทรงต้องกำาราบศัตรู และปกครองโลกตามหลักศาสนา”
เมื่อพิจารณาทุกมุมมอง อารจุนะทรงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ต่อสู้ หากทรงปราบ ศัตรูได้จะมีความสุขกับราชบัลลังก์ และหากสิ้นพระชนม์ในสนามรบจะเสด็จไปสู่สรวง สวรรค์ซึ่งประตูสวรรค์เปิดรอรับอยู่แล้ว การต่อสู้จึงเป็นผลดีสำาหรับอารจุนะไม่ว่าใน กรณีใด
อทฺะ-ดังนั้น, เชท-ถ้า, ทวัม-ท่าน, อิมัม-นี้, ดฺารมยัม-ซึ่งเป็นหน้าที่ทางศาสนา, สังกรา- มัม-ต่อสู้, นะ-ไม่, คะริชยะสิ-ปฏิบัติ, ทะทะฮ-จากนั้น, สวะ-ดฺารมัม-หน้าที่ทางศาสนา ของท่าน, คีรทิม-ชื่อเสียง, ชะ-เช่นกัน, ฮิทวา-สูญเสีย, พาพัม-ผลแห่งบาป, อวาพ- สยะสิ-จะได้รับ
อย่างไรก็ดี หากเธอไม่ปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาในการต่อสู้ เธอจะต้องได้รับบาปที่ ละเลยต่อหน้าที่อย่างแน่นอน และเสื่อมเสียชื่อเสียงในฐานะที่เป็นนักรบ
อารจุนะทรงเป็นนักรบผู้มีชื่อเสียง ได้รับชื่อเสียงจากการต่อสู้กับเทวดาผู้ ยิ่งใหญ่หลายองค์แม้กระทั่งองค์ศิวะเทพ หลังจากทรงต่อสู้และได้รับชัยชนะพระศิวะ ในร่างของนักล่าสัตว์แล้ว อารจุนะทรงทำาให้พระศิวะทรงพอพระทัยและมอบอาวุธ พาชุพะทะ-อัสทระ ให้เป็นรางวัล ทุกคนทราบดีว่าอารจุนะทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่โดรณาชารยะได้ให้พรและให้อาวุธพิเศษเป็นรางวัล ทำาให้สามารถสังหารได้แม้แต่ อาจารย์ของตนเอง ดังนั้น อารจุนะทรงได้รับความเชื่อถือด้วยประกาศนียบัตรทาง ทหารมากมาย จากผู้ที่เชื่อถือได้หลายท่านรวมทั้งพระอินทร์เจ้าแห่งสวรรค์ผู้ทรงเป็น พระบิดาอุปถัมภ์ หากละทิ้งสนามรบไปอารจุนะทรงไม่เพียงแต่ละเลยหน้าที่ของตนโดย เฉพาะในฐานะที่เป็น คชัทริยะ เท่านั้น แต่จะสูญเสียเกียรติยศและชื่อเสียงทั้งหมด และ เป็นการเตรียมเปิดทางลงสู่นรก อีกนัยหนึ่ง หากอารจุนะทรงไม่ต่อสู้และถอนตัวออก จากสมรภูมิ จะต้องตกลงนรก
อคีรทิม-เสียชื่อเสียง, ชะ-เช่นกัน, อพิ-อยู่เหนือ, บํ ูทานิ-ผู้คนทั้งหลาย, คะทฺะยิชยันทิ- จะพูด, เท-ถึงเธอ, อัพยะยาม-ชั่วกาลนาน, สัมบฺาวิทัสยะ-สำาหรับผู้ที่เคยได้รับความ เคารพนับถือ, ชะ-เช่นกัน, อคีรทิฮ-เสียชื่อ, มะระณาท-มากกว่าความตาย, อทิริชยะ เท-มากกว่า
ผู้คนจะกล่าวถึงเรื่องเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงของเธอตลอดเวลา สำาหรับผู้ที่ เคยได้รับความเคารพนับถือ การสูญเสียเกียรติเช่นนี้เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
องค์ชรีคริชณะทรงเป็นทั้งสหายและนักปราชญ์สำาหรับอารจุนะ บัดนี้คริชณะ ทรงให้คำาตัดสินสุดท้ายกับอารจุนะที่ปฏิเสธการต่อสู้ โดยตรัสว่า “อารจุนะเอ๋ย หาก เธอหนีไปจากสมรภูมิก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น ผู้คนจะเรียกเธอว่าเจ้าขี้ขลาด หากคิดว่า ถูกประณามเช่นนี้แล้วเธอยังจะรักษาชีวิตได้ด้วยการหนีไปจากสมรภูมิ ข้าแนะนำาว่าให้ มาตายในสมรภูมิจะดีกว่า สำาหรับผู้ที่เคยได้รับความเคารพนับถืออย่างเธอ การเสื่อม เสียชื่อเสียงนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย ดังนั้น ไม่ควรหลบหนีไปเนื่องมาจากความกลัว ตาย ตายอยู่ในสนามรบยังดีเสียกว่า เพราะจะช่วยให้พ้นจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่ใช้ ความเป็นเพื่อนของข้าไปในทางที่ผิด และเสียศักดิ์ศรีของตนเองในสังคม“
ดังนั้นคำาตัดสินสุดท้ายขององค์ภควานคือทรงให้อารจุนะตายในสมรภูมิ และ ไม่ถอนตัว
บฺะยาท-เนื่องมาจากความกลัว, ระณาท-จากสนามรบ, อุพะระทัม-หยุด, มัมสยัน- เท-พวกเขาจะพิจารณาว่า, ทวาม-ท่าน, มะฮา-ระทฺาฮ- ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่, เยชาม-ผู้ซึ่ง, ชะ-เช่นกัน, ทวัม-เธอ, บะฮุ-มะทะฮ-ในการประเมินอันยิ่งใหญ่, บํ ูทวา-ได้เป็น, ยาสยะ- สิ-ท่านจะไป, ลากฺะวัม-ลดคุณค่า
บรรดาขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยยกย่องนับถือในชื่อเสียงและเกียรติยศของเธอ จะ คิดว่าเธอหนีจากสมรภูมิไปเพราะความกลัวเท่านั้น และจะพิจารณาว่าเธอนั้นไม่ สำาคัญ
องค์ชรีคริชณะทรงให้คำาตัดสินแด่อารจุนะต่อไปว่า “จงอย่าคิดว่าขุนพลผู้ ยิ่งใหญ่ เช่น ดุรโยดฺะนะ คารณะ และบุคคลอื่น ๆ ณ ที่นี้ จะคิดว่าเธอจากสนามรบไป เพราะความเมตตาสงสารต่อญาติพี่น้องและพระอัยกา แต่พวกเขาจะคิดว่าเธอหนีจาก สนามรบไปเพราะความกลัวตาย ดังนั้น การประเมินค่าอันสูงส่งในตัวเธอจะดิ่งลงนรก”
อวาชยะ-ไม่มีความกรุณา, วาดาน-คำาพูดที่แต่งขึ้น, ชะ-เช่นกัน, บะฮูน-มาก, วะดิ- ชยันทิ-จะกล่าวว่า, ทะวะ-ของเธอ, อฮิทาฮ-ศัตรู, นินดันทะฮ-ขณะที่หมิ่นประมาท, ทะวะ-ของเธอ, สามารทฺยัม-ความสามารถ, ทะทะฮ-กว่านั้น, ดุฮคะฮ-ทะรัม-เจ็บปวด มากกว่า, นุ-แน่นอน, คิม-อะไรที่นั่น
ศัตรูจะตำาหนิเธอด้วยคำาหยาบ และเหยียดหยามความสามารถของเธอ แล้วจะมี อะไรที่ทำาให้เธอเจ็บปวดมากไปกว่านี้?
ในตอนแรก องค์ชรีคริชณะทรงพิศวงที่อารจุนะทรงมีความเมตตาสงสารที่ ไม่จำาเป็นเป็นข้ออ้าง และคริชณะทรงอธิบายความเมตตาสงสารนี้ว่าเหมาะสำาหรับ อนารยชน ณ ที่นี้ คริชณะทรงพิสูจน์คำาดำารัสของพระองค์ต่อสิ่งที่อารจุนะทรงเรียกว่า ความเมตตาสงสาร
ฮะทะฮ-ถูกฆ่า, วา-ไม่ก็, พราพสยะสิ-เธอได้รับ, สวารกัม-อาณาจักรสวรรค์, จิทวา-ด้วยชัยชนะ, วา-หรือ, โบฺคชยะเส-เธอมีความสุข, มะฮีม-โลก, ทัสมาท-ดังนั้น, อุททิชทฺะ-ลุกขึ้น, คะอุนเทยะ-โอ้ โอรสพระนางคุนที, ยุดดฺายะ-ต่อสู้, คริทะ-ความ มั่นใจ, นิชชะยะฮ-แน่นอน
โอ้ โอรสพระนางคุนที เธออาจถูกสังหารในสมรภูมิและไปสู่สรวงสวรรค์ หรืออาจ ได้รับชัยชนะและมีความสุขกับอาณาจักรโลก ฉะนั้น จงลุกขึ้นมาสู้ด้วยความ มั่นใจ
ถึงแม้ยังไม่แน่นอนว่าอารจุนะจะทรงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่พระองค์ทรง ต้องสู้ แม้ถูกสังหารก็จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์
สุคฺะ-ความสุข, ดุฮเคฺ-และความทุกข์, สะเม-ในความสงบ, คริทวา-ทำาเช่นนั้น, ลาบฺะ- อลาโบฺ-ทั้งกำาไรและขาดทุน, จะยะ-อจะโย-ทั้งชัยชนะและพ่ายแพ้, ทะทะฮ-หลังจาก นั้น, ยุดดายะ-เพื่อเห็นแก่การต่อสู้, ยุจยัสวะ-ปฏิบัติ (การต่อสู้), นะ-ไม่เคย, เอวัม- ในทางนี้, พาพัม-ผลแห่งบาป, อวาพสยะสิ-เธอจะได้รับ
เธอจงสู้เพื่อการต่อสู้ โดยไม่พิจารณาถึงความสุขหรือความทุกข์ ขาดทุนหรือ กำาไร ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ด้วยการกระทำาเช่นนี้ เธอจะไม่ได้รับผลแห่งบาป
บัดนี้ องค์ชรีคริชณะตรัสกับอารจุนะโดยตรงว่า ควรสู้เพื่อการต่อสู้ เพราะ ว่า คริชณะทรงปรารถนาสงครามนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุขหรือความทุกข์ ผล กำาไรหรือขาดทุน ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ในกิจกรรมคริชณะจิตสำานึกทุกสิ่งทุกอย่างกระทำา ไปเพื่อคริชณะจึงเป็นจิตสำานึกทิพย์ ดังนั้น จะไม่มีผลกรรมทางวัตถุ ผู้กระทำาเพื่อสนอง ประสาทสัมผัสของตนเอง ไม่ว่าในความดีหรือตัณหาจะต้องได้รับผลดีหรือผลชั่ว แต่ผู้ ที่ศิโรราบอย่างสมบูรณ์ในกิจกรรมคริชณะจิตสำานึก ไม่เป็นหนี้บุญคุณใครหรือติดหนี้ กรรมผู้ใดอีกต่อไป ซึ่งไม่เหมือนกับการทำากิจกรรมธรรมดาทั่วไป ได้กล่าวไว้ว่า
“ผู้ใดที่ศิโรราบต่อคริชณะ มุคุนดะ อย่างสมบูรณ์ ยกเลิกหน้าที่อื่นทั้งหมด จะไม่ติด หนี้กรรมหรือหนี้บุญคุณผู้ใดอีกต่อไป แม้แต่เทวดา นักบวช บุคคลทั่วไป สังคญาติ มนุษยชาติ หรือบรรพบุรุษ” (บฺากะวะธัม 11.5.41) นี่คือสิ่งที่คริชณะทรงเปรยโดยอ้อม แด่อารจุนะในโศลกนี้ และจะอธิบายให้ละเอียดในโศลกต่อ ๆ ไป
เอชา-ทั้งหมดนี้, เท-แด่เธอ, อบิฮิทา-อธิบาย, สางคฺเย-ด้วยการวิเคราะห์ศึกษา, บุดดิฮ-ปัญญา, โยเก-ในงานที่ไม่มีผลตอบแทน, ทุ-แต่, อิมาม-นี้ ชริณุ-เพียงแต่สดับ ฟัง, บูดดฺยา-ด้วยปัญญา, ยุคทะฮ-รับเอา, ยะยา-ซึ่ง, พารทฺะ-โอ้ โอรสพระนาง พริทฺา, คารมะ-บันดัม-พันธนาการแห่งผลกรรม, พระฮาสยะสิ-เธอสามารถหลุดพ้น จากมัน
ข้าได้อธิบายความรู้นี้แด่เธอด้วยการวิเคราะห์ศึกษา บัดนี้จงฟัง ข้าจะอธิบาย เกี่ยวกับการทำางานโดยไม่หวังผลตอบแทนทางวัตถุ โอ้ โอรสพระนางพริทฺา เมื่อปฏิบัติด้วยความรู้เช่นนี้ เธอจะสามารถเป็นอิสระจากพันธนาการของงาน
ตาม นิรุคทิ หรือพจนานุกรมพระเวท สังคฺยา หมายถึงการอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างละเอียด สางคฺยะ หมายถึงปรัชญาที่อธิบายธรรมชาติอันแท้จริงของดวงวิญญาณ และ โยกะ เกี่ยวกับการควบคุมประสาทสัมผัส คำาเสนอของอารจุนะที่จะไม่ต่อสู้มีฐาน อยู่ที่การสนองประสาทสัมผัสโดยลืมหน้าที่สำาคัญของตน อารจุนะไม่ต้องการต่อสู้ เพราะคิดว่าการไม่ฆ่าสังคญาติ จะทำาให้พระองค์ทรงมีความสุขมากกว่าการครอง ราชหลังจากได้รับชัยชนะจากญาติพี่น้องเหล่าโอรสของดฺริทะราชทระ แนวคิดทั้งสอง ประการนี้มีฐานอยู่ที่การสนองประสาทสัมผัส ความสุขที่ได้รับจากชัยชนะและความสุข ที่ได้รับจากการเห็นสังคญาติมีชีวิตอยู่ ทั้งสองสิ่งนี้ตั้งอยู่บนฐานแห่งการสนองประสาท สัมผัสตนเอง จนกระทั่งสูญเสียปัญญาและละเว้นหน้าที่ ฉะนั้น คริชณะทรงประสงค์ จะอธิบายให้อารจุนะเห็นว่าการสังหารร่างกายพระอัยกา ดวงวิญญาณมิได้ถูกสังหาร และอธิบายว่ามวลปัจเจกชีวิตรวมทั้งองค์ภควานเองเป็นปัจเจกนิรันดร ทั้งหมดเป็น ปัจเจกบุคคลในอดีต เป็นปัจเจกบุคคลในปัจจุบัน และยังคงเป็นปัจเจกบุคคลในอนาคต เพราะว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นปัจเจกดวงวิญญาณนิรันดร เราเพียงแต่เปลี่ยนเครื่องแต่ง กายในรูปแบบต่าง ๆ กัน แต่อันที่จริงเรายังคงรักษาความเป็นปัจเจกดวงวิญญาณแม้ หลังจากหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งเครื่องแต่งกายวัตถุ องค์ชรีคริชณะทรงอธิบาย การวิเคราะห์ศึกษาระหว่างดวงวิญญาณและร่างกายอย่างเห็นภาพได้ชัดเจน ความรู้ ที่ทรงอธิบายเกี่ยวกับดวงวิญญาณและร่างกายในแง่มุมต่าง ๆ กันนี้ได้อธิบายไว้ ณ ที่ นี้ว่าเป็น สางคฺยะ ตามพจนานุกรม นิรุคทิ สางคฺยะ นี้ไม่มีความสัมพันธ์กับปรัชญา สางคฺยะ ของคะพิละผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน ก่อนหน้า สางคฺยะ ของคะพิละตัวปลอมนี้ ชรีมัด-บฺากะวะธัม ได้อธิบายถึงปรัชญา สางคฺยะ โดยองค์ภควานคะพิละตัวจริงอวตาร ของคริชณะผู้ทรงอธิบายให้พระมารดาเดวะฮูทิ ทรงอธิบายอย่างชัดเจนว่า พุรุชะ หรือ องค์ภควานทรงตื่นตัว พระองค์ทรงสร้างด้วยการทอดพระเนตรไปที่ พระคริทิ ซึ่งเป็น ที่ยอมรับในคัมภีร์พระเวทและใน คีตา คัมภีร์พระเวทอธิบายว่าองค์ภควานทรงทอด พระเนตรไปที่ พระคริทิ หรือธรรมชาติและทรงทำาให้มีครรภ์ด้วยปัจเจกละอองวิญญาณ ปัจเจกวิญญาณทั้งหมดทำางานในโลกวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส และภายใต้มนต์ สะกดของพลังงานวัตถุทำาให้พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญ แนวคิด เช่นนี้จะถูกลากไปจนถึงจุดสุดท้ายแห่งความหลุดพ้น และเมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตต้องการเป็น หนึ่งเดียวกับองค์ภควาน นี่คือบ่วงสุดท้ายของ มายา หรือความหลงอยู่ในการสนอง ประสาทสัมผัส และหลังจากการสนองประสาทสัมผัสหลายต่อหลายชาติ ดวงวิญญาณ ผู้ยิ่งใหญ่จะศิโรราบต่อองค์วาสุเดวะ ชรีคริชณะ ซึ่งทำาให้การค้นหาสัจธรรมสูงสุด ประสบผลสำาเร็จ
อารจุนะทรงยอมรับคริชณะว่าทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์ ด้วยการศิโรราบต่อ พระองค์ ชิชยัส เท 'ฮัม ชาดิฺ มาม ทวาม พระพันนัม จากนี้ไป คริชณะจะทรงตรัสเกี่ยว กับวิธีการทำางานใน บุดดิฺ-โยกะ หรือ คารมะ-โยกะ หรืออีกนัยหนึ่ง คือปฏิบัติการอุทิศ ตนเสียสละรับใช้เพื่อสนองประสาทสัมผัสขององค์ภควานเท่านั้น บุดดฺิ-โยกะ นี้ บทที่ สิบ โศลกที่สิบ อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นการติดต่อกับองค์ภควานผู้ทรงประทับเป็น พะระมาทมา อยู่ในหัวใจของทุกคนโดยตรง แต่การติดต่อเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นหาก ปราศจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้ ฉะนั้น บุคคลผู้สถิตในการอุทิศตนเสียสละหรือ การรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์ภควานในคริชณะจิตสำานึกจะบรรลุถึงระดับ บุดดิฺ- โยกะ นี้ ด้วยพระกรุณาธิคุณโดยเฉพาะขององค์ภควาน และตรัสว่าผู้ปฏิบัติการอุทิศตน รับใช้ด้วยความรักทิพย์อยู่เสมอเท่านั้น พระองค์จะทรงให้รางวัลความรู้บริสุทธิ์แห่งการ อุทิศตนเสียสละในความรัก เช่นนี้ สาวกสามารถบรรลุถึงองค์ภควานได้โดยง่ายดาย ใน อาณาจักรของพระองค์ด้วยความปลื้มปีติสุข
ดังนั้น บุดดิฺ-โยกะ ที่กล่าวไว้ในโศลกนี้ คือการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ ภควานและคำาว่า สางคฺยะ-โยกะ ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน ซึ่งคะพิละตัวปลอมเป็นผู้ ประกาศ ฉะนั้น เราไม่ควรเข้าใจผิดคิดว่า สางคฺยะ-โยกะ ที่กล่าวในที่นี้มีความสัมพันธ์ กับ สางคฺยะ ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน หรือปรัชญา สางคฺยะ นี้มีอิทธิพลใด ๆ ในขณะนั้น หรือคิดว่าองค์ชรีคริชณะทรงเอาใจใส่มาตรัสถึงปรัชญาคาดคะเนที่ไร้องค์ภควานเช่นนี้ องค์คะพิละทรงอธิบายปรัชญา สางคฺยะ ที่แท้จริงไว้ใน ชรีมัด-บฺะกะวะธัม แม้ สางคฺยะ นั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในปัจจุบัน ณ ที่นี้ สางคฺยะ หมายถึงการวิเคราะห์อธิบาย ถึงร่างกายและดวงวิญญาณ คริชณะทรงวิเคราะห์อธิบายถึงดวงวิญญาณเพื่อนำา อารจุนะให้มาถึงจุด บุดดฺิ-โยกะ หรือ บัฺคธิ-โยกะ ฉะนั้น สางคฺยะ ของคริชณะและ สางคฺยะ ของคะพิละดังที่ได้อธิบายไว้ใน บฺากะวะธัม เป็นหนึ่งเดียวและเหมือนกัน ทั้งคู่ คือ บัฺคธิ-โยกะ ดังนั้น คริชณะตรัสว่าผู้ด้อยปัญญาเท่านั้นที่เห็นว่า สางคฺยะ-โยกะ และ บัฺคธิ-โยกะ ไม่เหมือนกัน (สางคฺยะ-โยโก พริทัฺก บาลาฮ พระวะดันทิ นะ พัณดิทาฮ)
แน่นอนที่ สางคฺยะ-โยกะ ที่ไม่เชื่อในองค์ภควานไม่มีความสัมพันธ์กับ บัฺคธิ- โยกะ แต่ผู้ด้อยปัญญายังอ้างว่า สางคฺยะ-โยกะ และ บฺัคธิ-โยกะ ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน ได้ถูกอ้างอิงไว้ใน ภควัต-คีตา
ฉะนั้น เราควรเข้าใจว่า บุดดิฺ-โยกะ หมายถึงการทำางานในคริชณะจิตสำานึก ด้วยความปลื้มปีติสุขและด้วยความรู้อย่างสมบูรณ์ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ ผู้ ทำางานเพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัยเพียงอย่างเดียว ไม่ว่างานนั้นจะยากลำาบากแค่ ไหนเป็นการทำางานภายใต้หลักธรรมของ บุดดิฺ-โยกะ และจะพบว่าตนเองอยู่ในความ ปลื้มปีติสุขทิพย์เสมอ ด้วยการปฏิบัติทิพย์เช่นนี้เขาจะบรรลุความเข้าใจทิพย์ทั้งหมด โดยปริยายด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน ดังนั้น ความหลุดพ้นของเขามีความ สมบูรณ์อยู่ในตัว โดยไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้ได้รับความรู้ มีข้อแตกต่างกันมาก ระหว่างการทำางานในคริชณะจิตสำานึก และการทำางานเพื่อหวังผลประโยชน์ทางวัตถุ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการสนองประสาทสัมผัสเพื่อบรรลุผลทางครอบครัวหรือความสุข ทางวัตถุ ฉะนั้น บุดดิฺ-โยกะ จึงเป็นคุณสมบัติทิพย์แห่งงานที่เราปฏิบัติ
นะ-ไม่มี, อิฮะ-ใน โยกะ นี้, อบิคระมะ-ในความพยายาม, นาชะฮ-สูญเสีย, อัสทิ-มี, พรัทยะวายะฮ-ลดน้อยลง. นะ-ไม่เคย, วิดยะเท-มี, สุ-อัลพัม-เล็กน้อย, อพิ-ถึงแม้ว่า, อัสยะ-นี้, ดฺารมัสยะ-อาชีพ, ทรายะเท-ปลดปล่อย, มะฮะทะฮ-จากความยิ่งใหญ่มาก, บฺะยาท-อันตราย
ความพยายามเช่นนี้ไม่มีการสูญเสียหรือลดน้อยลง และความเจริญบนวิถีทางนี้ แม้เพียงเล็กน้อย สามารถปกป้องเราจากความกลัวที่มีอันตรายมากที่สุด
กิจกรรมในคริชณะจิตสำานึก หรือการปฎิบัติเพื่อประโยชน์ของคริชณะโดยไม่ คาดหวังจะสนองประสาทสัมผัสของตนเองเป็นคุณสมบัติทิพย์สูงสุดแห่งการทำางาน แม้ เริ่มต้นเพียงเล็กน้อยในกิจกรรมเช่นนี้จะไม่มีอุปสรรคใดขัดขวาง และการเริ่มต้นเพียง เล็กน้อยนี้จะไม่สูญหายไม่ว่าในระดับใด งานที่เริ่มต้นในระดับวัตถุต้องทำาให้สมบูรณ์ มิฉะนั้น จะถือว่าความพยายามทั้งหมดล้มเหลว แต่งานที่เริ่มทำาในคริชณะจิตสำานึก มีผลที่ถาวรแม้จะไม่สำาเร็จสมบูรณ์ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติงานนี้ไม่มีการสูญเสีย แม้งานที่ทำา ในคริชณะจิตสำานึกไม่สมบูรณ์ หนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ทำาในคริชณะจิตสำานึกให้ผลลัพธ์ที่ ถาวร เมื่อเริ่มครั้งต่อไปจะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สอง ขณะที่กิจกรรมในโลกวัตถุหากทำาไม่ สำาเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์จะไม่ได้รับผลกำาไรอะไรเลย อจามิละ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะ จิตสำานึกไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ได้รับผลแห่งความสุขหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มด้วย พระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน มีโศลกอันงดงามที่สัมพันธ์กับประเด็นนี้ใน ชรีมัด- บฺากะวะธัม (1.5.17) ดังนี้
“หากผู้ใดยกเลิกอาชีพของตนแล้วมาทำางานในคริชณะจิตสำานึก ต่อมาตกลงต่ำาโดย ทำาไม่สำาเร็จสมบูรณ์ บุคคลนี้จะไม่สูญเสียอะไรเลย แต่หากเขาปฏิบัติกิจกรรมทาง วัตถุอย่างสมบูรณ์ แล้วจะได้รับประโยชน์อันใด?” ดังเช่นชาวคริสเตียนกล่าวว่า “จะมี ประโยชน์อันใด หากมนุษย์ครอบครองได้ทั้งโลก แต่ได้รับความทุกข์ในการสูญเสียดวง วิญญาณอมตะของตนเอง?”
กิจกรรมทางวัตถุและผลของมันจบลงพร้อมกับร่างกาย แต่การปฏิบัติงานใน คริชณะจิตสำานึกจะนำาเราไปสู่คริชณะจิตสำานึกอีกครั้งหนึ่ง แม้หลังจากสูญเสียร่างกาย นี้ไปแล้ว อย่างน้อยจะต้องได้รับโอกาสในชาติหน้าโดยเกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง อาจ จะเกิดในครอบครัวพราหมณ์ที่มีวัฒนธรรมสูง หรือเกิดในครอบครัวที่ร่ำารวยเพื่อได้ รับโอกาสทำาความเจริญสืบต่อไป นี่คือคุณสมบัติเฉพาะสำาหรับงานปฏิบัติในคริชณะ จิตสำานึก
วิยะวะสายะ-อาทมิคา-แน่วแน่ในคริชณะจิตสำานึก, บุดดิฮ-ปัญญา, เอคา-คนเดียว เท่านั้น, อิฮะ-ในโลกนี้, คุรุ-นันดะนะ-โอ้ โอรสที่รักแห่งราชวงค์คุรุ, บะฮุ-ชาคฺาฮ-มี สาขามากมาย, ฮิ-แน่นอน, อนันทาฮ-ไม่จำากัด, ชะ-เช่นกัน, บุดดฺะยะฮ-ปัญญา, อัพยะ วะสายินาม-ของผู้ที่ไม่อยู่ในคริชณะจิตสำานึก
โอ้ ผู้เป็นที่รักแห่งราชวงศ์คุรุ บุคคลเดินอยู่บนหนทางสายนี้มีเป้าหมายที่แน่วแน่ และมีจุดมุ่งหมายเป็นหนึ่ง ปัญญาของผู้ที่ไม่แน่วแน่มั่นคงจะแตกสาขามากมาย
ความศรัทธาอันมั่นคงในคริชณะจิตสำานึก จะทำาให้เราเจริญไปถึงความสม บูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตเรียกว่าปัญญาแห่ง วิยะวะสายาทมิคา ใน เชธันญะ-ชาริทามริทะ (มัดฺยะ 22.62) กล่าวไว้ว่า
ความศรัทธาหมายถึงความเชื่ออย่างมั่นคงในสิ่งที่ประเสริฐ เมื่อปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะ จิตสำานึกเราไม่จำาเป็นต้องปฏิบัติในความสัมพันธ์กับโลกวัตถุอันเนื่องมาจากพันธกรณี ตามประเพณีครอบครัว มนุษยชาติ หรือประเทศชาติ กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ เป็นการกระทำาตามผลกรรมของเราในอดีตไม่ว่าดีหรือชั่ว เมื่อเราได้ตื่นขึ้นมาในคริชณะ จิตสำานึก เราไม่จำาเป็นต้องพยายามเพื่อผลดีในกิจกรรมของเรา หากสถิตในคริชณะ จิตสำานึกกิจกรรมทั้งหมดอยู่ในระดับที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะคู่ เช่นความดีหรือ ความชั่ว ความสมบูรณ์สูงสุดของคริชณะจิตสำานึกคือการสลัดแนวคิดชีวิตทางวัตถุ ระดับนี้จะบรรลุถึงโดยปริยายเมื่อเราเจริญขึ้นในคริชณะจิตสำานึก
จุดมุ่งหมายอันแน่วแน่ของบุคคลในคริชนะจิตสำานึกมีพื้นฐานอยู่ที่ความรู้ วาสุเดวะฮ สารวัม อิทิ มะฮาทมา สุ-ดุรละบฺะฮ บุคคลในคริชณะจิตสำานึกคือดวง วิญญาณดีที่หาได้ยากและเป็นผู้รู้อย่างสมบูรณ์ว่า วาสุเดวะ หรือ คริชณะทรงเป็น รากฐานแห่งแหล่งกำาเนิดของปรากฏการณ์ทั้งมวล ด้วยการรดน้ำาที่รากของต้นไม้ เท่ากับเราได้แจกจ่ายน้ำาไปที่ใบและกิ่งก้านสาขาโดยปริยาย ฉะนั้น ด้วยการปฏิบัติ ในคริชณะจิตสำานึกเท่ากับเป็นการรับใช้อย่างสูงสุดแด่ทุก ๆ คน เช่น รับใช้ตัวเราเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ มนุษยชาติ ฯลฯ หากองค์ชรีคริชณะทรงพอพระทัยในการ ปฏิบัติของเรา ทุก ๆ คนก็จะพึงพอใจ
อย่างไรก็ดี การอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำานึก ทำาได้ดีที่สุดภายใต้ คำาแนะนำาที่ถูกต้องของพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนที่เชื่อถือได้ของคริชณะ ท่านรู้ ธรรมชาติของศิษย์และสามารถนำาศิษย์ให้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำานึกได้ ดังนั้น การจะ เป็นผู้มีความชำานาญในคริชณะจิตสำานึก เราต้องปฏิบัติตามผู้แทนของคริชณะอย่างแน่ว แน่ และเราควรน้อมรับคำาสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้เสมือนเป็นภารกิจ แห่งชีวิตของเรา ชรีละ วิชวะนาทฺะ ชัคระวารที ทฺาคุระ สอนเราในบทมนต์ที่มีชื่อเสียง เกี่ยวกับพระอาจารย์ทิพย์ดังนี้
“การทำาให้พระอาจารย์ทิพย์พึงพอใจ องค์ภควานก็จะทรงพึงพอพระทัย หากพระ อาจารย์ทิพย์ไม่พึงพอใจ เราจะไม่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมมาสู่ระดับแห่งคริชณะ จิตสำานึก ฉะนั้น ข้าพเจ้าควรทำาสมาธิและสวดมนต์ภาวนาเพื่อพระเมตตาจากพระ อาจารย์ทิพย์วันละสามครั้ง และแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ท่าน”
อย่างไรก็ดี กรรมวิธีทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความรู้อันสมบูรณ์ว่าดวงวิญญาณ อยู่เหนือแนวความคิดทางร่างกาย นี่ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้นแต่เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อไม่เปิดโอกาสให้บุคคลได้สนองประสาทสัมผัสซึ่งปรากฏออกมาในกิจกรรมเพื่อผล ประโยชน์ทางวัตถุ ผู้ไม่มีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงจะถูกหันเหไปในกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ ทางวัตถุต่าง ๆ นานา
ยาม อิมาม-ทั้งหมดนี้, พุชพิทาม-สำานวนโวหาร, วาชัม-คำาพูด, พระวะดันทิ-กล่าว, อวิ พัชชิทะฮิ-ผู้ด้อยปัญญา, เวดะ-วาดะ-ระทาฮ-ผู้อ้างตนว่าปฏิบัติตามพระเวท, พารทฺะ- โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, นะ-ไม่เคย, อันยัท-อื่น ๆ, อัสทิ-มี, อิทิ-ดังนั้น, วาดินะฮ- สนับสนุน, คามะ-อาทมานะฮ-ต้องการสนองประสาทสัมผัส, สวารกะ-พะราฮ-จุดมุ่ง หมายไปถึงโลกสวรรค์, จันมะ-คารมะ-พฺะละ-พระดาม-ได้ผลเกิดในตระกูลดีและผล ดีอื่น ๆ ทางวัตถุ, คริยา-วิเชชะ-พิธีกรรมอันหรูหรา, บะฮุลาม-ต่าง ๆ. โบฺกะ-ความสุข ทางประสาทสัมผัส, ไอชวารยะ-และความมั่นคั่ง, กะทิม-ความก้าวหน้า, พระทิ-ไปสู่
บุคคลผู้ด้อยปัญญาจะยึดติดอยู่กับคำาพูดสำานวนโวหารในคัมภีร์พระเวทที่แนะนำา กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เจริญขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ เกิดในตระกูล ดี และมีอำานาจ ฯลฯ จากความปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัสและมีชีวิตที่ มั่งคั่ง พวกเขาจะกล่าวว่าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
บุคคลทั่วไปไม่ฉลาดเท่าไรนักอันเนื่องมาจากอวิชชา ส่วนใหญ่จะยึดติดใน กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ที่คัมภีร์พระเวทแนะนำาไว้ในบท คารมะ-คาณดะ พวกเขาไม่ ต้องการอะไรมากไปกว่าข้อเสนอให้สนองประสาทสัมผัสเพื่อหาความเพลิดเพลินใน ชีวิตบนสวรรค์ที่มี สุรา นารี พร้อมทั้งความมั่งคั่งทางวัตถุอันเป็นปกติธรรมดา คัมภีร์ พระเวทแนะนำาพิธีบูชาหลายวิธีเพื่อให้ไปสู่สวรรค์ โดยเฉพาะพิธีบูชา จโยทิชโทมะ ได้ กล่าวไว้ว่าผู้ใดปรารถนาความเจริญก้าวหน้าไปสู่สวรรค์ต้องปฏิบัติพิธีบูชาเหล่านี้ และ มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาคิดว่านี่คือจุดมุ่งหมายทั้งหมดของปรัชญาพระเวท เป็นสิ่งยาก ลำาบากมากสำาหรับผู้ที่ด้อยประสบการณ์เหล่านี้จะสถิตด้วยความมั่นใจในการปฏิบัติ คริชนะจิตสำานึก ดังเช่น คนโง่ยึดติดอยู่กับดอกไม้ของต้นที่มีพิษโดยไม่รู้ถึงผลแห่งการ ยึดติดนี้ บุคคลผู้ไม่รู้แจ้งสนุกสนานอยู่กับความมั่งคั่งแห่งสวรรค์และหาความสุขทาง ประสาทสัมผัสก็เช่นเดียวกัน
ในบท คารมะ-คาณดะ ของคัมภีร์พระเวทได้กล่าวไว้ว่า อพามะ โสมัม อมริ- ทา อบํ ูมะ และ อัคชะยยัม ฮะ ไว ชาทุรมัสยะ-ยาจินะฮ สุคริทัม บฺะวะทิ หมายความ ว่าผู้ปฏิบัติตนเอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาสี่เดือน มีสิทธิ์ดื่มเครื่องดื่ม โสมะ-ระสะ เพื่อเป็น อมตะและมีความสุขตลอดกาล แม้ในโลกนี้บางคนกระตือรือร้นจะดื่ม โสมะ-ระสะ เพื่อ ให้มีสุขภาพแข็งแรงเหมาะที่จะหาความสุขในการสนองประสาทสัมผัส บุคคลเช่นนี้ไม่มี ความศรัทธาที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ และจะยึดมั่นมากกับพิธีการบูชา อย่างหรูหราของพระเวท ส่วนมากเพื่อสนองประสาทสัมผัสและไม่ต้องการอะไรมากไป กว่าความสุขเหมือนชีวิตบนสวรรค์ เข้าใจว่ามีอุทยานชื่อ นันดะนะ-คานะนะ สถานที่ซึ่ง เปิดโอกาสอย่างดีให้คบหาสมาคมกับนางฟ้าที่สวยสดงดงาม และมีไวน์ โสมะ-ระสะ ให้ ดื่มอย่างเหลือเฟื่อความสุขทางร่างกายเช่นนี้แน่นอนว่าเป็นความใคร่ ดังนั้นจึงมีผู้ยึดติด อย่างจริงจังกับความสุขทางวัตถุที่ไม่ถาวรเช่นนี้ เสมือนดั่งตนเองเป็นเจ้าแห่งโลกวัตถุ
โบฺกะ-ความสุขทางวัตถุ, ไอชวารยะ-และความมั่งคั่ง, พระสัคทานาม-สำาหรับผู้ที่ยึด ติด, ทะยา-ด้วยสิ่งเหล่านี้, อพะฮริทะ-เชทะสาม-สับสนในใจ, วิยะวะสายะ-อาทมิคา- ความมั่นใจอันแน่วแน่, บุดดิฮฺ-การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน, สะมาโดฺ-ในการ ควบคุมจิตใจ, นะ-ไม่เคย, วิดียะเท-เกิดขึ้น
ในใจของผู้ที่ยึดติดมากอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัสและความมั่งคั่งทางวัตถุ และผู้ที่สับสนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ความมั่นใจอันแน่วแน่ในการอุทิศตนเสียสละรับ ใช้องค์ภควานจะไม่บังเกิดขึ้น
สะมาดิฺ หมายความว่า “จิตที่ตั้งมั่น” พจนานุกรมพระเวท นิรุคทิ กล่าวว่า สัมยัก อาดีฺยะเท 'สมินน อาทมะ-ทัททวะ-ยาทฺาทมยัม “เมื่อจิตตั้งมั่นเพื่อให้เข้าใจ ตนเองเรียกว่าจิตอยู่ใน สะมาดิฺ” สะมาดิฺ จะไม่เกิดขึ้นกับบุคคลผู้ฝักใฝ่ในความสุขทาง ประสาทสัมผัสวัตถุ หรือผู้ที่สับสนอยู่ในสิ่งอันไม่ถาวรเหล่านี้ พวกเขาถูกลงโทษด้วย ขบวนการแห่งพลังงานวัตถุ
ไทร-กุณยะ-เกี่ยวเนื่องกับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, วิชะยาฮ-เรื่องนี้, เวดาฮ- วรรณกรรมพระเวท, นิสไทร-กุณยะฮ-อยู่เหนือสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, บฺะวะ- เป็น, อารจุนะ-โอ้ อารจุนะ, นิรดวันดวะฮ-ปราศจากสภาวะคู่, นิทยะ-สัททวะ-สทฺะฮ- ในระดับบริสุทธิ์ของความเป็นอยู่ทิพย์, นิรโยกะ-คเชมะฮ-ปราศจากความคิดเพื่อผล กำาไรและสวัสดิภาพ, อาทมะ-วาน-สถิตอยู่ในตัว
คัมภีร์พระเวทส่วนใหญ่กล่าวถึงเรื่องสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ โอ้อารจุนะ จง อยู่เหนือทั้งสามระดับนี้ จงเป็นอิสระจากสภาวะคู่ทั้งปวง เป็นอิสระจากความ วิตกกังวลเพื่อผลกำาไรและความปลอดภัยทั้งปวง และจงสถิตในตนเอง
กิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดเกี่ยวกับกรรมและผลกรรมในสามระดับของ ธรรมชาติวัตถุเพื่อผลประโยชน์ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกพันธนาการในโลกวัตถุ คัมภีร์พระเวท ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงกิจกรรมที่ให้ผลทางวัตถุ แล้วจึงค่อย ๆ พัฒนาประชาชนทั่วไปให้ เจริญขึ้นจากสนามแห่งการสนองประสาทสัมผัสมาสู่ระดับทิพย์ อารจุนะทรงเป็นทั้ง ศิษย์และสหายขององค์ชรีคริชณะ ทรงได้รับคำาแนะนำาให้ยกระดับตนเองมาสู่ระดับทิพย์ แห่งปรัชญา เวดานธะ ซึ่งในตอนต้นมี บระฮมะ-จิกยาสา หรือคำาถามเกี่ยวกับองค์ ภควาน สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกวัตถุดิ้นรนด้วยความยากลำาบากมากเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น หลังจากการสร้างโลกวัตถุ องค์ภควานทรงให้ปรัชญาพระเวทเพื่อแนะนำาวิธีการ ดำารงชีวิตและขจัดพันธนาการทางวัตถุ พระองค์ทรงให้ปรัชญาพระเวทเพื่อแนะนำาวิธี การดำารงชีวิตและขจัดพันธนาการทางวัตถุ เมื่อกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสชื่อ บท คารมะ-คาณดะ สิ้นสุดลง ก็จะเปิดโอกาสเพื่อความรู้แจ้งทิพย์ในรูปของ อุพะนิชัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวทที่มีหลายเล่ม ดังเช่น ภควัต-คีตา เป็นส่วนหนึ่งของ คัมภีร์พระเวท เล่มที่ห้าชื่อ มหาภารตะ หนังสือ อุพะนิชัด จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชีวิตทิพย์
ตราบใดที่เรายังมีร่างกายวัตถุอยู่ จะมีกรรมและผลกรรมในสามระดับทาง วัตถุ เราต้องฝึกฝนความอดทนในการเผชิญหน้ากับสภาวะคู่เช่นความสุขและความ ทุกข์ ความเย็นและความร้อน และจากการอดทนต่อสภาวะคู่เช่นนี้ เราจะได้รับอิสรภาพ จากความวิตกกังวลอันเนื่องมาจากผลกำาไรและขาดทุนระดับทิพย์นี้บรรลุได้ในคริชณะ จิตสำานึกที่สมบูรณ์ เมื่อเราขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์อันดีงามของคริชณะอย่าง บริบูรณ์
ยาวาน-ทั้งหมดนั้น, อารทฺะฮ-หมายถึง, อุดะ-พาเน-ในบ่อน้ำา, สารวะทะฮ-ทุกแง่ทุกมุม, สัมพลุทะ-อุดะเค-ในแหล่งน้ำาอันยิ่งใหญ่, ทาวาน-เช่นเดียวกัน, สารเวชุ-ในทั้งหมด, เวเดชุ-วรรณกรรมพระเวท, บราฮมะณัสยะ-ของผู้ที่รู้ บระฮมัน สูงสุด, วิจานะทะฮ-ผู้ อยู่ในความรู้อันสมบูรณ์
ความปรารถนาทั้งหลายที่ได้มาจากบ่อน้ำาเล็ก ๆ แหล่งน้ำาอันยิ่งใหญ่สามารถ ตอบสนองได้ในทันที ในทำานองเดียวกัน ความปรารถนาทั้งปวงในคัมภีร์พระเวท สามารถได้รับการสนองตอบ โดยผู้ที่รู้จุดมุ่งหมายอันแท้จริง
พิธีกรรมและการบูชาที่กล่าวไว้ในบท คารมะ-คาณดะ ของวรรณกรรม พระเวทมีไว้เพื่อส่งเสริมการค่อย ๆ พัฒนาความรู้แจ้งแห่งตน และจุดมุ่งหมายของการรู้ แจ้งแห่งตนเอง ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทที่สิบห้าของ ภควัต-คีตา (15.15) ว่า จุดมุ่ง หมายของการศึกษาคัมภีร์พระเวทเพื่อให้ทราบถึงองค์ชรีคริชณะผู้ทรงเป็นแหล่งกำาเนิด แรกของสรรพสิ่ง ดังนั้น การรู้แจ้งตนเองหมายถึงการเข้าใจคริชณะและความสัมพันธ์ นิรันดรที่เรามีต่อพระองค์ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อคริชณะ ได้กล่าวไว้ในบท ที่สิบห้าของ ภควัต-คีตา (15.7) เช่นกันว่า สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของคริชณะ ฉะนั้น การฟื้นฟูคริชณะจิตสำานึกของปัจเจกชีวิตจึงเป็นระดับที่สมบูรณ์สูงสุดของวิชาพระเวท ชรีมัด-บฺากะวะธัม (3.33.7) ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้
“โอ้ องค์ภควาน บุคคลผู้สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ แม้เกิดในตระกูล ต่ำา เช่น ชัณดาละ (คนกินสุนัข) จะสถิตในระดับสูงสุดแห่งการรู้แจ้งตนเอง บุคคลเช่นนี้ ต้องปฏิบัติการบำาเพ็ญเพียรและการบูชานานัปการตามพิธีกรรมพระเวท และศึกษา วรรณกรรมพระเวทมาแล้วหลายต่อหลายครั้งหลังจากได้อาบน้ำาในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ทุกแห่งของนักบุญ บุคคลนี้พิจารณาว่าดีที่สุดในครอบครัวอารยัน”
ดังนั้น เราต้องมีปัญญาพอที่จะเข้าใจจุดมุ่งหมายของพระเวท โดยไม่ยึดติด กับพิธีกรรมเท่านั้น และต้องไม่ปรารถนาจะพัฒนาตนเองไปสู่อาณาจักรสวรรค์ เพื่อ คุณภาพแห่งการสนองประสาทสัมผัสที่ดีกว่า เป็นไปไม่ได้สำาหรับคนธรรมดาทั่วไป ในยุคนี้ ที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหมดในพิธีกรรมพระเวท หรือจะศึกษา เวดานธะ และ อุพะนิชัด อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะต้องใช้เวลา พลังงาน ความรู้ และทรัพยากร อย่างมากมายเพื่อปฏิบัติตามจุดมุ่งหมายต่าง ๆ ของพระเวท จึงเป็นไปได้ยากมากใน ยุคนี้ อย่างไรก็ดี จุดประสงค์ที่ดีที่สุดของวัฒนธรรมพระเวทสามารถตอบสนองได้ด้วย การสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน ดังที่องค์เชธันญะผู้จัดส่งมวล วิญญาณที่ตกต่ำา เมื่อนักวิชาการพระเวทผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ พระคาชานันดะ สะรัสวะที ถาม องค์เชธันญะว่า ทำาไมมาสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององภควานเหมือนเป็นคน เจ้าอารมณ์ แทนที่จะไปศึกษาปรัชญา เวดานธะ องค์เชธันญะทรงตอบว่าพระอาจารย์ เห็นว่าพระองค์ทรงเบาปัญญายิ่งนัก ดังนั้น ท่านจึงขอร้องให้ไปสวดภาวนาพระนามอัน ศักดิ์สิทธิ์ขององค์ชรีคริชณะ พระองค์จึงทรงทำาเช่นนี้และมีความปลื้มปีติสุขเหมือนคน เสียสติ ในคะลิยุคนี้ประชาชนส่วนใหญ่เบาปัญญา ไม่พร้อมที่จะศึกษาและเข้าใจปรัชญา เวดานธะ จุดประสงค์ที่ดีที่สุดของปรัชญา เวดานธะ จะได้รับการตอบสนองด้วยการ สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานอย่างไร้อาบัติ เวดานธะ เป็นคำาสุดท้าย ของปรัชญาพระเวท ผู้เขียนและผู้รู้ปรัชญาเวดานธะคือองค์ชรีคริชณะ และนักเวดานธะ สูงสุดคือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความสุขในการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของ องค์ภควาน นี่คือจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความเร้นลับของคัมภีร์พระเวททั้งหมด
คารมะณิ-ในหน้าที่ที่กำาหนดไว้, เอวะ-แน่นอน, อดิคาระฮ-ถูกต้อง, เท-ของเธอ, มา-ไม่ เคย, พฺะเลชุ-ในผล, คะดาชะนะ-ทุกเวลา, มา-ไม่เคย, คารมะ-พฺะละ-ในผลของงาน, เฮทุฮ-เหตุ, บํ ูฮ-มาเป็น, มา-ไม่เคย, เท-ของเธอ, สังกะฮ-ความยึดติด, อัสทุ-ควรมี, อคารมะณิ-ในการไม่ทำาตามหน้าที่ที่กำาหนดไว้
เธอมีสิทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ดังที่กำาหนดไว้ แต่ไม่มีสิทธิ์ได้รับผลของการกระทำา จงอย่าพิจารณาว่าตัวเองเป็นแหล่งกำาเนิดของผลงานที่ทำา และอย่ายึดติดกับ การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของเธอ
ณ ที่นี้ พิจารณาได้สามประเด็นคือ หน้าที่ที่กำาหนดไว้ การทำางานตามอำาเภอ ใจ และการอยู่เฉย ๆ หน้าที่ที่กำาหนดไว้คือคำาสั่งที่ได้รับให้ทำากิจกรรมตามระดับแห่ง ธรรมชาติวัตถุที่ตนได้มา งานตามอำาเภอใจหมายถึงงานที่ทำาไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จากผู้ที่เชื่อถือได้ และการอยู่เฉย ๆ คือไม่ทำาตามหน้าที่ที่กำาหนดไว้ องค์ภควานทรงมิได้ แนะนำาให้อารจุนะทรงอยู่เฉย ๆ แต่ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนที่ได้กำาหนดไว้ โดยไม่ยึด ติดกับผลงาน ผู้ที่ยึดติดกับผลของงานก็เป็นต้นเหตุแห่งการทำางานเช่นกัน ดังนั้น เขาจะ ได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลกรรม
หน้าที่ที่กำาหนดไว้แบ่งออกเป็นสามประเภท คือ งานประจำา งานฉุกเฉิน และ งานที่ปรารถนา งานประจำาคือการปฏิบัติตามข้อบังคับตามคำาสั่งของพระคัมภีร์โดย ไม่หวังผล เป็นการกระทำาในระดับแห่งความดี การทำางานเพื่อหวังผลจะเป็นเหตุแห่ง พันธนาการ ดังนั้น งานประเภทนี้ไม่เป็นสิริมงคล ทุกคนมีสิทธ์ิเบื้องต้นเกี่ยวกับหน้าที่ที่ กำาหนดไว้ แต่ควรทำาโดยไม่ยึดติดกับผล พันธหน้าที่ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นนี้จะนำาเรา ไปสู่หนทางแห่งอิสรภาพโดยไม่ต้องสงสัย
ฉะนั้น องค์ภควานทรงแนะนำาอารจุนะให้ต่อสู้ในฐานะที่เป็นหน้าที่โดยไม่ยึดติด กับผล การอยู่เฉย ๆ ของอารจุนะในสนามรบเป็นการยึดติดอีกด้านหนึ่ง การยึดติดเช่นนี้ จะไม่นำาเราไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้น การยึดติดใด ๆ ไม่ว่าจะในเชิงบวกหรือเชิงลบ เป็นเหตุแห่งพันธนาการ การอยู่เฉย ๆ เป็นบาป ฉะนั้น การต่อสู้ตามหน้าที่จึงเป็นวิถีทาง เดียวที่เป็นสิริมงคลเพื่อความหลุดพ้นของอารจุนะ
โยกะ-สทฺะฮ-แน่วแน่, คุรุ-ปฏิบัติ, คารมาณิ-หน้าที่ของเธอ, สังกัม-ความยึดติด, ทยัค ทวา -ยกเลิก, ดะนันจะยะ-โอ้ อารจุนะ, สิดดิ-อสิดดฺโยฮ-ในความสำาเร็จและล้มเหลว, สะมะฮ -สมดุล, บํ ูทวา-มาเป็น, สะมะทวัม-ความสงบ, โยกะฮ-โยคะ, อุชยะเท-เรียกว่า
โอ้ อารจุนะ จงปฏิบัติหน้าที่ของเธอด้วยความแน่วแน่ สลัดการยึดติดต่อความ สำาเร็จหรือความล้มเหลวทั้งปวง ความสงบอันมั่นคงเช่นนี้เรียกว่าโยคะ
คริชณะตรัสแด่อารจุนะว่าควรปฏิบัติโยคะ และโยคะที่ว่านี้คืออะไร? โยคะ หมายถึงการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่บุคลิกภาพสูงสุดด้วยการควบคุมประสาทสัมผัสที่คอย รบกวนอยู่เสมอ และใครคือบุคลิกภาพสูงสุด? บุคลิกภาพสูงสุดคือองค์ภควาน เพราะ ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ตรัสสั่งให้อารจุนะต่อสู้ อารจุนะจึงไม่เกี่ยวข้องกับผลของการต่อสู้ ผลกำาไรหรือชัยชนะเป็นความรับผิดชอบของคริชณะ อารจุนะเพียงแต่ได้รับคำาแนะนำา ให้ปฏิบัติตามคำาสั่งของคริชณะ การปฏิบัติตามคำาสั่งของคริชณะคือโยคะที่แท้จริง และ วิธีการปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำานึก ด้วยคริชณะจิตสำานึกเท่านั้นเราจึงสามารถ ยกเลิกความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ เราต้องมาเป็นผู้รับใช้ของคริชณะหรือเป็นผู้รับใช้ของ ผู้รับใช้ของคริชณะ นี่คือวิธีที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะจิตสำานึก ซึ่งเป็นสิ่ง เดียวที่สามารถช่วยให้เราได้ปฏิบัติโยคะ
อารจุนะทรงเป็น คชัทริยะ ดังนั้น จึงร่วมอยู่ในสถาบัน วารณาชระมะ-ดฺารมะ ได้กล่าวไว้ใน วิชณุ พุราณะ ว่า จุดมุ่งหมายทั้งหมดใน วารณาชระมะ-ดฺารมะ คือการ ทำาให้พระวิชณุทรงพอพระทัย ไม่มีใครควรทำาให้ตนเองพึงพอใจเหมือนกฏเกณฑ์ในโลก วัตถุ แต่เราควรทำาให้คริชณะทรงพอพระทัย ดังนั้น นอกจากเราจะทำาให้คริชณะทรงพอ พระทัย มิฉะนั้น เราจะไม่สามารถปฏิบัติตามหลัก วารณาชระมะ-ดฺารมะ อย่างถูกต้อง ได้ ในทางอ้อมอารจุนะทรงได้รับคำาแนะนำาให้ปฏิบัติตามที่คริชณะทรงสั่ง
ดูเรณะ-ละทิ้งไปให้ไกล, ฮิ-แน่นอน, อวะรัม-น่ารังเกียจ, คารมะ-กิจกรรม, บุดดิ- โยกาท-ด้วยพลังของคริชณะจิตสำานึก, ดฺะนันจะยะ-โอ้ ผู้ชนะความร่ำารวย, บุดโดฺ-ใน จิตสำานึกเช่นนี้, ชะระณัม-ศิโรราบอย่างสมบูรณ์, อันวิชชฺะ-พยายามเพื่อ, คริพะณาฮ- คนโลภ, พฺะละ-เฮทะวะฮ-ผู้ปรารถนาผลทางวัตถุ
โอ้ ดฺะนันจะยะ เธอจงละทิ้งการกระทำาอันน่ารังเกียจนี้ไปให้ไกลแสนไกล ด้วย การอุทิศตนเสียสละรับใช้ และด้วยจิตสำานึกเช่นนี้ จงศิโรราบต่อองค์ภควาน ผู้ใด ที่ปรารถนาจะหาความสุขจากผลงานของตนเองเป็นคนโลภ
ผู้ที่เข้าใจสถานภาพพื้นฐานของตนเองอย่างแท้จริงว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ องค์ภควาน ยกเลิกกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งหมดนอกจากการทำางานในคริชณะจิตสำานึก ดัง ที่อธิบายไว้แล้ว บุดดิฺ-โยกะ หมายถึงการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควานด้วยความรัก การ อุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้เป็นวิธีการทำางานที่ถูกต้องของสิ่งมีชีวิต คนโลภเท่านั้นที่ ปรารถนาจะหาความสุขกับผลงานของตนเองซึ่งทำาให้ถูกพันธนาการทางวัตถุมากยิ่ง ขึ้น นอกจากการทำางานในคริชณะจิตสำานึกแล้วกิจกรรมอื่นทั้งหลายเป็นที่น่ารังเกียจ เพราะว่าจะผูกมัดผู้กระทำาให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายตลอดไป ฉะนั้น เราไม่ควรปรารถนาที่จะเป็นต้นเหตุของงาน ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำาไปในคริชณะ จิตสำานึกเพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย คนโลภไม่รู้ว่าควรใช้ทรัพย์สินความร่ำารวยที่ตน ได้มาอันเนื่องมาจากความโชคดีหรือจากการทำางานหนักอย่างไร เราควรใช้พลังงาน ทั้งหมดทำางานในคริชณะจิตสำานึกซึ่งจะทำาให้ชีวิตเราประสบความสำาเร็จ ไม่เหมือนกับ คนโลภผู้อับโชคที่ไม่รู้จักใช้พลังงานมนุษย์ในการรับใช้องค์ภควาน
บุดดิฺ-ยุคทะฮ-ผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, จะฮาทิ-สามารถขจัด, อิฮะ-ในชีวิต นี้, อุเบฺ-ทั้งคู่, สุคริทะ-ดุชคริเท-ผลดีและผลเลว, ทัสมาท-ดังนั้น, โยกายะ-เพื่อเห็น แก่การอุทิศตนเสียสละรับใช้, ยุจยัสวะ-ปฏิบัติงานเช่นนั้น, โยกะฮ-คริชณะจิตสำานึก, คารมะสุ-ในกิจกรรมทั้งมวล, โคชะลัม-ศิลป
บุคคลผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะทำาให้ตนเองหลุดพ้นไปจากผลกรรม ทั้งดีและชั่วแม้ในชาตินี้ ฉะนั้น จงสู้เพื่อโยคะซึ่งเป็นศิลปะแห่งการทำางานทั้งปวง
แต่ละชีวิตได้สะสมผลกรรมต่าง ๆ ทั้งดีและชั่วนับตั้งแต่สมัยดึกดำาบรรพ์ เมื่อ เป็นเช่นนี้เราจึงอยู่ในอวิชชาตลอดเวลาเกี่ยวกับสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของเรา อวิชชานี้สามารถขจัดออกไปได้ด้วยคำาสั่งสอนของภควัต-คีตา ที่สอนให้เราศิโรราบต่อ องค์ชรีคริชณะในทุก ๆ ด้าน และมีอิสรภาพจากโซ่ตรวนในการเป็นเหยื่อแห่งกรรมและ ผลกรรมชาติแล้วชาติเล่า ดังนั้น อารจุนะทรงได้รับคำาแนะนำาให้ปฏิบัติงานในคริชณะ จิตสำานึกซึ่งเป็นวิธีที่ทำาให้บริสุทธิ์จากผลกรรม
คารมะ-จัม-เนื่องมาจากกิจกรรมเพื่อหวังผล, บุดดิฺ-ยุคทาฮ-ปฏิบัติในการอุทิศตนรับ ใช้, ฮิ-แน่นอน, พฺะลัม-ผลงาน, ทยัคทวา-ยกเลิก, มะนีชิณะฮ-นักปราชณ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือ สาวก, จันมะ-บันดฺะ-จากพันธนาการแห่งการเกิดและการตาย, วินิรมุคทาฮ-อิสรภาพ, พะดัม-ตำาแหน่ง, กัชชันทิ-พวกเขาบรรลุถึง, อนามะยัม-ไม่มีความทุกข์
ด้วยการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือสาวก ทำาให้ตนเองได้รับอิสรภาพจากผลกรรมในโลกวัตถุ ซึ่งเท่ากับได้รับอิสรภาพจาก วัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย และบรรลุถึงระดับที่อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง (ด้วยการกลับคืนสู่องค์ภควาน)
สิ่งมีชีวิตผู้หลุดพ้น อยู่ ณ สถานที่ที่ไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ บฺากะวะธัม (10.14.58) กล่าวว่า
“สำาหรับผู้ที่ยอมรับเอาพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานมาเป็นนาวา องค์ภควาน ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสรรพสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจักรวาล ทรงมีชื่อเสียงในพระนาม มุคุนดะ หรือผู้ให้ มุคทิ (ความหลุดพ้น) ทำาให้มหาสมุทรแห่งโลกวัตถุกลายมาเป็นน้ำาที่อยู่ในรอย เท้าของลูกวัว พะรัม พะดัม คือสถานที่ที่ไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ หรือ ไวคุณธฺะ ซึ่งเป็น จุดมุ่งหมาย ไม่ใช่สถานที่ที่มีภยันตรายอยู่ทุกฝีก้าวในชีวิต”
เนื่องด้วยอวิชชา ทำาให้เราไม่รู้ว่าโลกวัตถุนี้เป็นสถานที่ที่มีความทุกข์และมี ภยันตรายอยู่ทุกฝีก้าว อวิชชาเท่านั้นที่ทำาให้ผู้ด้อยปัญญาพยายามปรับสถานการณ์ด้วย กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ โดยคิดว่าผลแห่งการกระทำาเช่นนี้จะทำาให้ตนเอง มีความสุข โดยไม่รู้ว่าไม่มีร่างกายวัตถุชนิดใดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนภายในจักรวาลวัตถุนี้ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์ ความทุกข์ในชีวิตเช่น การเกิด การตาย ความ แก่ และโรคภัยต่าง ๆ มีอยู่ทุกหนทุกแห่งภายในโลกวัตถุ แต่ผู้ที่เข้าใจสถานภาพพื้นฐาน อันแท้จริงของตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ภควาน และทราบถึงสถานภาพของ บุคลิกภาพแห่งองค์ภควาน ปฏิบัติตนรับใช้พระองค์ด้วยความรักทิพย์ หลังจากนี้เราจะ เป็นผู้มีคุณวุฒิที่จะเข้าไปในโลก ไวคุณธฺะ สถานที่ที่ทุกชีวิตไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ ไม่มี อิทธิพลของเวลาและความตาย การทราบถึงสถานภาพพื้นฐานของตัวเรา หมายถึงการ ทราบสถานภาพอันประเสริฐขององค์ภควานเช่นกัน ผู้ที่คิดผิด ๆ ว่า สถานภาพของสิ่ง มีชีวิตและสถานภาพขององค์ภควานอยู่ในระดับเดียวกัน แน่นอนว่าผู้นั้นอยู่ในความ มืดมน ดังนั้น เขาจะไม่สามารถปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควานได้ แต่จะ พยายามเป็นองค์ภควานเสียเอง ซึ่งเป็นการปูทางเพื่อวัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย ผู้ที่เข้าใจว่าสถานภาพของตนคือผู้รับใช้และหันมารับใช้องค์ภควาน ทันใดนั้นเขามีสิทธิ์ิ เข้าไปสู่ ไวคุณธฺะ โลคะ การรับใช้องค์ภควานเรียกว่า คารมะ-โยกะ หรือ บุดดิฺ-โยกะ หรือในคำาพูดง่าย ๆ คือการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควาน
ยะดา-เมื่อ, เท-ของเธอ, โมฮะ-ความหลง, คะลิลัม-ป่าทึบ, บุดดิฮ-การรับใช้ทิพย์ด้วย ปัญญา, วิยะทิทะริชยะทิ-ข้ามพ้น, ทะดา-ในเวลานั้น, กันทา อสิ-ท่านจะไป, นิรเวดัม- ไม่แตกต่าง, ชโรทัพยัสยะ-ไปสู่ทั้งหมดที่จะได้ยิน, ชรุทัสยะ-ทั้งหมดที่ได้ยินมาแล้ว, ชะ- เช่นกัน
เมื่อสติปัญญาของเธอได้ผ่านออกมาจากป่าทึบแห่งความหลง เธอจะเป็นกลาง ต่อสิ่งที่ได้ยินมาแล้วทั้งหมด และสิ่งที่จะได้ยินทั้งหมด
มีตัวอย่างที่ดีมากมายในชีวิตสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์ภควาน ด้วยการอุทิศตน เสียสละรับใช้แด่องค์ภควานทำาให้ท่านไม่สนใจใยดีต่อพิธีกรรมของพระเวท เมื่อผู้ใดเข้า ใจคริชณะและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับคริชณะอย่างแท้จริง โดยธรรมชาติเขาจะ ไม่สนใจกับพิธีกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ แม้จากพราหมณ์ผู้มีประสบการณ์ ชรี มาดฺะเวนดระ พุรี สาวกและอารชารยะผู้ยิ่งใหญ่ ในสายของสาวก กล่าวว่า
“โอ้ การสวดมนต์ของข้าวันละสามครั้ง จงเจริญ! โอ้ ข้าขอแสดงความเคารพแด่การ อาบน้ำา! โอ้ เทวดา! โอ้ บรรพบุรุษ! โปรดให้อภัยแด่ข้าที่ไม่สามารถแสดงความเคารพ แด่ท่าน ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ไหนข้าจะระลึกถึงแต่ผู้สืบราชวงศ์อันยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ยะดุ (คริชณะ) ผู้เป็นศัตรูของคัมสะ เช่นนี้ ทำาให้ข้าปราศจากพันธนาการแห่งบาปทั้งมวล ข้า คิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำาหรับตัวข้า”
พิธีกรรมต่าง ๆ ของพระเวทบังคับใช้สำาหรับนวกะ เช่น การทำาความเข้าใจ กับบทมนต์ทั้งหมดวันละสามครั้ง การอาบน้ำาในตอนเช้า การแสดงความเคารพต่อ บรรพบุรุษ ฯลฯ หากเราอยู่ในคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์และปฏิบัติตนรับใช้องค์ ภควานด้วยความรักทิพย์ เราจะไม่สนใจใยดีต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้ เพราะว่าเราได้บรรลุ ถึงความสมบูรณ์แล้ว หากสามารถบรรลุถึงระดับความเข้าใจด้วยการรับใช้องค์ ภควาน ชรีคริชณะ เราไม่จำาเป็นต้องปฏิบัติการบำาเพ็ญเพียรและการบูชาต่าง ๆ ที่ แนะนำาไว้ในพระคัมภีร์อีกต่อไป ในทำานองเดียวกัน หากว่าเราไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของ พระเวทว่าให้เข้าถึงคริชณะ และมัวแต่ปฏิบัติตามพิธีกรรมต่าง ๆ ฯลฯ เราจะสูญเสีย เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์กับการกระทำาเช่นนี้ บุคคลในคริชณะจิตสำานึกข้ามพ้นขีด จำากัดของ ชับดะ-บระฮมะ หรือขอบเขตแห่งพระเวท และ อุพะนิชัด
ชรุทิ-ประทีปแห่งพระเวท, วิพระทิพันนา-โดยไม่ถูกอิทธิพลแห่งผลทางวัตถุ, เท-ของ เธอ, ยะดา-เมื่อ, สทฺาสยะทิ-คงอยู่, นิชชะลา-ไม่เคลื่อนที่, สะมาโดฺ-ในจิตสำานึกทิพย์ หรือคริชณะจิตสำานึก, อชะลา-ความแน่วแน่, บุดดิฮ-ปัญญา, ทะดา-ในเวลานั้น, โยกัม-ความรู้แจ้งตนเอง, อวาพสยะสิ-เธอจะบรรลุผล
เมื่อจิตใจของเธอไม่ถูกรบกวนจากสำานวนโวหารของคัมภีร์พระเวท และเมื่อจิต ของเธอตั้งมั่นอยู่ในสมาธิเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน เมื่อนั้นเธอได้บรรลุถึงจิตสำานึก ทิพย์แล้ว
เมื่อกล่าวว่าบุคคลนี้อยู่ในสมาธิ หรือ สะมาดิฺ หมายความว่าผู้นั้นมีคริชณะ จิตสำานึกอย่างบริบูรณ์ ผู้อยู่ใน สะมาดิฺ ที่สมบูรณ์รู้แจ้งถึง บระฮมัน พะระมาทมา และ บฺะกะวาน ความสมบูรณ์สูงสุดแห่งการรู้แจ้งแห่งตนคือการเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ตนเองเป็นผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะ ภารกิจเดียวของตนคือการปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะ จิตสำานึก บุคคลในคริชณะจิตสำานึกหรือสาวกผู้มีความมั่นคงต่อองค์ภควาน จะไม่ถูก รบกวนจากสำานวนโวหารของคัมภีร์พระเวทหรือไปปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุให้ เจริญขึ้นไปสู่สวรรค์ ในคริชณะจิตสำานึกเรามีความสัมพันธ์กับคริชณะโดยตรง และคำา แนะนำาทั้งหมดของคริชณะเราอาจเข้าใจได้จากระดับทิพย์นี้ ด้วยการกระทำาเช่นนี้เรา มั่นใจได้ว่าจะบรรลุผลและได้รับความรู้ที่แท้จริงอย่างแน่นอน เราเพียงแต่ต้องปฏิบัติ ตามคำาสั่งของคริชณะหรือพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์
อารจุนะฮ อุวาชะ-อารจุนะตรัส, สทิทะ-พระกยัสยะ-ของผู้ที่สถิตในคริชณะจิตสำานึก อย่างมั่นคง, คา-อะไร, บฺาชา-ภาษา, สะมาดิ-สทัสยะ-ของผู้ที่สถิตในสมาธิ, เคชะวะ- โอ้ คริชณะ, สทิทะ-ดีฮ-ผู้ที่ตั้งมั่นในคริชณะจิตสำานึก, คิม-อะไร, พระบฺาเชทะ-พูด, คิม-อย่างไร, อาสีทะ-คงอยู่เหมือนเดิม, วระเจทะ-เดิน, คิม-อย่างไร
อารจุนะตรัสว่า โอ้ คริชณะ บุคคลที่จิตสำานึกซึมซาบอยู่กับองค์ภควาน มีลักษณะ อาการเช่นไร? เขาพูดอย่างไรและใช้ภาษาอะไร? เขานั่งและเดินอย่างไร?
ดังที่ทุกคนมีลักษณะอาการเฉพาะตนในสถานการณ์เฉพาะของตน เช่น เดียวกัน ผู้ที่มีคริชณะจิตสำานึกก็มีธรรมชาติเฉพาะตน เช่น การพูด การเดิน การคิด และความรู้สึก ฯลฯ คนรวยจะมีลักษณะอาการที่ส่อให้เห็นว่าเขาเป็นคนรวย คนเป็น โรคมีอาการที่แสดงให้รู้ว่าเขาเป็นโรค คนได้รับการศึกษาสูงก็มีลักษณะอาการของตน ดังนั้น ผู้มีจิตสำานึกทิพย์แห่งคริชณะก็มีลักษณะอาการเฉพาะตัวในการกระทำาสิ่งต่าง ๆ เราสามารถทราบลักษณะอาการเฉพาะตัวนี้ได้จาก ภควัต-คีตา สิ่งสำาคัญที่สุดคือผู้มี คริชณะจิตสำานึกพูดอย่างไร เพราะการพูดเป็นคุณสมบัติสำาคัญที่สุดของมนุษย์ ได้กล่าว ไว้ว่า คนโง่จะไม่มีใครรู้ถ้าหากเขาไม่พูด และคนโง่ที่แต่งตัวดีจะไม่มีใครรู้นอกจากเขา พูด ทันทีที่พูดออกมาเขาจะเปิดเผยตนเองออกมา ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดเจนของ ผู้มีคริชณะจิตสำานึกคือเขาจะพูดถึงแต่คริชณะและเรื่องราวที่เกี่ยวกับคริชณะเท่านั้น ลักษณะอาการอื่น ๆ จะตามมาโดยปริยาย ดังจะกล่าวต่อไป
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ-บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, พระจะฮาทิ-ยกเลิก, ยะดา- เมื่อ, คามาน-ปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัส, สารวาน-ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด, พารทฺะ-โอ้ โอรสของพระนางพริทฺา, มะนะฮ-กะทาน-การคาดคะเนทางจิตใจ, อาทมะ นิ-ในระดับที่บริสุทธิ์ของดวงวิญญาณ, เอวะ-แน่นอน, อาทมะนา-ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์, ทุสทะฮ-พึงพอใจ, สทิทะ-พระกยะฮ-สถิตอยู่เหนือโลก, ทะดา-ในเวลานั้น, อุชยะเท- ถูกกล่าวไว้
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า โอ้ พารทฺะ เมื่อบุคคลยกเลิกความปรารถนา นานับปการเพื่อสนองประสาทสัมผัส ซึ่งเกิดขึ้นจากการคาดคะเนของจิต และ เมื่อจิตบริสุทธิ์ขึ้น เขาจะพบแต่ความพึงพอใจในตนเองเท่านั้น กล่าวไว้ว่าบุคคลผู้ นี้มีจิตสำานึกทิพย์ที่บริสุทธิ์
บฺากะวะธัม ยืนยันว่าบุคคลใดที่มีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์ หรืออุทิศ ตนรับใช้องค์ภควานจะมีคุณสมบัติที่ดีทั้งหมดของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ในขณะที่ผู้ที่ มิได้สถิตในระดับทิพย์นี้จะไม่มีคุณสมบัติที่ดีเลย เพราะว่าเขาจะพึ่งแต่การคาดคะเน ทางจิตใจของตนเองอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงกล่าวได้อย่างถูกต้อง ณ ที่นี้ว่าเราต้อง ยกเลิกความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นจากการคาดคะเนของจิตใจ ความต้องการทางประสาทสัมผัสนี้ไม่สามารถหยุดอย่างผิดธรรมชาติได้ แต่ทันทีที่ เราเริ่มปฏิบัติในคริชณะจิตสำานึก ความต้องการทางประสาทสัมผัสจะบรรเทาลงโดย ปริยายโดยไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษ ฉะนั้น เราต้องปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำานึกโดย ไม่ลังเล เพราะการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้ จะช่วยนำาเรามาสู่ระดับจิตสำานึกทิพย์ทันที จิตวิญญาณที่พัฒนาสูงแล้วจะมีความพึงพอใจในตนเองเสมอ ด้วยสำานึกที่ว่าตนเอง เป็นผู้รับใช้ขององค์ภควาน บุคคลผู้สถิตในระดับทิพย์เช่นนี้จะไม่มีความต้องการทาง ประสาทสัมผัสอันเนื่องมาจากลัทธิวัตถุนิยมที่ไม่สำาคัญ แต่เขาจะมีความสุขอยู่เสมอใน สภาวะธรรมชาติแห่งการรับใช้องค์ภควานนิรันดร
ดุฮเคฺชุ-ในความทุกข์สามคำารบ, อนุดวิกนะ-มะนาฮ-ไม่มีความวุ่นวายภายในใจ, สุเคฺชุ- ในความสุข, วิกระทะ-สพริฮะฮ-ไม่มีความสนใจ, วีทะ-เป็นอิสระจาก, รากะ-ความยึด ติด, บฺะยะ-ความกลัว, โครดฺะฮ-และความโกรธ, สทิทะ-ดีฮ-ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง, มุนิฮ- นักปราชญ์, อุชยะเท-เรียกว่า
ผู้ที่จิตใจไม่ถูกรบกวนแม้ท่ามกลางความทุกข์สามคำารบ หรือมีความปีติเมื่อได้รับ ความสุข และเป็นอิสระจากความยึดติด ความกลัว และความโกรธ ได้ชื่อว่า เป็นนักปราชญ์ผู้มีจิตใจมั่นคง
คำาว่า มุนิ หมายถึงผู้ที่สามารถรบกวนจิตใจตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ จากการคาด คะเนทางจิตโดยไม่มีข้อสรุปอย่างแท้จริง กล่าวไว้ว่า มุนิ ทุกรูปมีมุมมองที่แตกต่างกัน หากไม่มีมุมมองที่ต่างจาก มุนิ อื่นจะเรียกว่าเป็น มุนิ ไม่ได้ ตามคำานิยาม นาสาพ ริชิร ยัสยะ มะทัม นะ บินนัม (มะฮาบฺาระทะ, วะนะ-พารวะ 313.117) แต่ สทิทะ-ดีร มุนิ ที่องค์ ภควานตรัส ณ ที่นี้ แตกต่างจาก มุนิ ทั่วไป สทิทะ-ดีร มุนิ อยู่ใน คริชณะจิตสำานึกเสมอ เพราะได้เสร็จสิ้นจากภารกิจการคาดคะเนสร้างสรรค์ทั้งปวง ท่านได้ชื่อว่า พระชาน- ทะ-นิฮเชชะ-มะโน-ระทฺานทะระ (สโททระ-รัทนะ 43) หรือผู้ที่ข้ามพ้นระดับแห่งการ คาดคะเนทางจิตใจ และได้ผลสรุปว่า องค์ชรีคริชณะหรือวาสุเดวะคือทุกสิ่งทุกอย่าง (วาสุเดวะฮ สารวัม อิทิ สะ มะฮาทมา สุ-ดุรละบฺะฮ) ท่านได้ชื่อว่า มุนิ ผู้มีจิตใจมั่นคง ผู้ที่มีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์เช่นนี้จะไม่ถูกรบกวนจากการรุกรานของความทุกข์ สามคำารบ เพราะท่านน้อมรับความทุกข์ทั้งหมดว่าเป็นพระเมตตาขององค์ภควาน และ คิดว่าตนเองควรได้รับทุกข์ทรมานมากกว่านี้อันเนื่องมาจากกรรมเก่า และยังเห็นอีกว่า ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานที่ทำาให้ความทุกข์ได้รับการลดโทษจนถึงขีดต่ำาสุด ลักษณะเดียวกัน เมื่อได้รับความสุขท่านจะส่งมอบให้แด่องค์ภควานและคิดว่าตนเอง ไม่ควรค่ากับความสุขนี้ สำานึกว่าด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานเท่านั้นท่าน จึงได้มาอยู่ในสภาวะที่สะดวกสบายเช่นนี้ และทำาให้สามารถปฏิบัติรับใช้พระองค์ได้ดี ยิ่งขึ้น สำาหรับการรับใช้องค์ภควานท่านจะมีความกล้าหาญและตื่นตัวเสมอ โดยไม่มี อิทธิพลของการยึดติดหรือการไม่ยึดติดใด ๆ มาครอบงำา การยึดติดหมายถึงยอมรับเอา บางสิ่งเพื่อสนองประสาทสัมผัสและการไม่ยึดติดคือปราศจากการยึดติดกับการสนอง ประสาทสัมผัสเช่นนี้ แต่ผู้ที่ตั้งมั่นในคริชณะจิตสำานึกจะไม่มีทั้งการยึดติดและการไม่ยึด ติดเพราะท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการรับใช้องค์ภควานเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่มีความโกรธเลย แม้ว่าความพยายามจะไม่ประสบผลสำาเร็จ บุคคลในคริชณะจิตสำานึกจะมีความมั่นใจ อยู่เสมอไม่ว่าจะสำาเร็จหรือล้มเหลว
ยะฮ-ผู้ซึ่ง, สารวะทระ-ทุกหนทุกแห่ง, อนะบิสะเนฮะฮ-ไม่มีความรัก, ทัท-นั้น, ทัท-นั้น, พราพยะ-ได้รับ, ชุบฺะ-ดี, อชุบัม-ชั่ว, นะ-ไม่เคย, อบินันดะทิ-สรรเสริญ, นะ-ไม่เคย, ดเวชทิ-อิจฉา, ทัสยะ-ของเขา, พระกยา-ความรู้ที่สมบูรณ์, พระทิชทิทา-มั่นคง
ในโลกวัตถุนี้ ผู้ที่ไม่เสน่หาต่อสิ่งดีหรือชั่วที่ตนเองอาจได้รับ ทั้งไม่ยกย่องหรือ เหยียดหยาม ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความแน่วแน่มั่นคงในความรู้อันสมบูรณ์
จะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในโลกวัตถุอยู่เสมอซึ่งอาจจะดีหรือเลว ผู้ที่ ไม่ถูกรบกวนจากการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุเช่นนี้ ผู้ที่ไม่เสน่หากับความดีหรือความชั่ว เข้าใจได้ว่าเป็นผู้มีความมั่นคงในคริชณะจิตสำานึก ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลกวัตถุจะมีทั้ง ดีและชั่วอยู่เสมอเพราะว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยสภาวะคู่ แต่ผู้ที่มั่นคงในคริชณะจิตสำานึก จะไม่เสน่หากับความดีหรือความชั่ว เพราะเขาสนใจแต่คริชณะผู้ทรงไว้ซึ่งความดี ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์เท่านั้น จิตสำานึกในคริชณะเช่นนี้จะสถิตตนเองให้อยู่ใน สภาวะทิพย์โดยสมบูรณ์ เรียกตามศัพท์เทคนิคว่า สะมาดิฺ
ยะดา-เมื่อ, สัมฮะระเท-ม้วนกลับ, ชะ-เช่นกัน, อยัม-เขา, คูรมะฮ-เต่า, อังกานิ-แขน ขา, อิวะ-เหมือน, สารวะชะฮ-ทั้งหมด, อินดริยานิ-ประสาทสัมผัสต่างๆ, อินดริยะ-อาร เทฺบฺยะฮ-จากอายตะภายนอก, ทัสยะ-ของเขา, พระกยา-จิตสำานึก, พระทิชทิทา-มั่นคง
ผู้ที่สามารถดึงประสาทสัมผัสของตนเองให้กลับมาจากอายตนะภายนอก ดัง เช่นเต่าที่หดแขนขาเข้าไว้ในกระดอง เป็นผู้ที่มีความแน่วแน่มั่นคงในจิตสำานึกที่ สมบูรณ์
การทดสอบโยคี สาวก หรือดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน คือเขาสามารถ ควบคุมประสาทสัมผัสตามแผนของตนเองได้ อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่เป็นทาสของ ประสาทสัมผัสจึงให้ประสาทสัมผัสเป็นผู้นำาทาง นี่คือคำาตอบต่อคำาถามที่ว่าโยคีสถิต อย่างไร ประสาทสัมผัสเปรียบเสมือนงูพิษที่ต้องการทำาอะไรตามอำาเภอใจอย่างไร้กฎ เกณฑ์ โยคีหรือสาวกจะต้องเข็มแข็งมากในการควบคุมงู เหมือนกับหมองูผู้ไม่ยอม ปล่อยให้งูเลื้อยไปอย่างอิสระ มีกฎเกณฑ์มากมายในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย บ้างเป็น ข้อห้าม บ้างเป็นข้อปฏิบัติ นอกจากว่าเราสามารถทำาตามข้อห้ามและข้อปฏิบัติ และ ควบคุมตนเองจากความสุขทางประสาทสัมผัส มิฉะนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความแน่วแน่ มั่นคงในคริชณะจิตสำานึก ตัวอย่างที่ดีที่สุด ณ ที่นี้คือเต่า ไม่ว่าในขณะใดเต่าสามารถหด ประสาทสัมผัสของตนเองให้เข้ามาอยู่ภายในกระดอง และยืดออกมาใหม่เมื่อต้องการ ใช้งาน ทำานองเดียวกัน ประสาทสัมผัสของบุคคลในคริชณะจิตสำานึกใช้เฉพาะในจุดมุ่ง หมายเพื่อรับใช้องค์ภควานเท่านั้น มิฉะนั้น จะดึงกลับมา อารจุนะทรงได้รับคำาสั่งสอน ณ ที่นี้ ให้ใช้ประสาทสัมผัสของพระองค์เพื่อรับใช้องค์ภควาน แทนที่จะใช้เพื่อความพึง พอใจของตนเอง การรักษาประสาทสัมผัสไว้เพื่อรับใช้องค์ภควานอยู่เสมอ คือตัวอย่าง เปรียบเทียบกับเต่าที่สามารถรักษาประสาทสัมผัสของตนเองไว้ให้อยู่ภายในได้
วิชะยาฮ-อาตนะภายนอกเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส, วินิวารทันเท-ฝึกฝนเพื่อให้ ละเว้นจาก, นิราฮารัสยะ-ด้วยข้อห้ามเชิงลบ, เดฮินะฮ-สำาหรับร่างกาย, ระสะ-วาร- จัม-ยกเลิกรส, ระสะฮ-ความสุขทางประสาทสัมผัส, อพิ-ถึงแม้ว่าจะมี, อัสยะ-ของเขา, พะรัม-สิ่งที่สูงส่งกว่ามาก, ดริชทวา-โดยประสบการณ์, นิวารทะเท-เขาหยุดจาก
ดวงวิญญาณในร่างอาจถูกควบคุมจากความสุขทางประสาทสัมผัส แม้รสของ อายตนะภายนอกยังคงอยู่ แต่หยุดการกระทำาเช่นนี้ได้ด้วยการมาสัมผัสกับรสที่ สูงกว่า จะทำาให้เขามีความมั่นคงในจิตสำานึก
นอกจากเราสถิตในระดับทิพย์ มิฉะนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดแสวงหาความสุข ทางประสาทสัมผัส วิธีการควบคุมความสุขทางประสาทสัมผัสด้วยกฎเกณฑ์เหมือนกับ การจำากัดอาหารบางชนิดสำาหรับผู้ป่วย อย่างไรก็ดี คนป่วยไม่ชอบทั้งการควบคุมและ การสูญเสียรสอาหาร ในทำานองเดียวกันการจำากัดประสาทสัมผัสด้วยวิธีปฏิบัติธรรม เช่น อัชทางกะ-โยกะ ในเรื่องของ ยะมะ, นิยะมะ, อาสะนะ, พราณายามะ, พรัทยาฮาระ, ดฺาระณา, ดฺยานะ, ฯลฯ แนะนำาไว้สำาหรับผู้ด้อยปัญญาที่ไม่รู้อะไรดีไปกว่านี้ แต่สำาหรับผู้ ที่ได้รับรสแห่งความสง่างามของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะ ในขณะที่เจริญ ก้าวหน้าในคริชณะจิตสำานึก จะไม่มีรสสำาหรับสิ่งของวัตถุที่ตายซากอีกต่อไป ฉะนั้น ข้อ จำากัดมีไว้สำาหรับนวกะผู้ด้อยปัญญาเพื่อให้ชีวิตก้าวหน้าในวิถีทิพย์ แต่การจำากัดเช่นนี้ จะเป็นผลดีจนกระทั่งเราได้รับรสอันแท้จริงในคริชณะจิตสำานึก เมื่อมี คริชณะจิตสำานึก อย่างแท้จริง เราจะสูญเสียรสชาติในสิ่งที่ตายซากไปโดยปริยาย
ยะทะทะฮ-ขณะที่พยายาม, ฮิ-แน่นอน, อพิ-ถึงแม้ว่า, คะอุนเทยะ-โอ้ โอรสพระนาง คุนที, พุรุชัสยะ-ของมนุษย์, วิพัชชิทะฮ-เต็มไปด้วยความรู้ที่แยกแยะ, อินดริยาณิ- ประสาทสัมผัส, พระมาทฺีนิ-เร่าร้อน, ฮะรันทิ-โยน, พระสะบัม-โดยการบังคับ, มะนะฮ- จิตใจ
โอ้ อารจุนะ ประสาทสัมผัสนั้นรุนแรงและรวดเร็วมาก จนสามารถบังคับนำาพา จิตใจให้เตลิดเปิดเปิงไป แม้จิตใจของผู้มีดุลยพินิจที่พยามยามควบคุมมัน
มีนักบุญผู้คงแก่เรียน นักปราชญ์ และนักทิพย์นิยมมากมายที่พยายามเอาชนะ ประสาทสัมผัส แต่ถึงจะพยายามอย่างไร แม้ผู้เก่งกาจที่สุดบางครั้งยังพ่ายแพ้ตกลงมา เสพสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุอันเนื่องมาจากจิตใจที่หวั่นไหว แม้แต่ วิชวามิทระ ผู้ เป็นทั้งนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่และโยคีที่สมบูรณ์ได้ถูกนาง เมนะคา ยั่วยวนให้ไปเสพสุข ทางเพศ ถึงแม้ว่าโยคีพยายามจะควบคุมประสาทสัมผัสด้วยการบำาเพ็ญเพียรอย่าง หนักและฝึกโยคะด้วยวิธีการต่าง ๆ แน่นอนว่ามีตัวอย่างคล้ายคลึงกันนี้อีกมากใน ประวัติศาสตร์โลก ฉะนั้น จึงเป็นการยากมากที่จะควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส โดยไม่มีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์ หากไม่ใช้จิตใจทำาสมาธิอยู่ที่คริชณะเราจะไม่ สามารถหยุดกิจกรรมทางวัตถุได้ ชรี ยามุนาชารยะ นักบุญและสาวกผู้ยิ่งใหญ่ได้ให้ ตัวอย่างเชิงปฏิบัติดังนี้
“ตั้งแต่นำาจิตใจมาปฏิบัติรับใช้พระบาทรูปดอกบัวขององค์ชรีคริชณะอาตมาได้รับ ความสุขในอารมณ์ทิพย์ที่สดใหม่อยู่เสมอ เมื่อใดที่เริ่มคิดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง อาตมาจะเมินหน้าหนีทันที และถ่มน้ำาลายให้กับความคิดเช่นนี้”
คริชณะจิตสำานึกมีความสวยงามแบบทิพย์จนทำาให้ความสุขทางวัตถุหมด รสชาติไปโดยปริยาย เหมือนกับคนที่หิวโหยเมื่อได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทาง อาหารในปริมาณที่เพียงพอจะรู้สึกพึงพอใจ มะฮาราจะ อัมบะรีชะ ทรงได้รับชัยชนะ จากโยคีผู้ยิ่งใหญ่ ดุรวาสา มุนิ เพียงเพราะว่าจิตใจของพระองค์ทรงปฏิบัติอยู่ใน คริชณะจิตสำานึก (สะ ไว มะนะฮ คริชณะ-พะดาระวินดะโยร วะชามสิ ไวคุณธฺะ- กุณานุวารณะเน)
ทานิ-ประสาทสัมผัสเหล่านี้, สารวาณิ-ทั้งหมด, สัมยัมยะ-อยู่ภายใต้การควบคุม, ยุค- ทะฮ-ใช้, อาสีทะ-ควรสถิต, มัท-พะระฮ-ในความสัมพันธ์กับข้า(คริชณะ), วะเช-ในการ ปรามอย่างสมบูรณ์, ฮิ-แน่นอน, ยัสยะ-ผู้ซึ่ง, อินดริยาณิ-ประสาทสัมผัส, ทัสยะ-ของ เขา, พระกยา-จิตสำานึก, พระทิชทิฺทา-ตั้งมั่น
บุคคลผู้สามารถปรามประสาทสัมผัสของตนเอง รักษาให้อยู่ภายใต้การควบคุม ได้อย่างสมบูรณ์ และตั้งมั่นจิตสำานึกอยู่ที่ข้า ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีปัญญามั่นคง
แนวคิดสูงสุดแห่งความสมบูรณ์ของโยคะ คือคริชณะจิตสำานึกซึ่งได้อธิบาย ไว้อย่างชัดเจนในโศลกนี้ นอกจากเราจะมีคริชณะจิตสำานึกแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่ จะควบคุมประสาทสัมผัสไว้ได้ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ดุรวาสา มุนิ ผู้ยิ่งใหญ่ มีเรื่อง บาดหมางกับ มะฮาราจะ อัมบะรีชะ, ดุรวาสา มุนิ เกิดโมโหโดยที่ควรหลีกเลียงได้ เพราะทะนงตนจึงไม่สามารถควบคุมประสาทสัมผัสของตนเองได้ อีกด้านหนึ่งกษัตริย์ แม้จะไม่ใช่โยคีหรือเป็นผู้มีฤทธิ์เช่น มุนิ แต่ทรงเป็นสาวกขององค์ภควาน ทรงอดทน และนิ่งเฉยต่อความไม่ยุติธรรมของ มุนิ จนได้รับชัยชนะ เป็นเพราะกษัตริย์ทรงสามารถ ควบคุมประสาทสัมผัสของพระองค์ไว้ได้ ได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีใน ชรีมัด-บฺากะวะธัม (9.4.18-20) ดังต่อไปนี้
“กษัตริย์ อัมบะรีชะ ทรงตั้งมั่นจิตใจของพระองค์อยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์ชรี คริชณะ ทรงใช้พระราชดำารัสอธิบายถึงอาณาจักรขององค์ภควาน ทรงใช้พระหัตถ์ ทำาความสะอาดวัดขององค์ภควาน ใช้พระกรรณสดับฟังลีลาขององค์ภควาน ใช้ พระเนตรดูรูปลักษณ์ขององค์ภควาน ใช้พระวรกายสัมผัสร่างของสาวก ใช้พระนาสิกดม กลิ่นดอกไม้ที่ถวายให้พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควาน ใช้พระชิวหาลิ้มรสใบ ทุละสี ที่ถวายให้องค์ภควาน ใช้พระบาทเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีวัดขององค์ภควาน อยู่ ใช้พระเศียรถวายความเคารพแด่องค์ภควาน และทรงใช้พระราชประสงค์เพื่อให้พระ ราชประสงค์ขององค์ภควานสมปรารถนา ฯลฯ คุณสมบัติทั้งหมดนี้ทรงทำาให้กษัตริย์ อัมบะรีชะ เหมาะสมที่จะเป็นสาวก มัท-พะระ ขององค์ภควาน”
คำาว่า มัท-พะระ มีความสำาคัญมาก ณ ที่นี้ เราจะมาเป็น มัท-พะระ ได้ อย่างไรได้อธิบายไว้ในชีวิตของ มะฮาราจะ อัมบะรีชะ, ชรีละ บะละเดวะ วิทยาบํ ูชะณะ นักวิชาการและอาชรยะผู้ยิ่งใหญ่ในสายของ มัท-พะระ กล่าวว่า มัด-บัคธิ-พระบฺา เวนะ สารเวนดริยะ-วิจะยะ-พูรวิคา สวาทมะ-ดริชทิฮ สุละเบฺทิ บฺาวะฮ “ประสาท สัมผัสสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ด้วยพลังแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ คริชณะเท่านั้น” บางครั้งได้ให้ไฟไว้เป็นตัวอย่างเช่นกันว่า “เสมือนดั่งเปลวไฟเผาไหม้ ทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้อง พระวิชณุผู้ทรงสถิตในหัวใจของโยคี ทรงเผาผลาญทุกสิ่งทุก อย่างที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด” โยกะ-สูทระ ได้อธิบายการทำาสมาธิที่พระวิชณุเช่นกันว่ามิใช่ เป็นการทำาสมาธิอยู่กับสิ่งที่ว่างเปล่า ผู้ที่สมมุติว่าเป็นโยคีทำาสมาธิอยู่กับบางสิ่งที่ไม่ใช่ พระวิชณุจะเสียเวลาของตนไปโดยเปล่าประโยชน์ในการค้นหาสิ่งที่เป็นภาพหลอน เรา ต้องมี คริชณะจิตสำานึกด้วยการอุทิศตนให้แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า นี่คือจุดมุ่ง หมายของโยคะที่แท้จริง
ดฺยายะทะฮ-ขณะที่จิตจดจ่อ, วิชะยาน-อายตนะภายนอก, พุมสะฮ-ของบุคคล, สังกะฮ -ความยึดติด, เทชุ-ในอายตนะภายนอก, อุพะจายะเท-พัฒนา, สังกาท-จากการยึดติด, สันจายะเท-พัฒนา, คามะฮ-ความต้องการ, คามาท-จากความต้องการ, โครดฺะฮ- ความโกรธ, อบิจายะเท-ปรากฏออกมา
ขณะที่จิตจดจ่ออยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ผู้นั้นจะเกิดความยึดติดต่อสิ่ง เหล่านี้ จากการยึดติดราคะเริ่มก่อตัว และจากราคะความโกรธก็ตามมา
ผู้ที่ไม่มีคริชณะจิตสำานึกจะต้องตกอยู่ภายใต้ความต้องการทางวัตถุ ขณะที่จิต จดจ่ออยู่ที่รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ประสาทสัมผัสจำาเป็นต้องปฏิบัติงาน ถ้าหากว่า ประสาทสัมผัสมิได้ปฏิบัติงานรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์ ประสาทสัมผัสจะ แสวงหางานรับใช้ลัทธิวัตถุนิยมอย่างแน่นอน ในโลกวัตถุทุก ๆ คนรวมทั้งพระศิวะและ พระพรหม โดยไม่ต้องกล่าวถึงเทวดาองค์อื่น ๆ บนสวรรค์ ทุก ๆ ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพล ของรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะออกจากปัญหาทางโลกวัตถุ นี้คือการมาปฏิบัติคริชณะจิตสำานึก พระศิวะทรงเข้าฌานอย่างลึกซึ้งแต่เมื่อพระนาง พารวะทีมายั่วยวนพระองค์เพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส พระศิวะทรงคล้อยตาม ผลก็คือคารทิเคยะได้กำาเนิดออกมา เมื่อ ฮะริดาสะ ทฺาคุระ สาวกหนุ่มขององค์ภควาน ถูกยั่วยวนในลักษณะเดียวกันโดยอวตารของ มายา-เทวี แต่ฮะริดาสะสามารถผ่าน การทดสอบไปได้อย่างง่ายดาย เพราะว่าท่านได้อุทิศตนเสียสละแด่องค์ชรีคริชณะด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกของ ชรี ยามุนาชารยะ สาวกขององค์ภควานผู้ มีความจริงใจสามารถหลีกเลี่ยงความสุขทางประสาทสัมผัสทั้งหมดได้ เนื่องจากได้รับ รสความสุขทิพย์ที่สูงกว่าในความสัมพันธิ์กับองค์ภควาน นี่คือเคล็ดลับแห่งความสำาเร็จ ฉะนั้น ผู้ที่ไม่อยู่ในคริชณะจิตสำานึกไม่ว่าจะมีพลังอำานาจมากมายเพียงใดในการควบคุม ประสาทสัมผัสด้วยการเก็บกดอย่างผิดธรรมชาติ ในที่สุดจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่เสี้ยวแห่งความคิดเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส จะทำาให้เขาหวั่นไหวไป กับการสนองความต้องการนั้น
โครดฺาท-จากความโกรธ, บฺะวะทิ-เกิดขึ้น, สัมโมฮะฮ-ความหลงที่สมบูรณ์, สัมโมฮาท- จากความหลง, สมริทิ-ของความจำา, วิบฺระมะฮ-ความสับสน, สมริทิ-บฺรัมชาท-หลัง จากความจำาสับสน, บุดดิฺ-นาชะฮ-สูญเสียปัญญา, บุดดิฺ-นาชาท-และจากการสูญเสีย ปัญญา, พระณัชยะทิ-เขาตกต่ำาลง
จากความโกรธความหลงงมงายเกิดขึ้น จากความหลงงมงายทำาให้ความจำา เกิดสับสน เมื่อความจำาสับสนปัญญาก็สูญเสียไป และเมื่อปัญญาได้สูญเสียไป แล้วเขาจะตกต่ำาลงมาในสระวัตถุอีกครั้งหนึ่ง
ชรีละ รูพะ โกสวามี ให้คำาแนะนำาเราดังนี้
(Bhakti-rasāmṛta-sindhu 1.2.258)
ด้วยการพัฒนาคริชณะจิตสำานึกเราทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามาถนำามาใช้สอยเพื่อ ประโยชน์ในการรับใช้องค์ภควานได้ ผู้ที่ไม่มีความรู้ในคริชณะจิตสำานึกพยายามหลีก เลี่ยงสิ่งของวัตถุอย่างผิดธรรมชาติ ผลก็คือแม้จะต้องการเสรีภาพจากพันธนาการทาง วัตถุเพียงใด ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงระดับความสมบูรณ์แห่งการเสียสละ สิ่งที่เรียก ว่าการเสียสละของพวกเขาเรียกว่า พัลกุ หรือสำาคัญน้อย อีกด้านหนึ่ง บุคคลใน คริชณะจิตสำานึกทราบว่าควรใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในการรับใช้องค์ภควานได้อย่างไร ฉะนั้น ท่านไม่มาเป็นผู้พ่ายแพ้แก่จิตสำานึกทางวัตถุ ดังตัวอย่างของผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และ เข้าใจว่าองค์ภควานหรือสัจธรรมทรงไม่มีรูปลักษณ์จึงไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ขณะที่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดี ๆ สาวกทราบ ว่าองค์ชรีคริชณะทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญสูงสุด พระองค์ทรงเสวยทุกสิ่งทุก อย่างที่เราถวายให้พระองค์ด้วยการอุทิศตนเสียสละ ฉะนั้น หลังจากการถวายเครื่อง เสวยอันประณีตแด่องค์ภควานแล้ว สาวกจะรับประทานส่วนที่เหลือซึ่งเรียกว่า พระ- สาดัม ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลายมาเป็นทิพย์ และไม่มีอันตรายที่จะทำาให้ตกลงต่ำา สาวกรับประทาน พระสาดัม ในคริชณะจิตสำานึก ขณะที่ผู้ไม่ใช่สาวกปฏิเสธว่าเป็นวัตถุ ฉะนั้น ผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่สามารถมีความสุขในชีวิตอันเนื่องมาจากการเสียสละที่ ผิดธรรมชาติ และด้วยเหตุนี้ความหวั่นไหวทางจิตใจเพียงเล็กน้อยจะดึงเขาให้ตกต่ำาลง มาในสระแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุอีกครั้ง ได้กล่าวไว้ว่า จิตวิญญาณนี้ถึงแม้จะเจริญ ขึ้นมาถึงจุดแห่งความหลุดพ้น แต่จะสามารถตกลงต่ำาได้อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่มีการ อุทิศตนเสียสละรับใช้มาสนับสนุน
รากะ-ความยึดติด, ดเวชะ-และความรังเกียจ, วิมุคไทฮ-โดยผู้มีอิสระจาก, ทุ-แต่, วิชะยาน-อายตนะภายนอก, อินดริไยฮ-ด้วยประสาทสัมผัส, ชะรัน-กระทำาอยู่, อาทมะ-วัชไยฮ-ภายใต้การควบคุมของตน, วิเดฺยะ-อาทมา-ผู้ปฏิบัติตามกฎแห่ง อิสรภาพ, พระสาดัม-พระเมตตาธิคุณขององค์ภควาน, อดิกัชชฺะทิ-ได้รับ
แต่ผู้ที่มีอิสรภาพจากการยึดติดและความรังเกียจจะสามารถควบคุมประสาท สัมผัสของตนเองได้ และด้วยการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งอิสรภาพ สามารถ ได้รับพระเมตตาโดยสมบูรณ์จากองค์ภควาน
ได้อธิบายแล้วว่าภายนอกเราอาจควบคุมประสาทสัมผัสด้วยวิธีที่ฝืนธรรมชาติ นอกจากประสาทสัมผัสจะได้มาปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควาน มิฉะนั้นแล้ว จะมี โอกาสตกต่ำาลงได้ทุกเมื่อ อาจดูเหมือนว่าผู้มีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์อยู่ในระดับ ประสาทสัมผัส แต่เนื่องจากมีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์จึงไม่ยึดติดกับกิจกรรม ทางประสาทสัมผัส ผู้มีคริชณะจิตสำานึกคำานึงเพียงแต่ให้คริชณะทรงพอพระทัยเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ฉะนั้น ท่านจึงอยู่เหนือความยึดติดและความรังเกียจทั้งปวง หาก คริชณะทรงปรารถนาสาวกสามารถทำาอะไรก็ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ชอบทำา และถ้าหาก คริชณะไม่ทรงปรารถนาท่านจะไม่ทำา แม้โดยปกติธรรมดาชอบทำาเพื่อความพึงพอใจ ของตนเอง ดังนั้น การทำาหรือไม่ทำาจะอยู่ภายใต้การควบคุมของท่าน แต่จะปฏิบัติภาย ใต้การแนะนำาของคริชณะเท่านั้น จิตสำานึกเช่นนี้คือพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จาก องค์ภควาน ซึ่งสาวกสามารถบรรลุได้แม้จะมีความยึดติดอยู่ในระดับประสาทสัมผัส
พระสาเด-จากการได้รับพระเมตตาธิคุณอันล้นพ้นขององค์ภควาน, สารวะ-ทั้งหมด, ดุฮคฺานาม-ความทุกข์ทางวัตถุ, ฮานิฮ-การทำาลาย, อัสยะ-ของเขา, อุพะจายะเท-เกิด ขึ้น, พระสันนะ-เชทสะฮ-ของจิตใจที่มีความสุข, ฮิ-แน่นอน, อาชุ-เร็ว ๆ นี้, บุดดิฺฮ- ปัญญา, พะริ-เพียงพอ, อวะทิชทฺะเท-มั่นคง
สำาหรับผู้ที่มีความพึงพอใจ (ในคริชณะจิตสำานึก) ความทุกข์สามคำารบแห่งความ เป็นอยู่ทางวัตถุจะไม่มีอีกต่อไป ในจิตสำานึกที่มีความพึงพอใจเช่นนี้ ในไม่ช้า ปัญญาของเขาจะแน่วแน่มั่นคง
นะ อัสทิ-ไม่สามารถมี, บุดดิฺฮ-ปัญญาทิพย์, อยุคทัสยะ-ของผู้ที่ไม่สัมพันธ์ (กับคริชณะ จิตสำานึก), นะ-ไม่, ชะ-และ, อยุคทัสยะ-ของผู้ไม่มีคริชณะจิตสำานึก, บฺาวะนา-จิตตั้ง มั่น (ในความสุข), นะ-ไม่, ชะ-และ, อบฺาวะยะทะฮ-ของผู้ที่ไม่ตั้งมั่น, ชานทิฮ-ความ สงบ, อชานทัสยะ-ของความไม่สงบ, คุทะฮ-ที่ไหน, สุคัม-ความสุข
ผู้ที่ไม่เชื่อมสัมพันธ์กับองค์ภควาน (ในคริชณะจิตสำานึก) ไม่มีทั้งปัญญาทิพย์หรือ จิตใจที่มั่นคง ขาดสองสิ่งนี้แล้วจะหาความสงบไม่ได้ แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร โดยปราศจากความสงบ?
หากเราไม่อยู่ในคริชณะจิตสำานึกจะไม่มีความสงบ บทที่ห้า (5.29) ได้ยืนยัน ว่าเมื่อเราเข้าใจว่าคริชณะทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญเพียงพระองค์เดียวจากผล ดีแห่งพิธีบูชาและการบำาเพ็ญเพียรทั้งหมด พระองค์ทรงเป็นเจ้าของสิ่งที่ปรากฏอยู่ใน จักรวาลทั้งหมด และพระองค์ทรงเป็นมิตรแท้ของมวลชีวิต ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เท่านั้น เราจึงสามารถมีความสงบที่แท้จริงได้ ดังนั้น หากไม่อยู่ในคริชณะจิตสำานึกเราจะไม่มี จุดมุ่งหมายสูงสุดภายในจิตใจ ความวุ่นวายใจเกิดจากความต้องการจุดมุ่งหมายสูงสุด และเมื่อมั่นใจว่าคริชณะทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำาราญ ทรงเป็นเจ้าของและทรงเป็น เพื่อนของทุกชีวิตและทุกสิ่ง ด้วยจิตใจอันแน่วแน่มั่นคงเช่นนี้จะนำามาซึ่งความสงบ ดัง นั้น ผู้ที่ปฏิบัติตนโดยไม่มีความสัมพันธ์กับคริชณะแน่นอนว่าจะต้องมีความทุกข์ ไร้ความ สงบ ไม่ว่าเขาจะพยายามแสดงออกมาว่าชีวิตมีความสงบและมีความเจริญในวิถีทิพย์ มากเพียงใด คริชณะจิตสำานึกเป็นสภาวะแห่งความสงบร่มเย็นที่ปรากฏอยู่ในตัวเอง ซึ่ง สามารถบรรลุได้ด้วยการมาเชื่อมสัมพันธ์กับคริชณะเท่านั้น
อินดริยาณาม-ของประสาทสัมผัส, ฮิ-แน่นอน, ชะระทาม-ขณะที่ท่องไป, ยัท-กับสิ่งที่, มะนะฮ-จิตใจ, อนุวิดียะเท-ปฏิบัติอยู่เป็นประจำา, ทัท-นั้น, อัสยะ-ของเขา, ฮะระทิ-นำา ไป, พระกยาม-ปัญญา, วายุฮ-ลม, นาวัม-เรือ, อิวะ-เหมือน, อัมบฺะสิ-บนน้ำา
เสมือนดั่งเรือในกระแสน้ำาที่ถูกลมพายุพัดพาไป แม้ประสาทสัมผัสเพียงส่วน เดียวที่เตลิดเปิดเปิงไปตามกระแสแห่งจิตใจ สามารถนำาพาปัญญาของผู้นั้นให้ ล่องลอยไปได้
หากประสาทสัมผัสทั้งหมดมิได้ปฏิบัติรับใช้องค์ภควาน แม้ประสาทสัมผัส เพียงส่วนเดียวที่ปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสก็สามารถหันเหสาวกจากวิถีทางเพื่อ ความเจริญในวิถีทิพย์ได้ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในชีวิตของ มะฮาราจะ อัมบะรีชะ ประสาท สัมผัสทั้งหมดจะต้องใช้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำานึกเท่านั้น เพราะนี่คือเทคนิคที่ถูกต้องใน การควบคุมจิตใจ
ทัสมาท-ดังนั้น, ยัสยะ-ผู้ซึ่ง, มะฮา-บาโฮ- โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, นิกริฮีทานิ-เหนี่ยวรั้ง ลงมา, สารวะชะ-รอบ ๆ ทั้งหมด, อินดริยาณิ-ประสาทสัมผัส, อินดริยะ-อารเทฺบยะฮ- จากอายตนะภายนอก, ทัสยะ-ของเขา, พระกยา-ปัญญา, พระทิชทิทา-ตั้งมั่น
ฉะนั้น โอ้ขุนศึกผู้ยอดเยี่ยม ผู้ที่สามารถปรามประสาทสัมผัสจากอายตนะ ภายนอกได้ จึงเป็นผู้มีปัญญาที่มั่นคงอย่างแน่นอน
เราสามารถปรามพลังแห่งความต้องการสนองประสาทสัมผัสด้วยวิธีการใน คริชณะจิตสำานึก หรือการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดเพื่อรับใช้องค์ภควานด้วยความ รักเท่านั้น เปรียบเสมือนศัตรูถูกกักบริเวณไว้ด้วยอำานาจที่สูงกว่า ประสาทสัมผัส สามารถถูกปรามไว้ได้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่จากความพยายามใด ๆ ของมนุษย์ แต่จาก การให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดปฏิบัติรับใช้องค์ภควานเท่านั้น ผู้ที่เข้าใจว่าจากการ ปฏิบัติคริชณะจิตสำานึกเพียงอย่างเดียว ปัญญาจึงจะมีความมั่นคงอย่างแท้จริง และเรา สมควรฝึกฝนศิลปะนี้ภายใต้การแนะนำาของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ จึงจะได้ชื่อว่า สาดฺะคะ หรือผู้ที่เหมาะสมเพื่อความหลุดพ้น
ยา-อะไร, นิชา-เป็นเวลากลางคืน, สารวะ-ทั้งหมด, บํ ูทานาม-ของสิ่งมีชีวิต, ทัสยาม- ในนั้น, จาการทิ-จะตื่น, สัมยะมี-การควบคุมตนเอง, ยัสยาม-ในที่ซึ่ง, จากระทิ-ตื่นอยู่, บํ ูทานิ-สิ่งมีชีวิตทั้งหมด, สา-นั้นเป็น, นิชา-กลางคืน, พัสยะทะฮ-สำาหรับผู้ใคร่ครวญ, มุเนฮ -นักปราชญ์
เวลากลางคืนของมวลชีวิตเป็นเวลาตื่นของผู้ควบคุมตนเองได้ และเวลาตื่นของ มวลชีวิตจะเป็นเวลากลางคืนของนักปราชญ์ผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเอง
มีผู้มีปัญญาอยู่สองประเภท ประเภทที่หนึ่งมีปัญญาในกิจกรรมทางวัตถุเพื่อ สนองประสาทสัมผัส และอีกประเภทหนึ่งเป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเองและเป็นผู้ ตื่นในการฝึกฝนเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน เวลาปฏิบัติธรรมของนักปราชญ์ผู้พิจารณา ใคร่ครวญตนเองหรือผู้มีความสุขุมรอบคอบ จะเป็นเวลากลางคืนของผู้ที่ซึมซาบอยู่ใน วัตถุ นักวัตถุนิยมจะคงนอนในเวลากลางคืนเช่นนี้เนื่องมาจากอวิชชาในความรู้แจ้งแห่ง ตน นักปราชญ์ผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเองจะตื่น “ในเวลากลางคืน” ของนักวัตถุนิยม นักปราชญ์มีความรู้สึกปลื้มปีติสุขทิพย์ในการพัฒนาวัฒนธรรมแห่งดวงวิญญาณทีละ น้อย ขณะที่นักวัตถุนิยมนอนหลับต่อความรู้แจ้งแห่งตน ฝันถึงความสุขทางประสาท สัมผัสต่าง ๆ นานา มีความรู้สึกสุขบ้างและทุกข์บ้างในขณะที่หลับอยู่ ผู้ที่พิจารณา ใคร่ครวญตนเองจะไม่ใยดีกับความสุขหรือความทุกข์ทางวัตถุ ท่านมุ่งหน้าต่อไปกับ กิจกรรมเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนโดยไม่หวั่นไหวต่อผลกรรมทางวัตถุ
อาพูรยะมาณัม-เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ, อชะละ-พริทิชทัม-สถิตอย่างมั่นคง, สะมุดรัม- มหาสมุทร, อาพะฮ-น้ำา, พระวิชันทิ-เข้า, ยัดวัท-ดังเช่น, ทัดวัท-ดังนั้น, คามาฮ-ความ ต้องการ, ยัม-แด่ผู้ซึ่ง, พระวิชันทิ-เข้า, สารเว-ทั้งหมด, สะฮ-ผู้นั้น, ชานทิม-ความ สงบ, อาพโนทิ-บรรลุ, นะ-ไม่, คามะ-คามี-ผู้ปรารถนาสนองความต้องการ
ผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อความต้องการที่ไหลเชี่ยวอย่างไม่หยุดยั้ง เสมือนดังน้ำาในแม่น้ำา ที่ไหลลงสู่มหาสมุทร ซึ่งเต็มเปี่ยมแต่นิ่งสงบอยู่เสมอ จะเป็นผู้เดียวที่สามารถได้ รับความสงบ มิใช่บุคคลผู้พยายามสนองความต้องการเหล่านี้
แม้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลจะเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำาอยู่เสมอ โดยเฉพาะ ในฤดูฝนที่มีน้ำาไหลเข้ามาอย่างมากมาย แต่มหาสมุทรก็ยังคงเหมือนเดิม มีความมั่นคง ไม่หวั่นไหว และน้ำาไม่เคยข้ามพ้นขอบเขตของมหาสมุทร นี่คือความจริงเช่นเดียวกันกับ ผู้ที่มีความมั่นคงในคริชณะจิตสำานึก ตราบใดที่เรายังมีร่างวัตถุอยู่ ความต้องการทาง ร่างกายเพื่อสนองประสาทสัมผัสจะดำาเนินต่อไป อย่างไรก็ดี สาวกไม่หวั่นไหวไปกับ ความต้องการเหล่านี้ เนื่องจากความเต็มเปี่ยมในตนเอง บุคคลในคริชณะจิตสำานึกไม่ ต้องการสิ่งใด เพราะว่าองค์ภควานทรงประทานสิ่งจำาเป็นทางวัตถุทั้งหมดให้อยู่แล้ว ดังนั้น ตัวเขาเปรียบเสมือนกับมหาสมุทรที่มีความเต็มเปี่ยมอยู่ในตัวเองเสมอ ความ ต้องการอาจไหลเข้ามาเสมือนดังน้ำาในแม่น้ำาที่ไหลลงสู่มหาสมุทร แต่เขายังมั่นคงใน กิจกรรมของตนเองเสมอ ไม่เคยหวั่นไหวแม้แต่เพียงนิดเดียวจากความต้องการเพื่อ สนองประสาทสัมผัส นี่คือข้อพิสูจน์ของบุคคลในคริชณะจิตสำานึก ผู้ที่สูญเสียความ ต้องการทั้งหมดเพื่อสนองประสาทสัมผัสวัตถุ ถึงแม้ความต้องการจะยังปรากฏอยู่ เพราะว่าเขายังคงรักษาความพึงพอใจในการรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์ ยังคง สามารถรักษาความมั่นคงเหมือนดั่งมหาสมุทร ดังนั้น จึงได้รับความสุขจากความสงบ อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี ผู้อื่นที่ต้องการสนองความต้องการของตน แม้มาถึงจุดแห่ง ความหลุดพ้นก็จะไม่ได้รับความสงบ จึงไม่จำาเป็นต้องกล่าวถึงความสำาเร็จทางวัตถุ ผู้ ทำางานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ ผู้ต้องการความหลุดพ้น รวมทั้งโยคีที่ต้องการอิทธิ ฤทธิ์ปาฏิหารย์ ทั้งหมดไม่ได้รับความสุขเพราะความต้องการจะไม่ได้รับการสนองตอบ แต่บุคคลในคริชณะจิตสำานึกมีความสุขในการรับใช้องค์ภควาน และไม่มีความต้องการ ใด ๆ ที่จะต้องตอบสนอง อันที่จริง เขาไม่ต้องการแม้กระทั่งความหลุดพ้นจากสิ่งที่เรียก ว่าพันธนาการทางวัตถุ สาวกของชรีคริชณะไม่มีความต้องการทางวัตถุ ดังนั้น จึงเป็นผู้ ที่มีความสงบอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์
วิฮายะ-ยกเลิก, คามาน-ความต้องการทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส, ยะฮ-ผู้ซึ่ง, สารวาน-ทั้งหมด, พุมาน-บุคคล, ชะระทิ-มีชีวิต, นิฮสพริฮะฮ-ไม่มีความต้องการ, นิรมะมะฮ-ไม่มีความคิดว่าเป็นเจ้าของ, นิระฮังคาระฮ-ไม่มีอหังการ, สะฮ-เขา, ชานทิม-ความสงบที่สมบูรณ์, อดิกัชชฺะทิ-ได้รับ
บุคคลผู้สลัดความต้องการทั้งหมดในการสนองประสาทสัมผัส มีชีวิตอยู่โดย ปราศจากความต้องการ สลัดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ ปราศจากอหังการ จะ เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถได้รับความสงบอย่างแท้จริง
ไม่มีความต้องการหมายความว่าไม่ต้องการสิ่งใดเพื่อสนองประสาทสัมผัส อีกนัยหนึ่งคือการมีคริชณะจิตสำานึกคือการไม่มีความต้องการอย่างแท้จริง การเข้าใจ สถานภาพอันแท้จริงของเราว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะโดยไม่อ้างอย่างผิด ๆ ว่า ร่างกายวัตถุนี้เป็นตนเอง และไม่อ้างอย่างผิด ๆ ว่าตนเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก นี่คือระดับสมบูรณ์ของคริชณะจิตสำานึกผู้ที่สถิตในระดับอันสมบูรณ์นี้ทราบว่าคริชณะ ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องนำามาใช้เพื่อให้คริชณะทรง พอพระทัย อารจุนะไม่ต้องการต่อสู้ เช่นนี้ เป็นการกระทำาเพื่อสนองประสาทสัมผัส ของตนเอง แต่เมื่อมีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์อารจุนะจะต่อสู้เพราะคริชณะทรง ปราถนาให้สู้ เพื่อสนองความต้องการของตนเองอารจุนะไม่ต้องการสู้ แต่เพื่อคริชณะ อารจุนะองค์เดียวกันนี้จะต่อสู้อย่างสุดความสามารถ การไม่มีความต้องการที่แท้จริง คือต้องการเพียงให้คริชณะทรงพึงพอพระทัย มิใช่พยายามละทิ้งความต้องการแบบผิด ธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะไม่มีความต้องการหรือไม่มีความรู้สึก แต่เราต้อง เปลี่ยนคุณภาพของความต้องการ บุคคลผู้ไม่มีความต้องการทางวัตถุ ทราบดีว่าทุก สิ่งทุกอย่างเป็นของคริชณะ (อีชาวาสยัม อิดัม สารวัม) ดังนั้น จึงไม่อ้างอย่างผิด ๆ ว่า เป็นเจ้าของสิ่งใด ความรู้ทิพย์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้แจ้งตนเอง เช่น รู้ดีว่าใน บุคลิกภาพทิพย์ทุก ๆ ชีวิตเป็นละอองอณูนิรันดรของคริชณะ ฉะนั้น สถานภาพนิรันดร ของสิ่งมีชีวิตจะไม่มีวันอยู่ในระดับเดียวกันกับคริชณะ หรือจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ ความเข้าใจคริชณะจิตสำานึกเช่นนี้เป็นหลักพื้นฐานแห่งความสงบอย่างแท้จริง
เอชา-นี้, บราฮมี-ทิพย์, สทิทิฮ-สถานการณ์, พารทฺะ-โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, นะ-ไม่ เคย, เอนาม-นี้, พราพยะ-บรรลุถึง, วิมุฮยะทิ-ผู้ที่สับสน, สทิทวา-สถิต, อัสยาม-ในนี้, อันทะ-คาเล-ในบั้นปลายของชีวิต, อพิ-เช่นกัน, บระฮมะ-นิรวาณัม-อาณาจักรทิพย์ ขององค์ภควาน, ริชชฺะทิ-ผู้ได้รับ
นี่คือวิถีแห่งชีวิตทิพย์ที่มีศีลธรรม หลังจากบรรลุแล้วผู้นั้นจะไม่สับสน หากเรา สถิตเช่นนี้แม้ในชั่วโมงแห่งความตาย เราสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ ภควาน
เราสามารถบรรลุถึงคริชณะจิตสำานึกหรือชีวิตทิพย์นี้ได้ในทันทีภายในหนึ่ง วินาที หรือเราอาจไม่บรรลุถึงระดับชีวิตเช่นนี้ได้เลยแม้เป็นเวลาล้าน ๆ ชาติ มันเป็น เรื่องของความเข้าใจและยอมรับความจริงเท่านั้น คัทวางกะ มะฮาราจะ ทรงบรรลุ ถึงระดับชีวิตเช่นนี้เพียงไม่กี่นาทีก่อนจะสวรรคตด้วยการศิโรราบต่อคริชณะ นิรวาณะ หมายถึงสิ้นสุดการดำาเนินชีวิตทางวัตถุ ตามปรัชญา สูนยะวาดิ จะมีแต่ความว่างเปล่า หลังจากเสร็จสิ้นชีวิตวัตถุนี้ แต่ ภควัต-คีตา สอนแตกต่างออกไป ชีวิตจริงเริ่มต้นหลัง จากชีวิตวัตถุนี้สิ้นสุดลง สำาหรับนักวัตถุนิยมหยาบ ๆ เป็นการเพียงพอแล้วที่ได้รู้ว่าเรา ต้องจบสิ้นวิถีชีวิตทางวัตถุนี้ แต่สำาหรับบุคคลผู้เจริญทางจิตวิญญาณจะมีอีกชีวิตหนึ่ง หลังจากชีวิตวัตถุนี้ ก่อนจบสิ้นชีวิตนี้หากเราโชคดีพอที่จะพัฒนาคริชณะจิตสำานึก เรา จะบรรลุถึงระดับ บระฮมะ-นิรวาณะ ทันที ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอาณาจักรแห่งองค์ ภควานและการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน เพราะทั้งสองสิ่งอยู่ในระดับที่สมบูรณ์ บริบูรณ์ การอุทิศตนรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์คือการบรรลุถึงอาณาจักรทิพย์ ในโลกวัตถุมีกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัส ขณะที่ในโลกทิพย์มีกิจกรรมคริชณะ จิตสำานึก การบรรลุถึงคริชณะจิตสำานึกแม้ในชีวิตนี้ก็เป็นการบรรลุถึง บระฮมัน ทันที และผู้ที่สถิตในคริชณะจิตสำานึกได้เข้าไปสู่อาณาจักรแห่งองค์ภควานเรียบร้อยแล้ว อย่างแน่นอน
บระฮมัน เป็นสิ่งตรงข้ามกับวัตถุ ดังนั้น บราฮมี สทิฺทิ หมายถึง “ไม่อยู่ในระดับ กิจกรรมทางวัตถุ” การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานได้รับการยอมรับในภควัต- คีตา ว่าเป็นระดับหลุดพ้น (สะ กุณาน สะมะทีท ไยทาน บระฮมะ-บํ ูยายะ คัลพะเท) ดัง นั้น บราฮมี สทิฺทิ คือความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ
ชรีละ บัคธิวิโนดะ ทฺาคุระ สรุปบทที่สองของ ภควัต-คีตา ว่าเป็นบทสรุป ทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ ใน ภควัต-คีตา เป็นเรื่องของ คารมะ-โยกะ, กยานะ-โยกะ. และ บัคธิ-โยกะ ในบทที่สองได้อธิบาย คารมะ-โยกะ และ กยานะ-โยกะ อย่างชัดเจน และกล่าวถึง บัคธิ-โยกะ เพียงเล็กน้อย ดังนั้น จึงเป็นบทสรุปของหนังสือเล่มนี้
ดังนั้น ได้จบคำาอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่สองของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่องบทสรุป ภควัต-คีตา
อารจุนะฮ อุวาชะ-อารจุนะตรัส, จยายะสี-ดีกว่า, เชท-ถ้าหาก, คารมะณะฮ-กว่า กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, เท-โดยพระองค์, มะทา-พิจารณาว่า, บุดดฺฮ-ปัญญา, จะ- นารดะนะ-โอ้ คริชณะ, ทัท-ดังนั้น, คิม-ทำาไม, คารมะณิ-ในการกระทำา, โกฺเร-น่าสะ พรึงกลัว, มาม-ข้าพเจ้า, นิโยจะยะสิ-พระองค์ทรงปฎิบัติอยู่, เคชะวะ-โอ้ คริชณะ
อารจุนะตรัสว่า โอ้ จะนารดะนะ โอ้ เคชะวะ ทำาไมพระองค์ทรงปรารถนา ให้ข้าพเจ้าต่อสู้ในสงครามอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ หากทรงคิดว่าปัญญานั้นดีกว่า การทำางานเพื่อผลทางวัตถุ?
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะทรงอธิบายถึงสถานภาพพื้นฐานของ ดวงวิญญาณอย่างละเอียดในบทที่ผ่านมา ด้วยพระประสงค์ที่จะส่งอารจุนะสหายสนิท ของพระองค์ให้ออกจากมหาสมุทรแห่งความทุกข์ทางวัตถุ และทรงแนะนำาวิถีแห่งการ รู้แจ้งตนเองคือ บุดดฺ-โยกะ หรือคริชณะจิตสำานึก บางครั้งมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าคริชณะ จิตสำานึกหมายถึงความเฉื่อยชา เกียจคร้าน ผู้ที่เข้าใจผิดเช่นนี้จะปลีกตัวไปอยู่ตาม ลำาพังสวดมนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ชรีคริชณะเพื่อให้มีคริชณะจิตสำานึก โดยสมบูรณ์ หากว่าไม่ได้รับการฝึกฝนในปรัชญาแห่งคริชณะจิตสำานึกแล้ว ไม่แนะนำา ให้ไปสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานโดยลำาพัง ซึ่งอาจได้รับการ สรรเสริญเยินยอจากประชาชนผู้พาซื่อ อารจุนะทรงคิดเช่นเดียวกันว่าคริชณะจิตสำานึก หรือ บุดดฺ-โยกะ หรือการใช้สติปัญญาในความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์เป็น เสมือนเกษียณจากชีวิตการทำางาน ไปบำาเพ็ญเพียรและสมถะอย่างเคร่งครัดในที่โดด เดี่ยว อีกนัยหนึ่ง อารจุนะทรงปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ และใช้ความชำานาญอ้าง เอาคริชณะจิตสำานึกมาเป็นข้อแก้ตัว แต่ในฐานะที่เป็นศิษย์ผู้มีความจริงใจ อารจุนะได้ วางปัญหาลงต่อหน้าพระอาจารย์ และถามคริชณะว่าควรปฎิบัติอย่างไรจึงจะดีที่สุด ใน การตอบคำาถามนี้ องค์ชรีคริชณะทรงอธิบาย คารมะ-โยกะ หรือการทำางานในคริชณะ จิตสำานึกอย่างละเอียดในบทที่สามนี้
วิยามิชเรนะ-ด้วยความไม่แน่นอน, อิวะ-แน่นอน, วาคเยนะ-คำาพูด, บุดดฺม-ปัญญา, โมฮะยะสิ-พระองค์ทรงสับสน, อิวะ-แน่นอน, เม-ของข้าพเจ้า, ทัด-ดังนั้น, เอคัม-ผู้ เดียวเท่านั้น, วะดะ-กรุณาตรัส, นิชชิทยะ-อย่างชัดเจน, เยนะ-ที่ซึ่ง, ชเรยะฮ-ประโยชน์ อันแท้จริง, อะฮัม-ข้าพเจ้า, อาพนุยาม-อาจได้รับ
ปัญญาของข้าพเจ้ารู้สึกสับสนจากคำาสั่งสอนที่ไม่แน่นอนของพระองค์ ฉะนั้น ทรง โปรดตรัสอย่างชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำาหรับข้าพเจ้า
บทที่ผ่านมาเป็นการเริ่มดำาเนินเรื่องของ ภควัต-คีตา ได้อธิบายถึงวิธีต่างๆ เช่น สางคฺยะ-โยกะ, บุดดฺ-โยกะ หรือการควบคุมประสาทสัมผัสด้วยปัญญา การ ทำางานโดยไม่ปรารถนาผลทางวัตถุ และสถานภาพของผู้เริ่มฝึกปฎิบัติ ทั้งหมดนี้ได้เสนอ ไว้อย่างไม่เป็นระบบ วิธีจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่านี้จึงเป็นสิ่งจำาเป็นเพื่อให้ เข้าใจและนำาไปปฎิบัติได้ ดังนั้น อารจุนะทรงปรารถนาจะขจัดสิ่งที่ดูเหมือนว่ายังสับสน อยู่ และเพื่อบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้รับไปปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ตีความ หมายอย่างผิด ๆ ถึงแม้ว่าคริชณะทรงไม่ตั้งใจที่จะทำาให้อารจุนะรู้สึกสับสนด้วยสำานวน โวหาร อารจุนะทรงไม่สามารถเข้าใจในวิธีการของคริชณะจิตสำานึก ไม่รู้ว่าจะให้อยู่ นิ่งเฉยหรือให้ปฎิบัติตนรับใช้ อีกนัยหนึ่งคือคำาถามของอารจุนะจะทำาให้วิธีการปฎิบัติ คริชณะจิตสำานึกชัดเจนขึ้น เพื่อให้นักศึกษาทั้งหลายผู้ที่มีความจริงจังจะได้เข้าใจความ เร้นลับของ ภควัต-คีตา
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ-บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, โลเค-ในโลก, อัสมิน-นี้, ดวิ- วิดฺา-สองประเภท, นิชทฺา-ความศรัทธา, พุรา-อดีต, โพรคทา-ได้กล่าวไว้, มะยา-โดย ข้า, อนะกะ-โอ้ ผู้ไร้บาป, กยานะ-โยเกนะ-โดยวิธีการเชื่อมด้วยความรู้, สางคฺยา- นาม-ของปราชญ์ผู้สังเกตุ, คารมะ-โยเกนะ-โดยวิธีการเชื่อมด้วยการอุทิศตนเสียสละ, โยกิ นาม-ของสาวก
องค์ภควานตรัสว่า โอ้ อารจุนะผู้ไร้บาป ข้าได้อธิบายเรียบร้อยแล้วว่ามีคนอยู่ สองประเภทที่พยายามรู้แจ้งตนเอง บางคนมีแนวโน้มที่จะเข้าใจด้วยการสังเกต และคาดคะเนทางปรัชญา และบางคนเข้าใจด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้
ในบทที่สอง โศลก 39 องค์ภควานทรงอธิบายไปแล้วสองวิธีคือ สางคฺยะ- โยกะ และ คารมะ-โยกะ หรือ บุดดฺ-โยกะ ในโศลกนี้องค์ภควานทรงอธิบายเรื่องเดียวกัน แต่ว่าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สางคฺยะ-โยกะ หรือการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ธรรมชาติของดวง วิญญาณและวัตถุ เป็นเรื่องของผู้ที่มีแนวโน้มในทางคาดคะเนและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ด้วย ความรู้จากการทดลองและปรัชญา บุคคลอีกประเภทหนึ่งทำางานในคริชณะจิตสำานึก ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลก 61 ของบทที่สอง องค์ภควานทรงอธิบายในโศลก 39 เช่นกัน ว่า ด้วยการทำางานตามหลักของ บุดดฺ-โยกะ หรือคริชณะจิตสำานึก เราสามารถหลุด พ้นจากพันธนาการแห่งกรรมได้ ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่มีข้อบกพร่องในวิธีการ หลักเดียวกัน นี้ได้อธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลก 61 ว่า บุดดฺ-โยกะ คือทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับองค์ ภควาน (หรือขึ้นอยู่กับคริชณะโดยตรง) ด้วยวิธีนี้ประสาทสัมผัสทั้งหมดสามารถถูก ควบคุมได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้น โยกะ ทั้งสองต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเหมือน เช่นศาสนาและปรัชญา ศาสนาที่ไร้ปรัชญาคือความอ่อนไหวทางอารมณ์หรือบางครั้งก็ บ้าคลั่ง และปรัชญาที่ไร้ศาสนาคือการคาดคะเนทางจิตใจ จุดมุ่งหายสูงสุดคือคริชณะ เพราะนักปราชญ์ผู้ค้นหาสัจธรรมด้วยความจริงใจจะมาจบลงที่คริชณะจิตสำานึก ได้ กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา เช่นกันว่า วิธีการทั้งหมดนี้เพื่อให้เข้าใจถึงสถานภาพอันแท้จริง ของตัวเราในความสัมพันธ์กับองค์ภควาน วิธีทางอ้อมคือการคาดคะเนทางปรัชญาซึ่ง อาจจะค่อย ๆ นำาเรามาถึงจุดแห่งคริชณะจิตสำานึก อีกวิธีหนึ่งคือการเชื่อมสัมพันธ์ทุก สิ่งทุกอย่างกับคริชณะในคริชณะจิตสำานึกโดยตรง ทั้งสองวิธีนี้วิธีคริชณะจิตสำานึกจะดี กว่า เพราะว่าไม่ขึ้นอยู่กับการทำาให้ประสาทสัมผัสบริสุทธิ์ด้วยวิธีทางปรัชญา คริชณะ จิตสำานึกเป็นวิธีการที่มีความบริสุทธิ์อยู่ในตัว ปฎิบัติโดยตรงด้วยการอุทิศตนเสียสละ รับใช้จึงเป็นวิธีที่ทั้งง่ายและประเสริฐพร้อม ๆ กัน
นะ-ไม่, คารมะณาม-แห่งหน้าที่ที่กำาหนดไว้, อนารัมบฺาท-ด้วยการไม่ปฎิบัติ, ไนชคาร- มยัม-มีอิสระจากผลกรรม, พุรุชะฮ-บุคคล, อัชนุเท-บรรลุ, นะ-ไม่, ชะ-เช่นกัน, สันน ยะสะนาท-ด้วยการเสียสละ, เอวะ-เพียงแต่, สิดดฺม-ประสบผลสำาเร็จ, สะมะดฺกัชชะ ที-บรรลุ
มิใช่เพียงแต่หยุดทำางานที่จะทำาให้เราหลุดพ้นจากผลกรรม หรือด้วยการเสียสละ เพียงอย่างเดียวที่สามารถทำาให้เราบรรลุความสมบูรณ์
ชีวิตระดับสละโลกรับนำามาปฎิบัติหลังจากจิตใจได้รับความบริสุทธิ์ จากการ ปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำาหนดไว้ หน้าที่นี้วางไว้เพื่อทำาให้จิตใจของนักวัตถุนิยมบริสุทธิ์ ขึ้น หากไร้ซึ่งความบริสุทธิ์การรับเอาชีวิตระดับที่สี่หรือ สันนยาสะ มาปฎิบัติอย่างเร่ง ด่วนนั้นไม่สามารถทำาให้เราประสบผลสำาเร็จได้ ตามที่นักปราชญ์ชอบทดลองกล่าวว่า เพียงแต่รับเอาชีวิต สันนยาสะ หรือเกษียณจากกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุแล้วเราจะดี เทียบเท่ากับพระนารายณ์ทันที หลักการนี้องค์ชรีคริชณะทรงไม่ยอมรับ หากจิตใจยัง ไม่บริสุทธิ์การอุปสมบทในระดับ สันนยาสะ เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้สังคม เท่านั้น อีกด้านหนึ่ง หากบางคนมีความยินดีปฎิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควาน ถึงแม้ว่า จะไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้ ไม่ว่าอะไรที่เขาสามารถทำาให้เจริญขึ้นในวิถีทาง นี้ องค์ภควานจะทรงรับไว้ (บุดดฺ-โยกะ) สว-อัลพัม อพิ อัสยะ ดฺารมัสยะ ทรายะเท มะฮะโท บฺะยาท แม้แต่การปฎิบัติตนเพียงนิดเดียวในหลักธรรมนี้จะสามารถนำาเราให้ ข้ามพ้นความยากลำาบากอันใหญ่หลวงได้
นะ-ไม่, ฮิ-แน่นอน, คัชชิท-ทุกคน, คชะณัม-ชั่วครู่, อพิ-เช่นกัน, จาทุ-ไม่ว่าในเวลา ใด, ทิชทฺะทิ-คงอยู่, อคารมะ-คริท-ไม่ทำาอะไร, คารยะเท-ถูกบังคับให้ทำา, ฮิ-แน่นอน, อวะชะฮ-อย่างช่วยไม่ได้, คารมะ-งาน, สารวะฮ-ทั้งหมด, พระคริทิ-ไจฮ-เกิดขึ้นจาก ระดับของธรรมชาติวัตถุ, กุไณฮ-โดยคุณสมบัติ
ทุกคนถูกบังคับให้ทำางานตามคุณสมบัติที่ตนได้รับมา จากระดับต่าง ๆ ของ ธรรมชาติวัตถุอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถหยุดการกระทำาสิ่ง หนึ่งสิ่งใดได้แม้แต่เพียงชั่วครู่
ไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นธรรมชาติของดวงวิญญาณที่มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ หากดวงวิญญาณไม่อยู่ภายในร่างกาย ร่างกายก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ ร่างกายเป็นเพียงพาหนะที่ไร้ชีวิตจำาต้องให้ดวงวิญญาณเป็นผู้สั่งงาน ดวงวิญญาณเป็น ผู้ที่มีความตื่นตัวอยู่เสมอไม่สามารถหยุดนิ่งได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ดวง วิญญาณควรปฎิบัติงานที่ดีในคริชณะจิตสำานึก มิฉะนั้นดวงวิญญาณจะไปปฎิบัติใน อาชีพการงานที่พลังงานแห่งความหลงเป็นผู้บงการ การไปสัมผัสกับพลังงานวัตถุ ดวง วิญญาณจะได้รับระดับแห่งวัตถุเข้ามา และการจะทำาให้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นจาก ความผูกพันเช่นนี้ มีความจำาเป็นที่จะต้องปฎิบัติหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้ใน ชาสทระ หาก ดวงวิญญาณปฎิบัติหน้าที่ตามธรรมชาติของตนในคริชณะจิตสำานึก อะไรก็แล้วแต่ที่ สามารถทำาได้จะเป็นสิ่งที่ดีสำาหรับตนเอง ชรีมัด-บฺากะวะธัม (1.5.17) ยืนยันไว้ดังนี้
“หากผู้ใดเริ่มรับเอาคริชณะจิตสำานึกมาปฎิบัติ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่ กำาหนดไว้ในชาสทระ หรือไม่ปฎิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างถูกต้อง และแม้ว่า เขาอาจจะตกลงต่ำากว่ามาตรฐาน เช่นนี้จะไม่สูญเสียและไม่มีความชั่วร้ายสำาหรับเขา แต่ถ้าหากว่าเขาปฎิบัติตามคำาสั่งสอนของ ชาสทระ ทั้งหมดเพื่อความบริสุทธิ์ แล้วไม่มี คริชณะจิตสำานึก ตัวเขาจะได้รับประโยชน์อันใด” ดังนั้น วิธีการที่ทำาให้บริสุทธิ์จึงมีความ จำาเป็นเพื่อที่จะมาถึงจุดแห่งคริชณะจิตสำานึกนี้ ฉะนั้น สันนยาสะ หรือวิธีการที่ทำาให้ บริสุทธิ์อื่นใด ก็เพื่อที่จะช่วยให้เรามาถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดคือมีคริชณะจิตสำานึก ถ้า หากว่ามาไม่ถึงจุดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถือว่าล้มเหลว
คารมะ-อินดริยาณิ-อวัยวะประสาทสัมผัสสำาหรับทำางานทั้งห้า, สัมยัมยะ-ควบคุม, ยะฮ-ผู้ใดซึ่ง, อาสเท-ยังคง, มะนะสา-โดยจิตใจ, สมะรัน-คิดถึง, อินดริยะ-อารทฺาน- รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส, วิมูดฺะ-ความโง่, อาทมา-ดวงวิญญาณ, มิทฺยา-อาชาระฮ-ผู้ เสแสร้ง, สะฮ-เขา, อุชยะเท-เรียกว่า
ผู้ที่เหนี่ยวรั้งการทำางานของประสาทสัมผัส แต่ว่าจิตใจยังจดจ่ออยู่ที่ รูป รส กลิ่น เสียง และ สัมผัส แน่นอนว่าเขาเป็นผู้หลอกตัวเอง และได้ชื่อว่าเป็นผู้เสแสร้ง
มีผู้เสแสร้งมากมายที่ปฎิเสธการทำางานในคริชะจิตสำานึกแต่จะแสดงท่าว่า เป็นนักปฎิบัติสมาธิ ในขณะที่ความเป็นจริงภายในจิตใจของเขาจดจ่ออยู่ที่ความสุขทาง ประสาทสัมผัส บางครั้งผู้เสแสร้งเช่นนี้อาจคุยปรัชญาอย่างลม ๆ แล้ง ๆ เพื่อชักชวน ศิษย์ผู้สับสนไปในทางที่ผิด ตามโศลกนี้ บุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ฉ้อโกงอย่างมหันต์ สามารถทำาทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส หากว่าเขาปฏิบัติ ตามกฎเกณฑ์ในระดับสังคมที่ตนเองอยู่ก็จะสามารถค่อย ๆ ทำาให้ชีวิตความเป็นอยู่ บริสุทธิ์ขึ้น แต่ถ้าเขาอวดตนว่าเป็นโยคีในขณะที่ความเป็นจริงแล้วเขากำาลังแสวงหา อายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส จะต้องถูกเรียกว่าเป็นผู้ฉ้อโกงอย่างมหันต์ แม้บางครั้งเขาอาจพูดคุยเกี่ยวกับปรัชญา แต่วิชาความรู้ของเขานั้นไร้คุณค่าเพราะว่า ผลแห่งวิชาความรู้ของคนบาปเช่นนี้ได้ถูกพลังงานแห่งความหลงขององค์ภควานยึด เอาไปเสียแล้ว จิตใจของผู้เสแสร้งเช่นนี้จะไม่มีความบริสุทธิ์ ดังนั้น การแสดงออกว่า ตนเองเป็นโยคีนักทำาสมาธิจะไม่มีคุณค่าอันใดเลย
ยะฮ-ผู้ซึ่ง, ทุ-แต่, อินดริยาณิ-ประสาทสัมผัส, มะนะสา-ด้วยจิตใจ, นิยัมยะ-ประมาณ, อาระบฺะเท-เริ่มต้น, อารจุนะ-โอ้ อารจุนะ, คารมะ-อินดริไยฮ-ด้วยอวัยวะประสาท สัมผัสที่ทำางาน, คารมะ-โยกัม-อุทิศตนเสียสละ, อสัคทะฮ-ไม่ยึดติด, สะฮ-เขา, วิชิชยะ เท-ดีกว่าเป็นไหน ๆ
อีกด้านหนึ่ง ถ้าหากผู้มีความจริงใจพยายามใช้จิตใจควบคุมประสาทสัมผัสที่ตื่น ตัว และเริ่มปฎิบัติ คารมะ-โยกะ (ในคริชณะจิตสำานึก) โดยไม่ยึดติด บุคคลเช่น นี้สูงส่งกว่าเป็นไหน ๆ
แทนที่จะมาเป็นนักทิพย์นิยมจอมปลอมเพื่อมีชีวิตอยู่อย่างสำามะเลเทเมาและ แสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัส สู้อยู่ในธุรกิจของตนเองและปฎิบัติตามจุดมุ่ง หมายของชีวิตเพื่อให้ได้รับอิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุ และบรรลุถึงอาณาจักร แห่งองค์ภควานจะดีกว่าเป็นไหน ๆ สวารทฺะ-กะทิ หรือจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์แห่ง ตน คือบรรลุถึงพระวิชณุ การวางรูปแบบสถาบัน วารณะ และ อาชระมะ ทั้งหมดเพื่อ ช่วยให้เราบรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิตนี้ คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง นี้ได้เช่นเดียวกัน ด้วยการประมาณการปฎิบัติรับใช้ในคริชณะจิตสำานึกเพื่อความรู้แจ้ง แห่งตน เราสามารถใช้ชีวิตอยู่แบบควบคุมได้ดังที่ได้อธิบายไว้ใน ชาสทระ ดำาเนินธุรกิจ ของตนต่อไปโดยไม่ยึดติด และเจริญก้าวหน้าด้วยวิธีนี้ ผู้ที่มีความจริงใจปฎิบัติตามวิธีนี้ สถิตในสถานภาพที่ดีกว่าผู้เสแสร้งจอมปลอมที่อวดอ้างตนเองว่าเป็นนักทิพย์นิยมเพื่อ หลอกลวงประชาชนผู้พาซื่อโดยทั่วไปเป็นไหน ๆ คนกวาดถนนผู้มีความจริงใจยังดีกว่า นักปฎิบัติธรรมจอมปลอมที่ทำาสมาธิเพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น
นิยะทัม-กำาหนด, คุรุ-ทำา, คารมะ-หน้าที่, ทวัม-ท่าน, คารมะ-งาน, จยายะฮ-ดีกว่า, ฮิ-แนน่นอน, อคารมะณะฮ-ดีกว่าไม่ทำางาน, ชะรีระ-ร่างกาย, ยาทรา-รักษา, อพิ-แม้, ชะ-เช่นกัน, เท-ของท่าน, นะ-ไม่เคย, พระสิดดฺเยท-มีผล, อคารมะณะฮ-ไม่ทำางาน
จงปฎิบัติหน้าที่ของเธอที่ได้กำาหนดไว้ การกระทำาเช่นนี้ดีกว่าไม่ทำางาน เราไม่ สามารถแม้แต่จะดำารงรักษาร่างกายนี้ไว้ได้โดยไม่ทำางาน
มีนักปฎิบัติสมาธิจอมปลอมมากมายที่อวดอ้างตนอย่างผิด ๆ ว่าตนเองอยู่ใน ตระกูลสูง และมีบุคคลผู้มีอาชีพสูงอวดอ้างอย่างผิด ๆ ว่าตนเองได้เสียสละทุกสิ่งทุก อย่างเพื่อเห็นแก่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ องค์ชรีคริชณะทรงไม่ปรารถนาให้ อารจุนะมาเป็นผู้เสแสร้ง แต่พระองค์ทรงปรารถนาให้มาปฏิบัติหน้าที่ที่กำาหนดไว้ สำาหรับกษัตริย์ อารจุนะทรงเป็นคฤหัสถ์และเป็นขุนพล ดังนั้น จึงเป็นการดีที่จะดำารง รักษาตำาแหน่งนี้ไว้ และปฎิบัติหน้าที่ทางศาสนาที่กำาหนดไว้สำาหรับกษัตริย์ในฐานะ คฤหัสถ์กิจกรรมเช่นนี้จะชะล้างจิตใจของบุคคลทางโลกให้ค่อย ๆ สะอาดขึ้น และมี อิสระจากมลทินทางวัตถุ สิ่งที่อ้างว่าเป็นการเสียสละที่ทำาไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ องค์ภควาน หรือแม้แต่พระคัมภีร์ของศาสนาใด ๆ ก็ไม่เห็นด้วย แต่ว่าเราจะต้องทำางานบางอย่างเพื่อ ดำารงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณนี้ให้อยู่ด้วยกัน จึงไม่ควรยกเลิกงานตามอำาเภอใจ โดยไม่มีการชะล้างนิสัยทางวัตถุให้บริสุทธิ์ขึ้น ไม่ว่าใครที่อยู่ในโลกวัตถุจะต้องมีนิสัยที่ ไม่บริสุทธิ์ อยากเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุหรืออยากสนองประสาทสัมผัสของตนเอง อย่างแน่นอน นิสัยที่ไม่ดีเช่นนี้ต้องทำาให้บริสุทธิ์ขึ้นด้วยการปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำาหนดไว้ หากไม่ทำาเช่นนี้เราไม่ควรพยายามอวดอ้างว่าเป็นนักทิพย์นิยมที่ยกเลิกกิจการงานและ ยังชีพอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายของคนอื่น
ยะกยะ-อารทฺาท-ทำาไปเพื่อยะกยะ หรือพระวิชณุ, คารมะณะฮ-ดีกว่างาน, อันยะทระ- มิฉะนั้น, โลคะฮ-โลก, อยัม-นี้, คารมะ-บันดฺะนะฮ-พันธนาการด้วยงาน, ทัท-ของ พระองค์, อารทฺม-เพื่อประโยชน์, คารมะ-งาน, คะอุนเทยะ-โอ้ โอรสพระนางคุนที, มุคทะ-สังกะฮ-มีอิสระจากการคบหาสมาคม, สะมาชะระ-ทำาอย่างสมบูรณ์
งานทำาไปเพื่อเป็นการบูชาพระวิชณุจะต้องปฎิบัติ มิฉะนั้น งานจะเป็นต้นเหตุ แห่งพันธนาการในโลกวัตถุนี้ ดังนั้น โอ้ โอรสพระนางคุนที จงปฏิบัติหน้าที่ของ เธอที่กำาหนดไว้เพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย ด้วยการกระทำาเช่นนี้เธอจะมี อิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุอยู่ตลอดเวลา
เนื่องจากเราจะต้องทำางานแม้เพื่อการดำารงชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ หน้าที่และ คุณสมบัติที่กำาหนดไว้สำาหรับสถานภาพโดยเฉพาะในสังคมที่ได้จัดไว้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่ง หมายนี้ ยะกยะ หมายถึงพระวิชณุหรือการปฎิบัติบูชา การปฎิบัติบูชาทั้งหมดก็เพื่อให้ พระวิชณุทรงพอพระทัย คัมภีร์พระเวทกล่าวไว้ว่า ยะกโย ไว วิชณุฮ หมายความว่า เรา สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกันไม่ว่าเราจะปฏิบัติ ยะกยะ ที่กำาหนดไว้หรือรับใช้พระ วิชณุโดยตรง ดังนั้น คริชณะจิตสำานึกจึงเป็นการปฎิบัติ ยะกยะ ดังที่อธิบายไว้ในโศลก นี้ สถาบัน วารณาชระมะ ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พระวิชณุทรงพอพระทัยเช่นเดียวกัน วารณาชระมาชาระวะทา พุรุเชณะ พะระฮ พุมาน/ วิชณุร อาราดฺยะเท (วิชณุ พุราณะ 3.8.8)
ดังนั้น เราต้องทำางานเพื่อให้พระวิชณุทรงพอพระทัย งานใด ๆ ก็ตามที่ทำาใน โลกวัตถุนี้จะเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วจะต้องมีผลกรรม ไม่ว่า ผลกรรมใดก็ตามมันจะพันธนาการผู้กระทำา ฉะนั้น เราต้องทำางานในคริชณะจิตสำานึก เพื่อให้คริชณะ (หรือวิชณุ) ทรงพอพระทัย และในขณะที่ปฎิบัติกิจกรรมเช่นนี้ เราจะอยู่ ในระดับหลุดพ้น นี่คือศิลปะอันยิ่งใหญ่ในการทำางาน ในขั้นต้นวิธีการนี้จำาเป็นต้องมีผู้ แนะนำาที่มีความชำานาญเป็นพิเศษ ฉะนั้น เราต้องปฎิบัติด้วยความอดทน ขยันหมั่นเพียร มากภายใต้การแนะนำาที่เชี่ยวชาญของสาวกขององค์ชรีคริชณะ หรือภายใต้คำาสั่งสอน โดยตรงของคริชณะ (ซึ่งอารจุนะทรงได้รับโอกาสปฎิบัติงานเช่นนี้) เราไม่ควรทำางานใดๆ เพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำาไปเพื่อให้คริชณะทรงพอ พระทัย การปฎิบัติเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะปกป้องเราจากผลกรรม หากแต่ยังจะค่อย ๆ ยก ระดับตัวเราไปสู่การรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะส่งเสริมเรา ให้ขึ้นไปถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควานได้
สะฮะ-พร้อมกับ, ยะกยาฮ-การบูชา, พระจาฮ-ชั่วอายุคน, สริชทวา-การสร้าง, พุรา- โบราณกาล, อุวาชะ-กล่าว, พระจา-พะทิฮ-พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์, อเนนะ-ด้วย วิธีนี้, พระสะวิชยัดฺวัม-จงเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น, เอชะฮ-นี้, วะฮ-ของท่าน, อัสทุ- อนุญาตให้เป็น, อิชทะ-ของสิ่งที่ปรารถนาทั้งหมด, คามะ-ดํ ุค-ผู้ให้
ในตอนเริ่มต้นของการสร้าง พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทรงส่งประชากรมนุษย์ และเทวดา พร้อมทั้งพิธีการบูชาพระวิชณุ และทรงให้พรด้วยการตรัสว่า “พวก เธอจงมีความสุขด้วย ยะกยะ (การบูชา) นี้ เพราะการปฎิบัติเช่นนี้จะส่งผลทุก สิ่งที่เธอปรารถนา เพื่อให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและได้รับอิสรภาพหลุดพ้น”
พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย (พระวิชณุ) ทรงสร้างโลกวัตถุ เพื่อ เสนอให้พันธวิญญาณได้มีโอกาสกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควาน สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ภายในการสร้างโลกวัตถุอยู่ภายใต้สภาวะของธรรมชาติวัตถุ เพราะลืมความสัมพันธ์ กับพระวิชณุหรือคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า หลักการพระเวทมีไว้เพื่อช่วยเรา ให้เข้าใจความสัมพันธ์นิรันดรนี้ ดังที่กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา: เวไดช ชะ สารไวร อฮัม เอวะ เวดยะฮ องค์ภควานตรัสว่าจุดมุ่งหมายของพระเวทคือเพื่อให้เข้าใจพระองค์ บทสวดมนต์พระเวทได้กล่าวว่า พะทิม วิชวัสยาทเมชวะรัม ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าของ มวลชีวิตคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า พระวิชณุ ใน ชรีมัด-บฺากะวะธัม (2.4.20) ชรีละ ชุคะเดวะ โกสวามี อธิบายถึงองค์ภควานว่าเป็น พะทิ ในหลายรูปแบบ
พระจา-พะทิ คือพระวิชณุ พระองค์ทรงเป็นองค์ภควานของมวลชีวิต เป็น เจ้าแห่งโลกทั้งหมด เป็นเจ้าแห่งความสง่างามทั้งหมด และเป็นผู้ปกป้องทุก ๆ คน พระองค์ทรงสร้างโลกวัตถุนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ดวงวิญญาณที่อยู่ในสภาวะ ได้เรียน รู้การปฎิบัติ ยะกยะ (การบูชา) เพื่อให้พระวิชณุทรงพอพระทัย เพื่อให้เราขณะที่อยู่ ในโลกวัตถุนี้ได้สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายโดยไม่มีความวิตกกังวล และ หลังจากร่างกายวัตถุปัจจุบันนี้เสร็จสิ้นลงเราจะสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ ภควานได้ นี่คือโครงการทั้งหมดสำาหรับพันธวิญญาณ ด้วยการปฎิบัติ ยะกยะ พันธ วิญญาณจะค่อย ๆ มีคริชณะจิตสำานึกและมีคุณธรรมในทุกแง่ทุกมุม ใน คะลิ ยุคนี้คัมภีร์ พระเวทแนะนำา สังคีรทะนะ-ยะกยะ (การร้องเพลงภาวนาพระนามขององค์ภควาน) ระบบ ทิพย์นี้องค์เชธันญะทรงแนะนำาไว้เพื่อการขนส่งมวลมนุษย์ในยุคนี้ สังคีรทะนะ-ยะกยะ และ คริชณะจิตสำานึกไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี ชรีมัด-บฺากะวะธัม (11.5.32) ได้กล่าวถึง องค์ชรีคริชณะในรูปของผู้ปฎิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ (องค์เชธันญะ) สัมพันธ์กับ สังคีรทะนะ-ยะกยะ เป็นพิเศษไว้ดังนี้
“ใน คะลิ ยุคนี้ บุคคลผู้มีสติปัญญาเพียงพอจะบูชาองค์ภควาน ผู้ทรงมีพระสหายร่วม ปฏิบัติ สังคีรทะนะ-ยะกยะ” ยะกยะ อื่น ๆ ที่ได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระเวทปฎิบัติ ได้ยากลำาบากมากใน คะลิ ยุคนี้ แต่ สังคีรทะนะ-ยะกยะ นี้ ทั้งง่ายและประเสริฐด้วย ประการทั้งปวง ดังที่ได้แนะนำาไว้เช่นเดียวกันใน ภควัต-คีตา (9.14)
เดวาน-เทวดา, บฺาวะยะทา-มีความพึงพอใจ, อเนนะ-ด้วยการบูชานี้, เท-ท่านเหล่า นั้น, เดวาฮ-เทวดา. บฺาวะยันทุ-จะมีความพอใจ, วะฮ-ท่าน, พะรัสพะรัม-ทั้งสองฝ่าย, บฺาวะยันทะฮ-ต่างทำาให้พึงพอใจซึ่งกันและกัน. ชเรยะฮ-พร, พะรัม-สูงสุด, อวาพ สยะทฺะ-ท่านจะได้รับ
เหล่าเทวดาทรงพอพระทัยจากการปฎิบัติบูชาจะทำาให้พวกเธอได้รับความพึง พอใจด้วยเช่นเดียวกัน จากการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์และเทวดาความเจริญ รุ่งเรืองจะครอบคลุมไปทั่วสำาหรับทุก ๆ ชีวิต
เทวดาได้รับพลังอำานาจให้เป็นผู้บริหารภารกิจทางวัตถุ ทรงเป็นผู้จัดส่ง ลม แสง น้ำา และพรอื่น ๆ ทั้งหมดเพื่อดำารงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณของมวลชีวิต ภาระหน้าที่นี้องค์ภควานทรงมอบให้มวลเทวดาจำานวนมหาศาลทรงเป็นผู้ช่วย ตามส่วน ต่าง ๆ ของพระวรกายของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ความพึงพอพระทัยและไม่พึง พอพระทัยของมวลเทวดาขึ้นอยู่กับการปฎิบัติ ยะกยะ ของมนุษย์ ยะกยะ บางประเภท ปฎิบัติเพื่อให้เทวดาเฉพาะองค์ได้รับความพอพระทัย ถึงกระนั้นพระวิชณุทรงเป็นผู้ได้ รับการบูชาใน ยะกยะ ทั้งหมด เพราะพระวิชณุทรงเป็นผู้นำาในการได้รับประโยชน์ทั้งหมด ดังที่ได้กล่าวไว้ใน ภควัต-คีตา ว่าคริชณะทรงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก ยะกยะ ทั้งหมด โบฺคทารัม ยะกยะ-ทะพะสาม ดังนั้น ความพึงพอพระทัยครั้งสุดท้ายของ ยะกยะ-พะทิ คือจุดมุ่งหมายที่สำาคัญของ ยะกยะ ทั้งหมด เมื่อ ยะกยะ เหล่านี้ได้ปฎิบัติอย่างสมบูรณ์ โดยธรรมชาติเทวดาผู้ควบคุมหน่วยที่แจกจ่ายสิ่งต่าง ๆ ก็ทรงพอพระทัยและจะไม่มีการ ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ
การปฎิบัติ ยะกยะ มีผลดีตามมามากมายและในที่สุดจะนำาเราให้หลุดพ้นมี อิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุ ด้วยการปฎิบัติ ยะกยะ จะทำาให้กิจกรรมทั้งหมด บริสุทธิ์ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระเวทว่า อาฮาระ-ชุดโดฺ สัททวะ-ชุดดฺฮ สัททวะ- ชุดโดฺ ดฺรุวา สมริทฺ สมริท-ลัมเบฺ สารวะ-กรันทฺนาม วิพระโมคชะฮ จากการปฎิบัติ ยะกยะ ทำาให้อาหารบริสุทธิ์และถูกต้อง จากการรับประทานอาหารที่บริสุทธิ์ถูกต้อง ชีวิตความเป็นอยู่จะบริสุทธิ์ถูกต้อง และจากการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์ถูกต้อง เนื้อเยื่ออันละเอียดอ่อนที่ช่วยในความจำาจะมีความบริสุทธิ์ถูกต้อง เมื่อความจำาบริสุทธิ์ ถูกต้อง เราจึงสามารถคิดถึงวิถีแห่งความหลุดพ้นเพื่ออิสรภาพ และทั้งหมดนี้เมื่อรวม กันเข้าจะนำาเราไปสู่คริชณะจิตสำานึกซึ่งเป็นสิ่งจำาเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน
อิชทาน-ปรารถนา, โบฺกาน-ความจำาเป็นของชีวิต, ฮิ-แน่นอน, วะฮ-แด่ท่าน, เดวาฮ- เทวดา, ดาสยันเท-จะให้รางวัล, ยะกยะ-บฺาวิทาฮ-ได้รับความพึงพอใจจากการปฎิบัติ บูชา, ไทฮ-โดยพวกเขา, ดัททาน-สิ่งที่ให้, อพระดายะ-ไม่มีการถวาย, เอบฺยะฮ-แด่ เหล่าเทวดา, ยะฮ-ผู้ซึ่ง, บุงคเท-มีความสุข, สเทนะฮ-ขโมย, เอวะ-แน่นอน, สะฮ-เขา
เหล่าเทวดาผู้ควบคุมสิ่งจำาเป็นต่าง ๆ สำาหรับชีวิต ได้รับความพึงพอพระทัยจาก การปฏิบัติ ยะกยะ (การบูชา) จะจัดส่งสิ่งของจำาเป็นทั้งหมดให้แด่พวกเธอ แต่ผู้ ที่ได้รับความสุขจากของขวัญเหล่านี้โดยมิได้นำามาถวายคืนให้เทวดา เป็นขโมย อย่างแน่นอน
มวลเทวดาเป็นผู้แทนที่ได้รับมอบอำานาจจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า องค์วิชณุในการจัดส่ง ฉะนั้น เหล่าเทวดาต้องได้รับความพึงพอพระทัยจากการปฎิบัติ ยะกยะ ที่ได้กำาหนดไว้ ในคัมภีร์พระเวทมี ยะกยะ ต่าง ๆ ที่ได้กำาหนดไว้สำาหรับมวล เทวดา แต่ว่าในที่สุดการบูชาทั้งหมดจะถวายให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า สำาหรับ ผู้ที่ไม่เข้าใจว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือใครจึงได้แนะนำาการบูชาเทวดา คัมภีร์ พระเวทได้แนะนำา ยะกยะ ต่าง ๆ ตามลักษณะทางวัตถุของแต่ละบุคคล การบูชาเทวดา ก็มีหลักพื้นฐานเหมือนกัน คือตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ผู้ที่รับ ประทานเนื้อสัตว์จะได้รับคำาแนะนำาให้บูชาสัตว์ต่อหน้าเจ้าแม่ คาลี รูปลักษณ์อันน่า สะพรึงกลัวของธรรมชาติวัตถุ สำาหรับผู้ที่อยู่ในระดับความดีได้แนะนำาให้ปฎิบัติทิพย์ บูชาแด่พระวิชณุ แต่ในที่สุดผลของ ยะกยะ ทั้งหมดจะค่อย ๆ ส่งเสริมเราให้มาอยู่ใน สถานภาพทิพย์ สำาหรับบุคคลทั่วไปอย่างน้อยที่สุด ยะกยะ ห้าอย่าง มีชื่อว่า พันชะ- มะฮา-ยะกยะ เป็นสิ่งจำาเป็น
อย่างไรก็ตามเราควรทราบว่าสิ่งจำาเป็นสำาหรับชีวิตทั้งหมดที่สังคมมนุษย์ ต้องการ เทวดาผู้เป็นตัวแทนขององค์ภควานทรงเป็นผู้จัดส่ง ไม่มีผู้ใดสามารถผลิตอะไร ขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น อาหารทั้งหมดในสังคมมนุษย์ที่อยู่ในระดับความดีซึ่งรวมทั้งเมล็ด ข้าว ผลไม้ ผัก นม น้ำาตาล ฯลฯ และอาหารสำาหรับนักมังสะบริโภคด้วย เช่น เนื้อสัตว์ มนุษย์ไม่สามารถผลิตอะไรได้เลย มีตัวอย่างอีกเช่น ความร้อน แสง น้ำา ลม ฯลฯ ซึ่งเป็น สิ่งจำาเป็นสำาหรับชีวิตเช่นกัน สังคมมนุษย์ก็ไม่สามารถผลิตได้ ถ้าไม่มีองค์ภควานจะไม่มี แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ ฝน และลม ฯลฯ หากขาดสิ่งเหล่านี้จะไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ ได้ ดังนั้น ชีวิตเราจึงขึ้นอยู่กับการจัดส่งสิ่งต่าง ๆ จากองค์ภควาน แม้แต่โรงงานผู้ผลิต ซึ่งต้องการวัตถุดิบมากมาย เช่น โลหะ กำามะถัน เมอร์คิวรี่ แมงกานีส และ สิ่งจำาเป็น อื่น ๆ อีกมาก ทั้งหมดนี้ผู้แทนขององค์ภควานทรงเป็นผู้จัดส่งให้ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้ เราได้ใช้สิ่งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมในการที่จะรักษาสุขภาพพลามัยให้ดีเพื่อความรู้แจ้ง แห่งตน และนำาเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต นั่นคือเสรีภาพจากการดิ้นรนทางวัตถุ เพื่อความอยู่รอด จุดมุ่งหมายของชีวิตนี้สามารถบรรลุได้ด้วยการปฎิบัติ ยะกยะ หาก เราลืมจุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์ ได้แต่รับเอาสิ่งของต่าง ๆ จากผู้แทนขององค์ภควาน เพื่อสนองประสาทสัมผัสตนเองก็จะถูกพันธนาการมากยิ่งขึ้นในความเป็นอยู่ทางวัตถุซึ่ง ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการสร้าง เราจึงเป็นขโมยอย่างแน่นอน ดังนั้น เราต้องถูกลงโทษ ตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ ในสังคมโจรจะไม่มีวันมีความสุขเพราะว่าพวกโจรไม่มีจุดมุ่ง หมายในชีวิต โจรหยาบหรือนักวัตถุนิยมไม่มีจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตพวกโจรมุ่งแต่ จะสนองประสาทสัมผัส และไม่มีความรู้ว่าจะปฎิบัติ ยะกยะ อย่างไร อย่างไรก็ดีองค์ เชธันญะได้ทรงสถาปนาการปฎิบัติ ยะกยะ ที่ง่ายที่สุดเรียกว่า สังคีรทะนะ-ยะกยะ ซึ่ง ไม่ว่าใครในโลกก็สามารถปฎิบัติได้หากยอมรับในหลักการของคริชณะจิตสำานึก
ยะกยะ-ชิชทะ-อาหารที่รับประทานหลังจากการปฎิบัติ ยะกยะ, อชินะฮ-ผู้รับประทาน, สันทะฮ-สาวก, มุชยันเท-ได้รับการปลดเปลื้อง, สารวะ-ทุกชนิด, คิลบิไชฮ-จากความ บาป, บุนจะเท-ความสุข, เท-พวกเขา, ทุ-แต่, อกฺม -บาปที่เศร้าโศก, พาพาฮ-ผู้ ทำาบาป, เย-ผู้ซึ่ง, พะชันทิ-ปรุงอาหาร, อาทมะ-คาระณาท-เพื่อความสุขทางประสาท สัมผัส
สาวกขององค์ภควานได้รับการปลดเปลื้องจากบาปทั้งปวงเพราะว่ารับประทาน อาหารที่ถวายเพื่อเป็นการบูชาก่อน บุคคลอื่นที่ปรุงอาหารเพื่อความสุขทาง ประสาทสัมผัสของตนเอง แน่นอนว่ารับประทานแต่ความบาปเท่านั้น
สาวกขององค์ภควานหรือบุคคลที่อยู่ในคริชณะจิตสำานึกเรียกว่า สันทะ พวก ท่านอยู่ในความรักกับองค์ภควานเสมอ ดังที่ได้กล่าวไว้ใน บระฮมะ-สัมฮิทา (5.38): เพรมานจะนะ-ชชุริทะ-บฺคธิ-วิโลชะเนนะ สันทะฮ สะไดวะ ฮริดะเยชุ วิโลคะยันทิ, สันทะ อยู่ในความรักอย่างแน่นแฟ้นกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์โกวินดะ (ผู้ ให้ความสุขทั้งปวง) หรือองค์มุคุนดะ (ผู้ให้อิสรภาพ) หรือองค์คริชณะ (ผู้มีเสน่ห์สูงสุด) อยู่เสมอ ไม่สามารถรับเอาสิ่งใดที่ไม่ได้ถวายให้องค์ภควานก่อน ฉะนั้น สาวกเหล่านี้ ปฎิบัติ ยะกยะ ในระดับต่าง ๆ แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอ เช่น ชระวะณัม, คีรทะนัม, สมะระณัม, อารชะณัม ฯลฯ และการปฎิบัติ ยะกยะ เหล่านี้จะคุ้มครองท่าน ให้อยู่ห่างจากมลทินแห่งการคบหาสมาคมที่เป็นบาปในโลกวัตถุทุกชนิด ผู้ที่ปรุงอาหาร เพื่อตนเองหรือเพื่อสนองประสาทสัมผัสแห่งตนไม่เพียงแต่เป็นขโมยเท่านั้น หากแต่ยัง เป็นผู้ที่รับประทานเอาความบาปทุกชนิดเข้าไปด้วย เป็นทั้งขโมยและคนบาปจะมีความ สุขได้อย่างไรมันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เพื่อให้ประชากรมีความสุขในทุก ๆ ด้านจึงต้องได้ รับการสอนให้ปฎิบัติวิธีการง่าย ๆ คือ สังคีรทะนะ-ยะกยะ ในคริชณะจิตสำานึกอย่าง สมบูรณ์ มิฉะนั้น จะไม่มีความสงบหรือความสุขในโลกนี้
อันนาท-จากธัญพืช, บฺะวันทิ-เจริญเติบโต, บูำทานิ-ร่างวัตถุ, พารจันยาท-จากฝน, อันนะ-ของธัญญาหาร, สัมบฺะวะฮ-การผลิต, ยะกยาท-จากการปฎิบัติบูชา, บฺะวะทิ- ทำาให้เป็นไปได้, พารจันยะฮ-ฝน, ยะกยะฮ-การปฎิบัติ ยะกยะ, คารมะ-หน้าที่ที่กำาหนด ไว้, สะมุดบฺะวะฮ-เกิดจาก
ร่างที่มีชีวิตทั้งหมด มีชีวิตอยู่ได้ด้วยธัญญาหารซึ่งผลิตมาจากฝน ฝนเป็นผลผลิต จากการปฎิบัติ ยะกยะ (การบูชา) และ ยะกยะ เกิดจากหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้
ชรีละ บะละเดวะ วิดยาบูชะณะ นักเขียนและนักบรรยาย ภควัต-คีตา ผู้ยิ่ง ใหญ่ได้เขียนดังต่อไปนี้: เย อินดราดิ-อังกะทะยาวัสทฺทัม ยะกยัม สารเวชวะรัม วิชณุม อับฺฮยารชยะ ทัช-เชฺชัม อัชนันทิ เทนะ ทัด เดฮะ-ยาทราม สัมพาดะยันทิ, เท สันทะฮ สารเวชวะรัสยะ ยะกยะ-พุรุชัสยะ บัคธาฮ สารวะ-คิลบิไชร อนาดิ-คาละ-วิวริดไดฺร อาทมานุบฺะวะ-พระทิบันดฺะไคร นิคฺไลฮ พาไพร วิมุชยันเท องค์ภควานทรงมีพระนามว่า ยะกยะ-พุรุชะ หรือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบูชาทั้งหมด ทรงเป็นเจ้านายของปวง เทวดาผู้ทรงรับใช้พระองค์เสมือนส่วนต่าง ๆ ของพระวรกายที่รับใช้ทั่วทั้งพระวรกาย เทวดาเช่น พระอินทร์ (อินดระ) พระจันทร์ (ชันดระ) และพระวะรุณะ ทรงเป็นเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้บริหารภารกิจในโลกวัตถุ คัมภีร์พระเวทแนะนำาการบูชาเทวดา เพื่อให้เทพเหล่านี้ทรงได้รับความพึงพอพระทัยและยินดีจัดส่ง ลม แสง และน้ำาให้เพียง พอในการผลิตธัญญาหาร เมื่อองค์ชรีคริชณะได้รับการบูชามวลเทวดาที่เปรียบเสมือน ส่วนต่าง ๆ ของพระวรกายขององค์ภควานก็ทรงได้รับการบูชาโดยปริยายเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่มีความจำาเป็นต้องบูชาเหล่าเทวดาอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้สาวกผู้อยู่ใน คริชณะจิตสำานึกจึงถวายเครื่องเสวยแด่คริชณะก่อนแล้วตนเองจึงค่อยรับประทานซึ่ง เป็นวิธีการบำารุงรักษาร่างทิพย์ การปฎิบัติเช่นนี้ไม่เพียงแต่ผลบาปของร่างกายในอดีต ถูกชะล้างไป แต่ร่างกายยังได้รับเชื้อวัคซีนป้องกันมลพิษทั้งมวลจากธรรมชาติวัตถุ เมื่อมีเชื้อโรคระบาด วัคซีนป้องกันโรคจะป้องกันเราจากการบุกรุกของโรคระบาดนั้นๆ เครื่องเสวยที่ถวายให้พระวิชณุและเรานำามารับประทานก็เช่นเดียวกัน จะทำาให้เรามีภูมิ ต้านทานเชื้อโรคทางวัตถุอย่างเพียงพอ ผู้เคยชินต่อการปฎิบัติเช่นนี้เรียกว่าสาวกของ องค์ภควาน ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในคริชณะจิตสำานึกจึงรับประทานแต่อาหารที่ถวายแด่ คริชณะแล้ว สิ่งนี้สามารถต่อต้านผลกรรมทั้งมวลจากเชื้อโรคทางวัตถุในอดีตซึ่งเป็น อุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าในการรู้แจ้งตนเอง ขณะเดียวกันบุคคลที่ไม่ทำาเช่นนี้ จะเพิ่มพูนการกระทำาบาปให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป และจะเตรียมร่างต่อไปที่เหมือนกับสุกร และสุนัขเพื่อรับกรรมจากผลบาปทั้งหมด โลกวัตถุเต็มไปด้วยมลพิษและผู้ที่ได้ฉีดวัคซีน ป้องกันด้วยการรับประทานพระสาดัมขององค์ภควาน (เครื่องเสวยที่ถวายให้พระวิชณุ แล้ว) จะได้รับความปลอดภัยจากการบุกรุก ผู้ไม่ทำาเช่นนี้ต้องได้รับมลพิษอย่างแน่นอน
ธัญพืชหรือผักเป็นอาหารที่ควรรับประทาน มนุษย์รับประทานข้าว ผัก และผล ไม้ต่าง ๆ ฯลฯ สัตว์กินกากอาหารจากข้าวและผัก กินหญ้า กินพืช ฯลฯ มนุษย์ผู้เคยชิน กับการรับประทานเนื้อสัตว์ต้องขึ้นอยู่กับผลผลิตของพืชพันธุ์ธัญญาหารเช่นกันถึงจะ กินสัตว์ได้ ดังนั้น ในที่สุดเราจะต้องขึ้นอยู่กับผลผลิตของไร่นาไม่ใช่ผลผลิตจากโรงงาน อุตสาหกรรมใหญ่โต ผลผลิตจากไร่นามาจากฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างเพียงพอ และฝนนี้เหล่าเทวดาเช่น พระอินทร์ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ฯลฯ ทรงเป็นผู้ควบคุม และ เทวดาทั้งหมดนี้ทรงเป็นผู้รับใช้ขององค์ภควาน พระองค์ทรงได้รับความพึงพอพระทัย จากการบูชา ดังนั้น ผู้ที่ไม่สามารถปฎิบัติการบูชาจะพบว่าตนเองอยู่ในสภาวะขาดแคลน นี่คือกฎแห่งธรรมชาติ ยะกยะ โดยเฉพาะ สังคีรทะนะ-ยะกยะ ได้กำาหนดไว้สำาหรับยุค นี้จะต้องปฎิบัติเพื่อคุ้มครองเราอย่างน้อยที่สุดก็จากการขาดแคลนอาหาร
คารมะ-งาน, บระฮมะ-จากคัมภีร์พระเวท, อุดบฺะวัม-ผลิต, วิดดฺ -เธอควรรู้, บระฮมะ- คัมภีร์พระเวท, อัคชะระ-จาก บระฮมัน สูงสุด (บุคลิกภาพแห่งพระเจ้า), สะมุดบฺะวัม- ปรากฎออกมาโดยตรง, ทัสมาท-ดังนั้น, สารวะ-กะทัม-แผ่พระจายไปทั่ว, บระฮมะ- เหนือโลก, นิทยัม-อมตะ, ยะกยะ-ในการบูชา, พระทิชทฺทัม-สถิต
ระเบียบกิจกรรมได้กำาหนดไว้ในคัมภีร์พระเวท และคัมภีร์พระเวทปรากฎออกมา โดยตรงจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ดังนั้น องค์ภควานผู้ทรงแผ่กระจายไป ทั่วทรงสถิตในการปฎิบัติบูชานิรันดร
ยะกยารทฺะ-คารมะ หรือความจำาเป็นของงานเพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย เพียงอย่างเดียวได้เน้นมากขึ้นในโศลกนี้ หากเราต้องทำางานเพื่อให้ ยะกยะ-พุรุชะ หรือ พระวิชณุทรงพอพระทัย เราต้องค้นหาวิธีการทำางานใน บระฮมัน หรือคัมภีร์ทิพย์ พระเวท ดังนั้น คัมภีร์พระเวทจึงเป็นกฎระเบียบแนะนำาวิธีการทำางาน การทำาอะไรที่ คัมภีร์พระเวทไม่ได้แนะนำาไว้เรียกว่า วิคารมะ งานที่ไม่ได้รับอนุญาตหรืองานที่เป็น บาป ดังนั้น เราจึงควรรับคำาแนะนำาจากคัมภีร์พระเวทเสมอเพื่อความปลอดภัยจาก ผลกรรม เฉกเช่นเราต้องทำางานในชีวิตประจำาวันทั่วไปตามคำาแนะนำาของรัฐ ในทำานอง เดียวกัน เราต้องทำางานภายใต้คำาแนะนำาของรัฐสูงสุดแห่งองค์ภควาน คำาแนะนำาเช่นนี้ อยู่ในคัมภีร์พระเวทซึ่งออกมาโดยตรงจากการหายใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ได้กล่าวไว้ว่า อัสยะ มะฮะโท บูำ-ทัสยะ นิชวะสิทัม เอทัด ยัด ริก-เวโด ยะจุร-เวดะฮ สามะ-เวโด ‘ทฺารวางกิระสะฮ “คัมภีร์พระเวททั้งสี่เล่ม ริก เวดะ. ยะจุร เวดะ. สามะ เวดะ. และ อทฺารวะ เวดะ ทั้งหมดออกมาจากการหายใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่” (บริฮัด-อารังยะคะ อุพะนิชัด 4.5.11) องค์ภควานในฐานะที่ทรงมี พระเดชทั้งปวง ทรงสามารถตรัสด้วยลมหายใจดังที่ได้ยืนยันไว้ใน บระฮมะ-สัมฮิทา ว่าพระองค์ทรงพระเดชทั้งปวง ประสาทสัมผัสแต่ละส่วนของพระองค์ทรงสามารถทำา หน้าที่ของประสาทสัมผัสอื่น ๆ ได้ หรืออีกนัยหนึ่งองค์ภควานทรงสามารถตรัสด้วยการ หายใจ และทรงสามารถทำาให้มีครรภ์ได้ด้วยพระเนตรของพระองค์ อันที่จริงได้กล่าว ไว้ว่าพระองค์ทรงชำาเลืองไปที่ธรรมชาติวัตถุและทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต หลัง จากการสร้างหรือการให้พันธวิญญาณไปอยู่ในครรภ์ของธรรมชาติวัตถุ พระองค์ทรง ให้คำาแนะนำาสั่งสอนในปรัชญาพระเวทว่าพันธวิญญาณเหล่านี้จะกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่ องค์ภควานได้อย่างไร เราควรระลึกเสมอว่าพันธวิญญาณในโลกวัตถุทั้งหมดมีความ กระตือรือร้นที่จะแสวงหาความสุขทางวัตถุ แต่คำาแนะนำาของคัมภีร์พระเวททำาให้เรา สามารถทำาให้ความต้องการนอกลู่นอกทางของเราสมปรารถนาและกลับคืนสู่พระองค์ จบสิ้นกับสิ่งที่สมมุติว่าเป็นความสุข เป็นโอกาสของพันธวิญญาณที่จะได้รับอิสรภาพ ดังนั้น พันธวิญญาณต้องพยายามปฏิบัติตามวิธีการ ยะกยะ ด้วยการมีคริชณะจิตสำานึก แม้พวกที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำาสั่งสอนของคัมภีร์พระเวทอาจรับเอาหลักการของคริชณะ จิตสำานึกไปปฏิบัติแทนการปฏิบัติ ยะกยะ หรือ คารมะ ตามคัมภีร์พระเวทได้
เอวัม-ดังนั้น, พระวารทิทัม-สถาปนาโดยคัมภีร์พระเวท, ชัครัม-วัฎจักร, นะ-ไม่, อนุวารทะยะทิ-รับเอา, อิฮะ-ในชีวิตนี้, ยะฮ-ผู้ซึ่ง, อกฺะ-อายุฮ-ผู้ที่ชีวิตเต็มไปด้วย ความบาป, อินดริยะ-อารามะฮ-พึงพอใจในการสนองประสาทสัมผัส, โมกฺม-อย่างไร้ ประโยชน์, พารทฺะ-โอ้ โอรสพระนางพริทา (อารจุนะ), สะฮ-เขา, จีวะทิ-มีชีวิตอยู่
อารจุนะที่รัก ผู้ที่ไม่ปฏิบัติบูชาอย่างครบวงจรตามที่คัมภัร์พระเวทได้สถาปนาไว้ แน่นอนว่าชีวิตในร่างมนุษย์นี้เต็มไปด้วยความบาป มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อความพึง พอใจของประสาทสัมผัสเท่านั้น บุคคลเช่นนี้มีชีวิตอยู่อย่างไร้สาระประโยชน์
ปรัชญาละโมบที่ว่า “จงทำางานให้หนักและหาความสุขด้วยการสนองประสาท สัมผัส” องค์ภควานทรงตำาหนิไว้ ณ ที่นี้ ดังนั้น สำาหรับพวกที่ต้องการหาความสุขใน โลกวัตถุนี้ วงจรแห่งการปฎิบัติ ยะกยะ ที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นสิ่งจำาเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่ ไม่ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์นี้มีชีวิตอยู่ด้วยความเสี่ยงสูง และจะถูกลงโทษมากยิ่งขึ้นตาม กฎแห่งธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์มีไว้เพื่อความรู้แจ้งแห่งตนโดยเฉพาะจากหนึ่งในสามวิธี คือ คารมะ-โยกะ, กยานะ-โยกะ. หรือ บฺคธิ-โยกะ ไม่จำาเป็นสำาหรับนักทิพย์นิยมผู้อยู่ เหนือความดีและความชั่วต้องปฎิบัติตาม ยะกยะ ที่กำาหนดไว้อย่างเคร่งครัด แต่สำาหรับ พวกที่ทำาไปเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเองจำาเป็นต้องปฎิบัติ ยะกยะ ตามวงจรที่ กล่าวไว้เพื่อความบริสุทธิ์ซึ่งมีกิจกรรมต่าง ๆ นานา ผู้ที่ไม่มีคริชณะจิตสำานึกแน่นอน ว่าปฎิบัติตนอยู่ในประสาทสัมผัสจิตสำานึก ฉะนั้น จึงมีความจำาเป็นต้องทำางานที่เป็น กุศล ระบบ ยะกยะ ได้วางแผนไว้เพื่อให้บุคคลผู้มีประสาทสัมผัสจิตสำานึกอาจสามารถ ทำาให้ประสาทสัมผัสของตนพึงพอใจได้โดยไม่ต้องถูกพันธนาการอยู่ในผลกรรมจากการ สนองประสาทสัมผัส ความเจริญรุ่งเรืองของโลกมิได้ขึ้นอยู่ที่ความพยายามของเรา แต่ ขึ้นอยู่กับการบริหารขององค์ภควานที่ทรงอยู่เบื้องหลังซึ่งมอบหมายให้มวลเทวดาเป็น ผู้ปฏิบัติโดยตรง ดังนั้น ยะกยะ จึงมีเป้าหมายไปที่เทวดาโดยเฉพาะดังที่ได้กล่าวไว้ใน คัมภีร์พระเวทซึ่งเป็นทางอ้อมในการปฎิบัติคริชณะจิตสำานึก เพราะว่าเมื่อเราประสบผล สำาเร็จในการปฎิบัติ ยะกยะ แล้ว เราต้องมาเป็นผู้มีคริชณะจิตสำานึกอย่างแน่นอน หาก หลังจากปฎิบัติ ยะกยะ แล้วเราไม่มีคริชณะจิตสำานึก ถือว่าหลักธรรมนี้เป็นเพียงแค่หลัก ศีลธรรมเท่านั้น ดังนั้น เราไม่ควรจำากัดความเจริญก้าวหน้าให้มาถึงแค่ระดับศีลธรรม เท่านั้น แต่ควรข้ามพ้นไปให้บรรลุถึงคริชณะจิตสำานึก
ยะฮ-ผู้ซึ่ง, ทุ-แต่, อาทมะ-ระทิฮ-มีความสุขอยู่ในตัว, เอวะ-แน่นอน, สยาท-ยังคง, อาทมะ-ทริพทะฮ-ส่องแสงในตัว, ชะ-และ, มานะวะฮ-มนุษย์, อาทมะนิ-ในตัวเขา, เอวะ-เท่านั้น, ชะ-และ, สันทุชทะฮ-เพียงพออย่างบริบูรณ์, ทัสยะ-เขา, คารยัม-หน้าที่, นะ-ไม่, วิดยะเท-เป็นอยู่
สำาหรับผู้ที่มีความสุขอยู่ในตัวเอง ผู้ซึ่งชีวิตมนุษย์ของเขาเป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง แห่งตน เป็นผู้ที่มีความพึงพอใจในตนเองเท่านั้น มีความพอเพียงอย่างบริบูรณ์ สำาหรับบุคคลเช่นนี้ไม่มีหน้าที่การงานใด ๆ
ผู้ที่มีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์และมีความพึงพอใจอย่างบริบูรณ์ในการ ปฎิบัติคริชณะจิตสำานึกจะไม่มีหน้าที่การงานอื่นใดที่ต้องทำา เพราะว่าอยู่ในคริชณะ จิตสำานึก ความไม่บริสุทธิ์ทั้งหมดภายในตัวเขาได้ถูกชะล้างให้สะอาดโดยฉับพลัน เทียบ เท่ากับผลของการปฎิบัติ ยะกยะ หลาย ๆ พันครั้ง จากการทำาให้จิตสำานึกบริสุทธิ์ เช่นนี้จะมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่เกี่ยวกับสถานภาพนิรันดรในความสัมพันธ์กับองค์ ภควาน หน้าที่ของเขาจึงมีความสว่างไสวในตัวเองอันเนื่องมาจากพระกรุณาธิคุณของ องค์ภควาน ดังนั้น เขาจะไม่มีพันธกรณีใดๆ เกี่ยวกับคำาสั่งสอนในคัมภีร์พระเวท บุคคล ผู้มีคริชณะจิตสำานึกเช่นนี้จะไม่สนใจกิจกรรมทางวัตถุและจะไม่ใฝ่หาความสุขทางวัตถุ เช่น สุรา นารี และสิ่งที่ทำาให้ลุ่มหลงในลักษณะเดียวกันนี้
นะ-ไม่เคย, เอวะ-แน่นอน, ทัสยะ-ของเขา, คริเทนะ-ด้วยการปฏิบัติหน้าที่, อารทฺะฮ- จุดมุ่งหมาย, นะ-ไม่, อคริเทนะ-โดยไม่ปฎิบัติหน้าที่, อิฮะ-ในโลกนี้, คัชชะนะ-อะไร ก็แล้วแต่, นะ-ไม่เคย, ชะ-และ, อัสยะ-ของเขา, สารวะ-บูเทชุ-ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้ง หลาย, คัชชิท-ใด ๆ, อารทฺะ-จุดมุ่งหมาย, วิยะพาชระยะฮ-เป็นที่พึ่ง
บุคคลผู้รู้แจ้งตนเองไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นใดที่จะต้องบรรลุในการปฎิบัติหน้าที่ของ ตนที่กำาหนดไว้ เขาไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ปฎิบัติงานนี้ และก็ไม่มีความจำาเป็น ที่จะต้องขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตใด ๆ
บุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนจะไม่มีพันธกรณีใด ๆ ในการปฎิบัติหน้าที่ที่ได้กำาหนด ไว้ นอกจากกิจกรรมในคริชณะจิตสำานึก คริชณะจิตสำานึกมิใช่ว่าไม่มีกิจกรรม ดังจะ อธิบายในโศลกต่อ ๆ ไป บุคคลที่มีคริชณะจิตสำานึกไม่จำาเป็นต้องไปพึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเป็น มนุษย์หรือเทวดา สิ่งใดที่สามารถทำาได้ในคริชณะจิตสำานึกถือว่าเพียงพอในการปฏิบัติ ภาระกิจหน้าที่ของเขา
ทัสมาท-ดังนั้น, อสัคทะฮ-ไม่ยึดติด, สะทะทัม-สม่ำาเสมอ, คารยัม-เป็นหน้าที่, คารมะ- งาน, สะมาชะระ-ปฏิบัติ, อสัคทะฮ-ไม่ยึดติด, ฮิ-แน่นอน, อาชะรัน-ปฏิบัติ, คารมะ- งาน, พะรัม-สูงสุด, อาพโนทิ-ได้รับ, พูรุชะฮ-มนุษย์
ฉะนั้น โดยปราศจากการยึดติดกับผลของงาน เราควรปฎิบัติตนตามหน้าที่ เพราะจากการทำางานโดยไม่ยึดติด เราจะบรรลุถึงองค์ภควาน
องค์ภควานคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าสำาหรับสาวก คือความหลุด พ้นสำาหรับผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ ดังนั้น บุคคลผู้ปฎิบัติตนเพื่อคริชณะหรืออยู่ใน คริชณะจิตสำานึก ภายใต้การแนะนำาที่ถูกต้องโดยไม่ยึดติดต่อผลของงาน แน่นอนว่าต้อง เจริญก้าวหน้าไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งชีวิต อารจุนะได้รับคำาแนะนำาว่าควรต่อสู้ใน สนามรบคุรุคเชทระเพื่อประโยชน์ของคริชณะเพราะว่าคริชณะทรงปรารถนาให้อารจุนะ สู้ การเป็นคนดีหรือเป็นคนที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเป็นการยึดติดส่วนตัว แต่การปฎิบัติตน เพื่อองค์ภควานเป็นการปฎิบัติโดยไม่ยึดติดต่อผลงาน นี่คือการปฎิบัติที่สมบูรณ์สูงสุดที่ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า องค์ชรีคริชณะทรงแนะนำา
พิธีกรรมในคัมภีร์พระเวทเป็นพิธีการบวงสรวงบูชา กำาหนดให้ปฎิบัติเพื่อ ชะล้างความไม่บริสุทธิ์อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่ไม่เป็นมงคลในการสนองประสาท สัมผัส แต่การปฎิบัติในคริชณะจิตสำานึกอยู่เหนือผลกรรมทั้งดีและชั่ว บุคคลผู้มีคริชณะ จิตสำานึกจะไม่ยึดติดกับผลของงาน แต่ปฎิบัติไปเพื่อคริชณะเท่านั้น เขาสามารถทำา กิจกรรมทุกชนิดแต่ว่าไม่มีความยึดติดใด ๆ เลย
คารมะณา-ด้วยงาน, เอวะ-แม้แต่, ฮิ-แน่นอน, สัมสิดดฺม-ในความสมบูรณ์, อาสทฺทาฮ- สถิต, จะนะคะ-อาดะยะฮ-จะนะคะและกษัตริย์อื่น ๆ, โลคะ-สังกระฮัม-ผู้คนโดย ทั่วไป, เอวะ อพิ-เช่นกัน, สัมพัชยัน-พิจารณา, คารทุม-ปฎิบัติ, อารฮะสิ-เธอควรได้รับ
กษัตริย์ เช่น พระเจ้าจะนะคะทรงบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยเพียงแต่ทรงปฏิบัติ ตามหน้าที่ที่กำาหนดไว้เท่านั้น ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการศึกษาแก่ประชาชน โดยทั่วไป เธอควรจะปฎิบัติงานของเธอ
เหล่ากษัตริย์ดังเช่นพระเจ้าจะนะคะทรงเป็นดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน ดัง นั้น กษัตริย์เหล่านี้ทรงไม่มีข้อผูกพันในการที่จะต้องฎิบัติตามหน้าที่ที่กำาหนดไว้ในคัมภีร์ พระเวท แต่ถึงกระนั้นกษัตริย์เหล่านี้ก็ยังทรงปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้ทั้งหมด เพื่อทำาตนเป็นตัวอย่างสำาหรับประชาชนโดยทั่วไป พระเจ้าจะนะคะเป็นพระราชบิดา ของพระนางสีดา ทรงเป็นพระสัสสุระของพระราม เนื่องจากเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของ องค์ภควานพระองค์ทรงสถิตเหนือโลกวัตถุ แต่เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์แห่งนครมิทฺิลา (เมืองหนึ่งของจังหวัดบิฮารในประเทศอินเดีย) จึงจำาเป็นต้องสอนประชาชนของพระองค์ ว่าควรปฎิบัติหน้าที่ที่กำาหนดไว้อย่างไร อารจุนะผู้เป็นสหายนิรันดรของคริชณะ ไม่มีความจำาเป็นต้องต่อสู้ในสนามรบคุรุคเชทระ แต่ทั้งสองพระองค์ทรงต่อสู้เพื่อสอน ประชาชนโดยทั่วไปว่า ความรุนแรงบางครั้งมีความจำาเป็นในสถานการณ์ที่ความถูกต้อง ยุติธรรมพ่ายแพ้ ก่อนจะเกิดสงครามที่คุรุคเชทระได้มีความพยายามทุกวิถีทางที่จะหลีก เลี่ยงสงคราม แม้แต่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเองก็ทรงพยายาม แต่ฝ่ายตรงข้ามยืน กรานว่าจะต้องรบ ดังนั้น เพื่อความถูกต้องยุติธรรมสงครามจึงเป็นสิ่งจำาเป็น ถึงแม้ว่า ผู้ที่สถิตในคริชณะจิตสำานึกอาจจะไม่มีความสนใจต่อสิ่งใดในโลก แต่ยังต้องทำางาน เพื่อสอนประชาชนทั่วไปว่าควรจะมีชีวิตอยู่อย่างไรและควรจะทำางานอย่างไร บุคคล ผู้มีประสบการณ์ในคริชณะจิตสำานึกสามารถปฎิบัติตนให้ผู้อื่นปฎิบัติตามได้ ดังจะได้ อธิบายในโศลกต่อไป
ยัท ยัท-อะไรก็แล้วแต่, อาชะระทิ-เขากระทำา, ชเรชทฺะฮ-ผู้นำาที่ควรเคารพ, ทัท-นั้น, ทัท-และสิ่งนั้นสิ่งเดียว, เอวะ-แน่นอน, อิทะระฮ-ทั่วไป, จะนะฮ-บุคคล, สะฮ-เขา, ยัท-อะไรก็แล้วแต่, พระมาณัม-ตัวอย่าง, คุรุเท-ปฎิบัติ, โลคะฮ-โลกทั้งหมด, ทัท-นั้น, อนุวารทะเท-ปฎิบัติตามรอยพระบาท
มหาบุรุษปฎิบัติอย่างไรบุคคลธรรมดาทั่วไปจะปฎิบัติตาม และมาตรฐานใดที่ท่าน วางไว้ด้วยการปฎิบัติตนเป็นตัวอย่าง ทั่วโลกจะเจริญรอยตาม
ประชาชนทั่วไปจำาเป็นต้องมีผู้นำาที่สามารถสอนด้วยการปฎิบัติให้ดูเป็น ตัวอย่าง ผู้นำาไม่สามารถสอนให้ประชาชนงดสูบบุหรี่หากตนเองยังสูบบุหรี่อยู่ องค์ เชธันญะตรัสว่า ครูควรจะปฎิบัติตนให้เหมาะสมถูกต้องก่อนที่จะเริ่มทำาการสอนผู้ อื่น ผู้ที่สอนแบบนี้เรียกว่า อาชารยะ หรือครูที่ดีเลิศ ฉะนั้น ครูต้องปฎิบัติตามหลักของ ชาสทระ (พระคัมภีร์) ในการสอนบุคคลทั่วไปครูไม่ควรออกกฎเกณฑ์ที่ขัดกับหลักธรรม ในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย พระคัมภีร์ที่เปิดเผยเช่น มะนุ-สัมฮิทา และเล่มอื่น ๆ ในลักษณะ เดียวกันนี้ถือว่าเป็นหนังสือมาตรฐานที่สังคมมนุษย์ควรปฎิบัติตาม ฉะนั้น คำาสอนของ ผู้นำาควรจะมีพื้นฐานมาจากหลักธรรมของชาสทระ ที่ได้มาตรฐานเหล่านี้ ผู้ปรารถนา จะพัฒนาตนเองต้องปฎิบัติตามหลักมาตรฐานดังที่พระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ปฎิบัติ ชรีมัด- บฺากะวะธัม ได้ยืนยันเช่นเดียวกันว่าเราควรเจริญรอยตามพระบาทของสาวกผู้ยิ่งใหญ่ นี่คือวิธีแห่งความเจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความรู้แจ้งทิพย์ กษัตริย์หรือผู้บริหารรัฐ บิดา และครูอาจารย์ ถือว่าเป็นผู้นำาโดยธรรมชาติของประชาชนผู้พาซื่อโดยทั่วไป ผู้นำา โดยธรรมชาติทั้งหมดนี้มีความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ตน ฉะนั้น ผู้นำาเหล่านี้จะต้องรอบรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ศีลธรรมและศาสนาของหนังสือ มาตรฐานเหล่านี้
นะ-ไม่, เม-ของข้า, พารทฺะ-โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, อัสทิ-มี, คารทัพยัม-หน้าที่ ที่กำาหนดไว้, ทริชุ-ในทั้งสาม, โลเคชุ-ระบบดาวเคราะห์, คินชะนะ-ใด, นะ-ไม่มี, อนะวาพทัม-ต้องการ, อวาพทัพยัม-ได้กำาไร, วารเท-ข้าปฎิบัติอยู่, เอวะ-แน่นอน, ชะ- เช่นกัน, คารมะณิ-ในหน้าที่ที่กำาหนดไว้
โอ้ โอรสพระนางพริทฺา ไม่มีงานใดที่กำาหนดไว้สำาหรับข้าภายในระบบดาวเคราะห์ ทั้งสาม ข้าไม่ต้องการสิ่งใด และข้าไม่มีความจำาเป็นที่จะต้องบรรลุถึงอะไร ถึง กระนั้นข้ายังต้องฎิบัติหน้าที่ตามที่ได้กำาหนดไว้
วรรณกรรมพระเวทได้อธิบายถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าดังต่อไปนี้
“องค์ภควานทรงเป็นผู้ควบคุมผู้ควบคุมทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดใน บรรดาผู้นำาของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ทั้งหมด ทุก ๆ ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ สิ่งมีชีวิตทั้งมวลมิใช่ผู้สูงสุด หากแต่ได้รับพลังอำานาจเฉพาะจากองค์ภควาน มวลเทวดา บูชาพระองค์ องค์ภควานทรงเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในหมู่ผู้บัญชาการทั้งหลาย ฉะนั้น ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือผู้นำาและผู้ควบคุมทางวัตถุทั้งมวล ทุก ๆ ชีวิตบูชาพระองค์ ไม่มีผู้ ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำาเนิดของแหล่งกำาเนิดทั้งปวง
“องค์ภควานทรงมิได้มีพระวรกายเหมือนกับสิ่งมีชีวิตสามัญทั่วไป ไม่มีข้อแตก ต่างระหว่างพระวรกายและดวงวิญญาณของพระองค์ พระองค์ทรงสมบูรณ์บริบูรณ์ ทุกประการ ประสาทสัมผัสทั้งหมดของพระองค์เป็นทิพย์ แต่ละประสาทสัมผัสสามารถ ทำาหน้าที่ของประสาทสัมผัสอื่น ๆ ได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าหรือ เสมอเหมือนพระองค์ พระเดชของพระองค์มีหลากหลายมากมาย ฉะนั้น กิจกรรมของ พระองค์เป็นไปตามลำาดับตามธรรมชาติ” (ชเวทาชวะทะระ อุพะนิชัด 6.7-8)
เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างมีความมั่งคั่งสมบูรณ์อยู่ในองค์ภควานและปรากฎอยู่ เป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์ ไม่มีหน้าที่อันใดสำาหรับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงต้อง ปฎิบัติ ผู้ที่ต้องรับผลของงานจะต้องมีหน้าที่ที่กำาหนดไว้บางประการ แต่ผู้ที่ไม่มีจุดมุ่ง หมายใด ๆ จะต้องบรรลุภายในระบบดาวเคราะห์ทั้งสามย่อมไม่มีหน้าที่อย่างแน่นอน ถึงกระนั้น องค์ชรีคริชณะยังทรงรับพระภารกิจในสมรภูมิคุรุคเชทระในฐานะเป็นผู้นำา กษัตริย์ เพราะเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ที่ต้องปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับความทุกข์ แม้ว่าองค์ภควานทรงอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ แต่พระองค์ ทรงมิได้กระทำาสิ่งที่ละเมิดพระคัมภีร์ที่เปิดเผยไว้
ยะดิ-ถ้าหาก, ฮิ-แน่นอน, อฮัม-ข้า, นะ-ไม่, วารเทยัม-ปฎิบัติ, จาทุ-เคย, คารมะณิ- ในการปฎิบัติหน้าที่ที่กำาหนดไว้, อทันดริทะฮ-ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง, มะมะ- ของข้า, วารทมะ-วิถีทาง, อนุวารทันเท-จะปฎิบัติตาม, มะนุชยาฮ-มนุษย์ทั้งหลาย, พารทฺะ-โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, สารวะชะฮ-ในทั้งหมด
ถ้าหากข้าไม่ปฎิบัติหน้าที่ที่กำาหนดไว้อย่างระมัดระวังแล้วไซร้ โอ้ พารทฺะ ทุกคน จะปฎิบัติตามแนวทางของข้าอย่างแน่นอน
เพื่อรักษาสมดุลแห่งความสงบของสังคมให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์จึงมี ขนบธรรมเนียมประเพณีของครอบครัวที่มีอารยธรรม แม้ว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้มีไว้สำาหรับ พันธวิญญาณไม่ใช่สำาหรับองค์ชรีคริชณะ แต่เนื่องจากเสด็จลงมาเพื่อสถาปนาหลัก ศาสนา พระองค์จึงทรงปฎิบัติหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำาหนดไว้ให้เป็นแบบอย่าง เพื่อคนธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้เจริญรอยตามพระบาทของพระองค์ เนื่องจากทรง เป็นผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุด จาก ชรีมัด-บฺากะวะธัม เราเข้าใจว่าองค์คริชณะทรงปฎิบัติ หน้าที่ทางศาสนาทั้งหมดทั้งในบ้านและนอกบ้านตามที่ได้กำาหนดไว้สำาหรับชีวิตคฤหัสถ์
อุทสีเดยุฮ-จะตกอยู่ในความหายนะ, อิเม-ทั้งหมดนี้, โลคาฮ-โลกต่าง ๆ, นะ-ไม่, คุรยาม-ข้าปฎิบัติ, คารมะ-หน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้, เชท-หาก, อฮัม-ข้า, สังคะรัสยะ- ของประชากรที่ไม่ต้องการ, ชะ-และ, คารทา-ผู้สร้าง, สยาม-จะเป็น, อุพะฮันยาม- จะทำาลาย, อิมาฮ-ทั้งหมดนี้, พระจาฮ-สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
หากข้าไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำาหนดไว้ โลกทั้งหลายจะตกอยู่ในความหายนะ ข้า จะเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดประชากรที่ไม่พึงปรารถนา และจะเป็นผู้ทำาลายความ สงบของมวลชีวิต
วารณะ-สังคะระ คือประชากรที่ไม่พึงปรารถนา ผู้ชอบก่อความไม่สงบให้เกิด ขึ้นในสังคมโดยทั่วไป เพื่อเป็นการถ่วงดุลความไม่สงบในสังคม จึงมีกฎเกณฑ์กำาหนดไว้ ให้ประชาชนสามารถได้รับความสงบและรวมพลังเพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ เมื่อองค์ชรีคริชณะเสด็จลงมา โดยธรรมชาติพระองค์ทรงปฎิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่า นี้ เพื่อรักษาชื่อเสียงและทำาให้เห็นถึงความจำาเป็นในการปฎิบัติสิ่งสำาคัญเหล่านี้ องค์ ภควานทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต หากสิ่งมีชีวิตถูกนำาพาไปในทางที่ผิด โดยทาง อ้อมพระองค์ทรงรับผิดชอบ ดังนั้น เมื่อใดที่มีการละเลยหลักธรรมโดยทั่วไปพระองค์ จะเสด็จลงมาเพื่อแก้ปัญหาสังคม อย่างไรก็ดีเราควรจะระมัดระวังไว้ ถึงแม้ว่าเราต้อง ปฎิบัติตามรอยพระบาทขององค์ภควาน ต้องจดจำาไว้เสมอว่าเราไม่สามารถเลียนแบบ พระองค์ การปฎิบัติตามและการเลียนแบบไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเลียนแบบองค์ ภควานด้วยการยกภูเขาโกวารดฺะนะ ดังที่ทรงกระทำาในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ซึ่งเป็นสิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้สำาหรับมนุษย์ เราต้องปฎิบัติตามคำาสั่งสอนของพระองค์ แต่ไม่ควรเลียน แบบพระองค์ ไม่ว่าในขณะใด ชรีมัด-บฺากะวะธัม (10.33.30-31) ยืนยันไว้ดังนี้
“เราควรปฎิบัติตามคำาสั่งสอนขององค์ภควานและผู้รับใช้ของพระองค์ที่ได้รับมอบ อำานาจมา คำาสั่งสอนของท่านเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดีสำาหรับพวกเรา ผู้มีสติปัญญาจะ ปฎิบัติตามคำาแนะนำาเหล่านี้ อย่างไรก็ดี เราควรระวังว่าจะไม่พยายามเลียนแบบการ กระทำาของพวกท่าน เฉกเช่นเราไม่ควรดื่มมหาสมุทรยาพิษเพื่อเลียนแบบพระศิวะ”
เราควรพิจารณาตำาแหน่งของ อีชวะระ หรือผู้ที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ว่าทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ หากเราไม่มีพลังอำานาจเช่น นี้เราไม่สามารถเลียนแบบอีชวะระผู้ทรงพลังที่สูงกว่า พระศิวะทรงดื่มยาพิษถึงขนาด กลืนมหาสมุทรได้ แต่หากว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไปพยายามดื่มยาพิษนี้แม้เพียงนิด เดียวจะตายทันที มีสาวกจอมปลอมมากมายของพระศิวะผู้ต้องการสูบกัญชาและยา เสพติดในลักษณะเดียวกันนี้ โดยลืมไปว่าการเลียนแบบการกระทำาของพระศิวะเช่นนี้ เทียบเท่ากับเรียกหาความตายเข้ามาใกล้ตัว ในทำานองเดียวกันมีสาวกจอมปลอมของ คริชณะที่ชอบเลียนแบบองค์ภควานใน ระสะ-ลีลา หรือลีลาศแห่งความรัก โดยลืมไป ว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะยกภูเขาโกวารดฺะนะได้ ฉะนั้น เป็นการดีที่สุดที่เราจะ ไม่พยายามเลียนแบบพระองค์ผู้ทรงเดช เพียงแค่ปฎิบัติตามคำาสั่งสอนก็พอแล้ว เรา ไม่ควรพยายามไปยึดตำาแหน่งของพระองค์โดยที่เราไม่มีคุณสมบัติ มี“อวตาร”ขององค์ ภควานอยู่เกลื่อนกลาดที่ปราศจากพระเดชแห่งองค์ภควาน
สัคทาฮ-มีความยึดติด, คารมะณิ-ในหน้าที่ที่กำาหนดไว้, อวิดวามสะฮ-อวิชชา, ยะทฺา - มากเท่ากับ, คุรวันทิ-พวกเขาทำา, บฺาระทะ-โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ, คุรยาท-จะต้อง ทำา, วิดวาน-ผู้รู้, ทะทฺา-ดังนั้น, อสัคทะฮ-ไม่มีความยึดติด, ชิคีรชุฮ-ต้องการนำา, โลคะ- สังกระฮัม-ผู้คนโดยทั่วไป
เฉกเช่นผู้อยู่ในอวิชชา ปฎิบัติหน้าที่ของตนด้วยความยึดติดในผลของงาน ผู้รู้ อาจปฎิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน แต่ไม่ยึดติด ทำาไปเพียงเพื่อที่จะนำาผู้คนให้มาสู่วิถี ทางที่ถูกต้องเท่านั้น
บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำานึกและบุคคลผู้ไม่มีคริชณะจิตสำานึกต่างกันที่ความ ปรารถนาไม่เหมือนกัน บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำานึกจะไม่ทำาอะไรที่ไม่เอื้ออำานวยให้ พัฒนาคริชณะจิตสำานึก เขาอาจปฎิบัติตนเหมือนกับบุคคลผู้อยู่ในอวิชชาที่ยึดติดใน กิจกรรมทางวัตถุทุกประการ แต่คนหนึ่งปฎิบัติในกิจกรรมเหล่านี้เพื่อสนองประสาท สัมผัสของตน ในขณะที่อีกคนหนึ่งปฎิบัติตนเพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย ดังนั้น บุคคล ผู้มีคริชณะจิตสำานึกจำาเป็นต้องแสดงให้ผู้คนเห็นว่าควรปฎิบัติตนอย่างไร และควรนำา ผลของการปฎิบัติมาใช้เพื่อจุดมุ่งหมายในคริชณะจิตสำานึกได้อย่างไร
นะ-ไม่, บุดดฺิ-เบฺดัม-ความยุ่งของปัญญา, จะนะเยท-เขาอาจเป็นต้นเหตุ, อะกยานาม- ของคนโง่, คารมะ-สังกินาม-ผู้ที่ยึดติดในผลของงาน, โจชะเยท-เขาควรจะประสาน, สารวะ-ทั้งหมด, คารมาณิ-งาน, วิดวาน-ผู้รู้, ยุคทะฮ-ปฎิบัติ, สะมาชะรัน-ฝึกฝน
เพื่อไม่เป็นการรบกวนจิตใจของผู้อยู่ในอวิชชาที่ยึดติดต่อผลของงานในหน้าที่ที่ กำาหนดไว้ ผู้รู้ไม่ควรแนะนำาให้พวกเขาหยุดทำางาน แต่ให้ทำางานในสปิริตแห่งการ เสียสละ ควรแนะนำาให้พวกเขาปฎิบัติกิจกรรมต่าง ๆ (เพื่อค่อย ๆ พัฒนามาสู่ คริชณะจิตสำานึก)
เวไดช ชะ สารไวร อฮัม เอวะ เวดยะฮ นี่คือจุดหมายปลายทางของพิธีกรรม ทั้งหลายในคัมภีร์พระเวท พิธีกรรมทั้งหมด การปฎิบัติบูชาทั้งหมด และทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ในคัมภีร์พระเวทรวมทั้งคำาแนะนำาทั้งหมดเพื่อกิจกรรมทางวัตถุ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ เข้าใจคริชณะผู้ทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต แต่เนื่องจากพันธวิญญาณไม่รู้อะไร มากไปกว่าการสนองประสาทสัมผัส จึงศึกษาคัมภีร์พระเวทด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสนอง ประสาทสัมผัส จากการปฎิบัติกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์และสนองประสาทสัมผัสที่ ประมาณไว้โดยพิธีกรรมทางพระเวท เราจะค่อย ๆ พัฒนามาสู่คริชณะจิตสำานึก ดังนั้น ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งในคริชณะจิตสำานึกไม่ควรรบกวนผู้อื่นในกิจกรรมหรือความเข้าใจ ของพวกเขา แต่ควรปฎิบัติด้วยการแสดงให้เห็นว่าผลของงานทั้งหมดสามารถอุทิศเพื่อ รับใช้คริชณะได้อย่างไร บุคคลผู้รู้ในคริชณะจิตสำานึกอาจปฎิบัติในวิธีที่จะทำาให้บุคคล ผู้อยู่ในอวิชชาซึ่งทำางานเพื่อสนองประสาทสัมผัสได้เรียนรู้ว่าควรทำางานและปฎิบัติตน อย่างไร ถึงแม้ว่าผู้ที่อยู่ในอวิชชาไม่ควรถูกรบกวนในกิจกรรมของเขา แต่บุคคลผู้พัฒนา คริชณะจิตสำานึกแม้เพียงเล็กน้อยอาจปฎิบัติตนรับใช้องค์ภควานโดยตรงได้ โดยไม่ต้อง รอสูตรต่าง ๆ จากคัมภีร์พระเวท สำาหรับผู้โชคดีเช่นนี้ไม่มีความจำาเป็นที่จะต้องปฎิบัติ ตามพิธีกรรมทางพระเวท เพราะจากการปฎิบัติคริชณะจิตสำานึกโดยตรง เราสามารถ ได้รับผลพวงทั้งหมดที่อาจจะได้รับจากการปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้
พระคริเทฮ-ของธรรมชาติวัตถุ, คริยะมาณานิ-กระทำาอยู่, กุไณฮ-โดยระดับต่าง ๆ, คารมาณิ-กิจกรรม, สารวะชะฮ-ทุกชนิด, อฮังคาระ-วิมูดฺะ-สับสนด้วยอหังการ, อาทมา-ดวงวิญญาณ, คารทา-ผู้กระทำา, อฮัม-ข้า, อิทิ-ดังนั้น, มันยะเท-เขาคิด
จิตวิญญาณเกิดสับสนอันเนื่องมาจากอิทธิพลของอหังการ ที่คิดว่าตนเองเป็นผู้ กระทำากิจกรรมทั้งหลาย แท้ที่จริงสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเป็นผู้นำาพาไป
บุคคลสองคน คนหนึ่งมีคริชณะจิตสำานึกและอีกคนหนึ่งมีวัตถุจิตสำานึก ทำางาน ในระดับเดียวกันอาจดูเหมือนว่าทำางานอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน แต่มีข้อแตกต่างอย่าง มหาศาลในสถาภาพของบุคคลทั้งสอง บุคคลในวัตถุจิตสำานึกมีความมั่นใจด้วยอหังการ ว่าตนเองเป็นผู้กระทำาทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่รู้ว่ากลไกแห่งร่างกายนี้ธรรมชาติวัตถุซึ่ง ทำางานภายใต้การควบคุมขององค์ภควานเป็นผู้ผลิต นักวัตถุนิยมไม่รู้ว่าในที่สุดตัวเขา เองก็อยู่ภายใต้การควบคุมของคริชณะ บุคคลผู้อยู่ภายใต้อหังการจะรับเอาเกียรติยศ ชื่อเสียงทั้งหมดในการทำาทุกสิ่งโดยเอกเทศ และนี่คือลักษณะอาการแห่งอวิชชา โดยไม่รู้ ว่าร่างกายทั้งหยาบและละเอียดของเขานี้ธรรมชาติวัตถุเป็นผู้สร้างภายใต้คำาสั่งขององค์ ภควาน เมื่อเป็นเช่นนี้กิจกรรมของร่างกายและจิตใจของเขาควรทำาไปเพื่อรับใช้คริชณะ ในคริชณะจิตสำานึก ผู้อยู่ในอวิชชาลืมไปว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงพระนามว่า ฮริชิเคชะ หรือเจ้านายของประสาทสัมผัสแห่งร่างวัตถุ เนื่องจากการใช้ประสาทสัมผัส ไปในทางที่ผิดเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเองเป็นเวลายาวนาน เขาจึงเกิดสับสน อย่างจริงจังจากอหังการซึ่งทำาให้ลืมความสัมพันธ์นิรันดรกับคริชณะ
ทัททวะ-วิท-ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์, ทุ-แต่, มะฮา-บาโฮ-โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, กุณะ- คารมะ-งานภายใต้อิทธิพลของวัตถุ, วิบฺากะโยฮ-แตกต่างกัน, กุณาฮ-ประสาทสัมผัส, กุเณชุ-ในการสนองประสาทสัมผัส, วารทันเท-กำาลังปฎิบัติ, อิทิ-ดังนั้น, มัทวา-ความ คิด, นะ-ไม่เคย, สัจจะเท-ยึดติด
โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์จะไม่ปฎิบัติตนอยู่ในระดับประสาท สัมผัส และจะไม่สนองประสาทสัมผัส เขารู้ดีถึงข้อแตกต่างระหว่างงานเพื่อการ อุทิศตนเสียสละ และงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ
ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์มีความมั่นใจในสถานภาพอันเคอะเขินของตนในการ ที่มาคลุกคลีกับวัตถุ รู้ดีว่าตนเองเป็นละอองอณูของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า คริชณะ และสถานภาพของตนไม่ควรอยู่ภายในการสร้างทางวัตถุ รู้ตัวจริงของตนเอง ว่าเป็นละอองอณูขององค์ภควานผู้ทรงมีความสุขเกษมสำาราญนิรันดรและทรงเป็น สัพพัญญู อย่างไรก็ดี ยังรู้แจ้งอีกด้วยว่าตนเองมาติดกับดักในชีวิตที่มีแนวคิดทางวัตถุ ในสภาวะความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์เขาควรประสานกิจกรรมต่าง ๆ ของตนเพื่อการอุทิศเสีย สละรับใช้องค์ภควานคริชณะ ดังนั้นจะปฎิบัติตนในกิจกรรมของคริชณะจิตสำานึก และ โดยธรรมชาติจะไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางประสาทสัมผัสวัตถุซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงสภาวะ ชั่วคราวไม่ถาวร โดยรู้ดีว่าสภาวะวัตถุของชีวิตตนอยู่ภายใต้การควบคุมสูงสุดขององค์ ภควาน ฉะนั้น จึงไม่ถูกรบกวนจากผลกรรมนานัปการทางวัตถุซึ่งพิจารณาว่าเป็นพระ เมตตาธิคุณของพระองค์ ชรีมัด-บฺากะวะธัม กล่าวว่าผู้ที่รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์ทั้งสาม ลักษณะ คือ บระฮมัน. พะระมาทมา. และ องค์ภควาน เรียกว่า ทัททวะ-วิท เพราะว่า เขารู้ถึงตำาแหน่งอันแท้จริงของตนเองในความสัมพันธ์กับองค์ภควาน
พระคริเทฮ-ของธรรมชาติวัตถุ, กุณะ-โดยสามระดับ, สัมมูดฺาฮ-โง่เพราะสำานึกตนกับ วัตถุ, สัจจันเท-พวกเขามาปฎิบัติ, กุณะ-คารมะสุ-ในกิจกรรมทางวัตถุ, ทาน-ของพวก เขา, อคริทสนะ-วิดะฮ-บุคคลผู้ด้อยความรู้, มันดาน-เกียจคร้านที่จะเข้าใจการรู้แจ้ง แห่งตน, คริทสนะ-วิท-ผู้มีความรู้ที่ถูกต้อง, นะ-ไม่, วิชาละเยท-ควรพยายามรบกวน
เนื่องด้วยสับสนจากระดับของธรรมชาติวัตถุ ผู้อยู่ในอวิชชาปฎิบัติตนอย่างเต็ม ที่ในกิจกรรมทางวัตถุและเกิดการยึดติด แต่ผู้ฉลาดไม่ควรกังวลกับสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าหน้าที่เหล่านี้จะต่ำากว่าอันเนื่องมาจากผู้ปฎิบัติขาดความรู้
ผู้ไม่มีความรู้สำานึกตนเองอย่างผิด ๆ กับจิตสำานึกวัตถุหยาบ ๆ และเต็มไป ด้วยชื่อระบุทางวัตถุต่าง ๆ ร่างกายนี้เป็นของขวัญจากธรรมชาติวัตถุ ผู้ที่ยึดติดมากกับ จิตสำานึกทางร่างกายเรียกว่า มันดะ หรือผู้เกียจคร้านที่ไม่เข้าใจดวงวิญญาณ ผู้ที่อยู่ ภายใต้อวิชชาคิดว่าตนเองคือร่างกาย ยอมรับความสัมพันธ์ทางร่างกายกับผู้อื่นว่าเป็น วงศาคณาญาติ แผ่นดินที่ร่างกายนี้ได้รับมาเป็นสถานที่สักการะบูชา และพิจารณาว่า ระเบียบการของพิธีกรรมทางศาสนาคือจุดมุ่งหมายสูงสุดในตัวมันเอง งานสังคม ลัทธิ ความรักชาติ และลัทธิการเห็นประโยชน์ผู้อื่น เหล่านี้คือกิจกรรมบางประการของบุคคล ผู้อยู่ภายใต้ชื่อระบุทางวัตถุ ภายใต้มนต์สะกดแห่งชื่อระบุนี้ทำาให้พวกเขามีภารกิจยุ่ง ยากอยู่ในสนามวัตถุเสมอ สำาหรับบุคคลเหล่านี้ ความรู้แจ้งดวงวิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับ ดังนั้น พวกเขาจะไม่สนใจ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ได้รับแสงสว่างในชีวิตทิพย์ไม่ควรพยายาม รบกวนบุคคลผู้หมกมุ่นอยู่ในวัตถุเช่นนี้ ทางที่ดีเราควรปฎิบัติกิจกรรมทิพย์ของเรา อย่างเงียบสงบ ผู้สับสนเช่นนี้อาจปฎิบัติตนตามหลักศีลธรรมพื้นฐานของชีวิต เช่นไม่ เบียดเบียนกันและร่วมงานการกุศลทางวัตถุ
ผู้อยู่ในอวิชชาไม่สามารถรู้ถึงคุณค่าแห่งกิจกรรมในคริชณะจิตสำานึก ฉะนั้น องค์ชรีคริชณะทรงแนะนำาไม่ให้ไปรบกวนพวกเขาและเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่า ประโยชน์ แต่สาวกขององค์ภควานมีความเมตตามากกว่าพระองค์ เพราะเข้าใจจุดมุ่ง หมายขององค์ภควาน ดังนั้น ท่านจึงยอมเสี่ยงอันตรายนานัปการ แม้กระทั่งต้องเข้า พบผู้อยู่ภายใต้อวิชชาเพื่อแนะนำาให้ปฎิบัติคริชณะจิตสำานึก ซึ่งเป็นสิ่งจำาเป็นอย่างยิ่ง สำาหรับชีวิตมนุษย์
มะยิ-แต่ข้า, สารวาณิ-ทุกชนิด, คารมาณิ-กิจกรรม, สันนยัสยะ-ยกเลิกทั้งหมด, อัดฺยาทมะ-ด้วยความรู้อันสมบูรณ์เกี่ยวกับตนเอง, เชทะสา-ด้วยจิตสำานึก, นิราชีฮ- ไม่มีความปรารถนาเพื่อผลกำาไร, นิรมะมะฮ-ไม่เป็นเจ้าของ, บูทวา-เป็นดังนี้, ยุดฺยัสวะ -ต่อสู้, วิกะทะ-จวะระฮ-ไม่เฉื่อยชา
ฉะนั้น โอ้ อารจุนะ จงศิโรราบงานของเธอทั้งหมดแด่ข้า เปี่ยมไปด้วยความรู้แห่ง ข้า ไม่ปรารถนาผลกำาไร ไม่อ้างความเป็นเจ้าของ และปราศจากความเฉื่อยชา เธอจงสู้
โศลกนี้แสดงถึงจุดมุ่งหมายของ ภควัต-คีตา อย่างชัดเจน องค์ภควาน ทรง สอนว่าเราต้องมีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์ในการปฎิบัติหน้าที่เฉกเช่นการมีวินัย ในกองทัพ คำาสั่งสอนเช่นนี้อาจทำาได้ยากแต่ถึงอย่างไรหน้าที่จะต้องดำาเนินต่อไปโดย ขึ้นอยู่กับคริชณะเพราะว่านั่นคือสถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมี ความสุขโดยปราศจากการร่วมมือกับองค์ภควาน เพราะว่าสถานภาพพื้นฐานนิรันดร ของสิ่งมีชีวิตคือมาเป็นผู้ร่วมงานกับความปรารถนาขององค์ภควาน ฉะนั้นองค์ชรี คริชณะทรงรับสั่งให้อารจุนะต่อสู้เสมือนดั่งคริชณะทรงเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร เราต้อง เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความปรารถนาดีขององค์ภควาน และในขณะเดียวกันปฎิบัติ หน้าที่ที่กำาหนดไว้โดยไม่อ้างความเป็นเจ้าของ อารจุนะทรงไม่ต้องพิจารณาคำาสั่งของ พระองค์เพียงแต่ทรงต้องปฎิบัติตามคำาสั่งเท่านั้น องค์ภควานทรงเป็นดวงวิญญาณของ มวลวิญญาณ ฉะนั้น ผู้ที่ขึ้นอยู่กับองค์อภิวิญญาณสูงสุดร้อยเปอร์เซ็นต์โดยปราศจาก การพิจารณาส่วนตัว หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่มีคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์ เรียกว่า อัดฺยาทมะ-เชทัส คำาว่า นิราชีฮ หมายความว่าเราต้องปฎิบัติตามคำาสั่งของเจ้านาย แต่ไม่ควรคาดหวังผลประโยชน์ แคชเชียร์อาจนับเงินเป็นจำานวนล้าน ๆ บาทให้นายจ้าง แต่จะไม่อ้างแม้แต่สตางค์แดงเดียวสำาหรับตนเอง ในลักษณะเดียวกันแเราต้องรู้แจ้งว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของผู้หนึ่งผู้ใด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นขององค์ภควาน นั่นคือความ หมายอันแท้จริงของคำาว่า มะยิ หรือ“แด่ข้า” และเมื่อเราปฎิบัติตนในคริชณะจิตสำานึก เช่นนี้ แน่นอนว่าเราจะไม่อ้างความเป็นเจ้าของในสิ่งใด ๆ จิตสำานึกเช่นนี้เรียกว่า นิรมะมะ หรือ “ไม่มีอะไรเป็นของข้า” หากเกิดมีความไม่เต็มใจในการปฎิบัติตามคำา สั่งอันเข้มงวดเช่นนี้ โดยปราศจากการพิจารณาถึงสิ่งที่สมมุติว่าเป็นวงศาคณาญาติ ในความสัมพันธ์ทางร่างกาย ความไม่เต็มใจเช่นนี้ควรสลัดทิ้งไป ดังนี้เราอาจมาเป็น วิกะทะ-จวะระ หรือปราศจากอารมณ์เร่าร้อนหรืออารมณ์เฉื่อยชา ทุก ๆ คนตาม คุณสมบัติและสถานภาพของตนมีงานโดยเฉพาะให้ปฎิบัติ และงานทั้งหมดนี้อาจปฎิบัติ ในคริชณะจิตสำานึก ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งจะนำาเราไปสู่หนทางแห่งอิสรภาพ
เย-ผู้ซึ่ง, เม-ของข้า, มะทัม-คำาสั่งสอน, อิดัม-เหล่านั้น, นิทยัม-เสมือนดังหน้าที่ นิรันดร, อนุทิชทฺนทิ-ปฎิบัติสม่ำาเสมอ, มานะวาฮ-มนุษย์, ชรัดดฺา-วันทะฮ-ด้วยความ ศรัทธาและอุทิศตนเสียสละ, อนะสูยันทะฮ-ไม่มีความอิจฉาริษยา, มุชยันเท-เป็นอิสระ, เท-ทั้งหมด, อพิ-แม้แต่, คารมะบฺฮ-จากพันธนาการแห่งกฎของการปฎิบัติเพื่อหวังผล
ผู้ปฎิบัติหน้าที่ตามคำาสั่งของข้า และปฎิบัติตามคำาสั่งสอนนี้ด้วยความศรัทธา ปราศจากความอิจฉาริษยา จะได้รับอิสรภาพจากพันธนาการแห่งการกระทำา เพื่อผลทางวัตถุ
คาสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า คริชณะ เป็นแก่นสารสาระสำาคัญ ที่สุดของปรัชญาพระเวททั้งหมด ฉะนั้น จึงเป็นสัจธรรมอมตะโดยไม่มีข้อแม้ เฉกเช่น คัมภีร์พระเวทเป็นอมตะ สัจธรรมแห่งคริชณะจิตสำานึกนี้ก็เป็นอมตะเช่นเดียวกัน เรา ควรมีความศรัทธาอย่างแน่วแน่ในคำาสั่งนี้โดยไม่อิจฉาริษยาองค์ภควาน มีนักปราชญ์ มากมายเขียนคำาอธิบวยเกี่ยวกับ ภควัต-คีตา หากแต่ไม่มีความศรัทธาในคริชณะ นัก ปราชญ์เหล่านี้จะไม่มีวันได้รับอิสรภาพจากพันธนาการแห่งการกระทำาเพื่อผลทงวัตถุ หากสามัญชนทั่วไปมีความศรัทธาอย่างมั่นคงในคำาสั่งอมตะขององค์ภควาน แม้จะไม่ สามารถปฎิบัติตามคำาสั่งเหล่านี้ก็สามารถได้รับอิสรภาพจากพันธนาการของกฎแห่ง กรรม (คารมะ) ได้ ในเบื้องต้นของคริชณะจิตสำานึกเราอาจจะไม่สามารถปฎิบัติตามคำา สั่งของพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ แต่เนื่องจากการที่เราไม่ขัดข้องใจต่อหลักธรรมนี้และ ทำางานด้วยความจริงใจโดยไม่พิจารณาถึงเรื่องพ่ายแพ้และสิ้นหวัง แน่นอนว่าเราจะได้ รับการส่งเสริมไปจนถึงระดับที่บริสุทธิ์แห่งคริชณะจิตสำานึก
เย-เขาเหล่านั้น, ทุ-อย่างไรก็ดี, เอทัท-นี้, อับฺยะสูยันทะฮ-ด้วยความอิจฉาริษยา, นะ- ไม่, อนุทิชทฺนทิ-ปฎิบัติอย่างสม่ำาเสมอ, เม-ของข้า, มะทัม-คำาสั่ง, สารวะ-กยานะ-ใน ความรู้ทั้งหมด, วิมูดฺาน-โง่อย่างสมบูรณ์, ทาน-เขาเหล่านั้น, วิดดฺ-รู้ดีว่า, นัชทาน-ถูก ทำาลายทั้งหมด, อเชทะสะฮ-ไม่มีคริชณะจิตสำานึก
แต่ผู้ที่มีความอิจฉาริษยา ละเลยคำาสั่งสอนเหล่านี้และไม่ปฏิบัติตามอย่าง สม่ำาเสมอ พิจารณาว่าความรู้ทั้งหมดได้สูญเสียไป เป็นคนโง่ และได้ทำาลาย ความพยายามเพื่อความสมบูรณ์
ข้อผิดพลาดในการที่ไม่มีคริชณะจิตสำานึกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ณ ที่นี้ เหมือนกับมีการลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตามคำาสั่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐ แน่นอนว่าจะมีการ ลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำาสั่งขององค์ภควาน ผู้ไม่ปฏิบัติตามไม่ว่ายิ่งใหญ่แค่ไหนจะมี อวิชชาเกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับ บระฮมัน สูงสุด เกี่ยวกับ พะระมาทมา และเกี่ยวกับ องค์ ภควาน อันเนื่องมาจากหัวใจที่ว่างเปล่า ดังนั้น จึงไม่มีความหวังแห่งความสมบูรณ์ใน ชีวิตสำาหรับบุคคลผู้นี้
สะดริชัม-ตามนั้น, เชชทะเท-พยายาม, สวัสยาฮ-ด้วยตัวเขาเอง, พระคริเทฮ-ระดับ ของธรรมชาติ, กยานะวาน-มีความรู้, อพิ-ถึงแม้ว่า, พระคริทิม-ธรรมชาติ, ยานทิ-ได้ รับ,บํ ูทานิ-มวลสิ่งมีชีวิต, นิกระฮะฮ-ความอดกลั้น, คิม-อะไร, คาริชยะทิ-สามารถทำา
แม้ผู้รู้ยังต้องปฏิบัติตามธรรมชาติของตนเอง เพราะทุกคนปฏิบัติตามธรรมชาติ ที่ตนได้รับมาจากสามระดับ การเก็บกดเอาไว้จะได้รับผลสำาเร็จอันใด?
นอกเสียจากว่าเราจะสถิตในระดับทิพย์แห่งคริชณะจิตสำานึก มิฉะนั้น เราจะ ไม่สามารถมีอิสรภาพจากอิทธิพลของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ ดังที่ องค์ภควานได้ทรง ยืนยันไว้ในบทที่เจ็ด (7.14) ฉะนั้น แม้ผู้มีการศึกษาสูงสุดทางโลกก็ยังหลุดพ้นจากบ่วง ของมายาไม่ได้ ด้วยความรู้ทางทฤษฎีหรือด้วยการแยกดวงวิญญาณออกจากร่างกาย มีผู้ที่สมมุติว่าเป็นนักทิพย์นิยมมากมาย ภายนอกวางตัวว่ามีความเจริญในศาสตร์นี้แต่ ภายในหรือส่วนตัวยังอยู่ภายใต้ระดับใดระดับหนึ่งของธรรมชาติวัตถุอย่างราบคาบ ซึ่ง ตนเองไม่สามารถข้ามพ้นไปได้ ในเชิงวิชาการเขาอาจจะเป็นผู้มีการศึกษาสูงมาก แต่ เนื่องจากมาคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติวัตถุอันแสนจะยาวนานจึงถูกพันธนาการ คริชณะ จิตสำานึกสามารถช่วยให้เราออกจากพันธนาการทางวัตถุได้ ถึงแม้ว่าเราจะปฏิบัติตาม หน้าที่ที่กำาหนดไว้ตามความเป็นอยู่ทางวัตถุ ฉะนั้น หากไม่มีคริชณะจิตสำานึกอย่าง สมบูรณ์ เราไม่ควรยกเลิกอาชีพการงาน ไม่มีผู้ใดควรยกเลิกหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้โดย ฉับพลัน และมาสมมุติตนเองว่าเป็นโยคีหรือนักทิพย์นิยมแบบผิดธรรมชาติ สถิตใน สถานภาพของตนเองและพยายามบรรลุถึงคริชณะจิตสำานึกภายใต้การฝึกฝนที่สูงยัง จะดีกว่า เช่นนี้ เราอาจได้รับอิสรภาพจากเงื้อมมือพระนาง มายา ซึ่งก็เป็นผู้รับใช้ของ คริชณะเช่นกัน
อินดริยัสยะ-ของประสาทสัมผัส, อินดริยัสยะ อารเทฺ-ในอายตนะภายนอก, รากะ-การ ยึดติด, ดเวโช-การไม่ยึดติดก็เช่นกัน, วิยะวัสทฺโท-ไว้ภายใต้กฎเกณฑ์, ทะโยฮ-ของเขา เหล่านั้น, นะ-ไม่เคย, วะชัม-ควบคุม, อากัชเชฺท-เราควรจจะมา, โท-ของเขาเหล่านั้น, ฮิ-แน่นอน, อัสยะ-ของเขา, พะริพันทฺโน-อุปสรรค
มีหลักการประมาณความยึดติดและความเกลียดชังที่เกี่ยวกับอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก เราไม่ควรมาอยู่ภายใต้การควบคุมของความยึดติดและ ความเกลียดชังเช่นนี้ เพราะมันเป็นอุปสรรคในความรู้แจ้งแห่งตน
ผู้อยู่ในคริชณะจิตสำานึกโดยธรรมชาติจะไม่เต็มใจปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาท สัมผัสวัตถุ แต่ผู้ที่ไม่อยู่ในจิตสำานึกเช่นนี้ควรปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ปรากฏอยู่ในพระ คัมภีร์ ความสุขทางประสาทสัมผัสที่ไม่มีขอบเขตเป็นเหตุให้ถูกกักขังทางวัตถุ แต่ผู้ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์จะไม่ถูกพันธนาการโดยอายตนะ ภายนอก ตัวอย่างเช่น ความสุขทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับพันธวิญญาณ และ ความสุขทางเพศสัมพันธ์อนุโลมให้ภายใต้ใบอนุญาตสมรส คำาสั่งสอนของพระคัมภีร์ ห้ามไม่ให้เรามีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นนอกจากภรรยาของตนเอง สตรีอื่นทั้งหมดถือว่า เป็นมารดา แม้มีคำาสั่งเช่นนี้ ผู้ชายยังมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น นิสัยเช่น นี้ต้องปรับปรุง มิฉะนั้น จะเป็นสิ่งกีดขวางทางในความรู้แจ้งแห่งตน ตราบเท่าที่เรายังมี ร่างวัตถุอยู่ความจำาเป็นต่าง ๆ ของร่างกายอนุญาตให้ได้แต่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ และไม่ ควรขึ้นอยู่กับการควบคุมกับสิ่งที่ได้รับอนุญาตเช่นนี้ เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่า นี้โดยไม่ยึดติดกับมัน เพราะการฝึกฝนเพื่อสนองประสาทสัมผัสภายใต้กฎเกณฑ์อาจนำา เราให้หลงทางได้เหมือนกัน มากเท่า ๆ กับที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเสมอแม้บนทางหลวง ที่มีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นแม้บนถนน ที่ปลอดภัยที่สุด แนวโน้มในความสุขทางประสาทสัมผัสโดยประมาณก็มีโอกาสมากที่ จะทำาให้เราตกต่ำาลงได้ ดังนั้น การยึดติดใด ๆ แม้กับความสุขทางประสาทสัมผัสโดย ประมาณจะต้องหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางเช่นเดียวกัน แต่ควรยึดมั่นกับคริชณะจิตสำานึกหรือ ปฏิบัติรับใช้คริชณะด้วยความรักอยู่เสมอ และไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางประสาทสัมผัส ทุกชนิด ฉะนั้น ไม่มีใครควรปลีกตัวออกห่างจากคริชณะจิตสำานึกไม่ว่าในช่วงไหนของ ชีวิต จุดมุ่งหมายในการเป็นอิสระจากการยึดติดอยู่กับประสาทสัมผัสทั้งหมด ก็เพื่อใน ที่สุดให้เรามาสถิตในระดับคริชณะจิตสำานึก
ชเรยาน-ดีกว่าเป็นไหน ๆ, สวะ-ดฺารมะฮ-หน้าที่ของตนที่ได้กำาหนดไว้, วิกุณะฮ-แม้ว่า จะผิดพลาด, พะระ-ดฺารมาท-มากกว่าหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้สำาหรับผู้อื่น, สุ-อนุช ทฺทาท-กระทำาอย่างสมบูรณ์, สวะ-ดฺารเม-ในหน้าที่ของตนที่กำาหนดไว้, นิดฺะนัม-การ ทำาลาย, ชเรยะฮ-ดีกว่า, พะระ-ดฺารมะฮ-หน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้สำาหรับผู้อื่น, บฺะยะ- อาวะฮะฮ-อันตราย
การปฏิบัติหน้าที่ของตนที่ได้กำาหนดไว้ถึงแม้ว่าจะมีข้อบกพร่อง ยังดีกว่าไปทำา หน้าที่ของผู้อื่นอย่างสมบูรณ์เป็นไหน ๆ การถูกทำาลายขณะปฏิบัติหน้าที่ของ ตนเองยังดีกว่าไปปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น เพราะการปฏิบัติตามวิถีทางของผู้อื่น เป็นอันตราย
เราควรปฏิบัติหน้าที่ของเราที่ได้กำาหนดไว้ด้วยคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์ ดีกว่าไปทำางานที่กำาหนดไว้สำาหรับผู้อื่น ในวิถีวัตถุหน้าที่ที่ได้กำาหนดไว้เป็นหน้าที่ที่ถูก บัญชาตามสภาวะทางจิตวิทยาของแต่ละคนภายใต้มนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติ วัตถุ ในวิถีทิพย์หน้าที่คือคำาสั่งจากพระอาจารย์ทิพย์เพื่อให้เรารับใช้ทิพย์แด่คริชณะ ไม่ ว่าจะเป็นวิถีวัตถุหรือวิถีทิพย์เราควรจะยึดอยู่กับหน้าที่ของเราตามที่ได้กำาหนดไว้จนวัน ตาย ดีกว่าไปเลียนแบบหน้าที่ที่กำาหนดไว้สำาหรับผู้อื่น หน้าที่ในระดับทิพย์และหน้าที่ใน ระดับวัตถุอาจแตกต่างกัน แต่หลักการปฏิบัติตามคำาแนะนำาของผู้ที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งดี สำาหรับผู้ปฏิบัติเสมอ เมื่ออยู่ภายใต้มนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ ควรปฏิบัติ ตามกฎที่ได้กำาหนดไว้สำาหรับสภาวะโดยเฉพาะของเรา ไม่ควรเลียนแบบผู้อื่น ตัวอย่าง เช่น พราหมณ์อยู่ในระดับความดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น ในขณะที่กษัตริย์อยู่ในระดับตัณหา อนุญาตให้เบียดเบียนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้กษัตริย์จึงปฏิบัติตามกฎที่เบียดเบียนได้และ กำาราบศัตรู ดีกว่าที่จะมาเลียนแบบพราหมณ์ผู้ยึดหลักอหิงสา ทุกคนต้องชะล้างจิตใจ ของตนเองทีละน้อย ไม่ใช่โดยฉับพลัน อย่างไรก็ดีเมื่อเราข้ามพ้นระดับต่าง ๆ ของ ธรรมชาติวัตถุ และสถิตในคริชณะจิตสำานึกอย่างสมบูรณ์ เราจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ ภายใต้คำาแนะนำาของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ ในระดับสมบูรณ์ของคริชณะ จิตสำานึกนี้ กษัตริย์อาจปฏิบัติตนเป็นพราหมณ์หรือว่าพราหมณ์อาจจะปฏิบัติตนเป็น กษัตริย์ ในระดับทิพย์แล้วข้อแตกต่างทางโลกวัตถุนำามาใช้ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วิชวามิ- ทระ เดิมทีทรงเป็นกษัตริย์แต่ต่อมาปฏิบัติตนเป็นพราหมณ์ ในขณะที่ พะระชุรามะ เดิม เป็นพราหมณ์แต่ต่อมาปฏิบัติตนเป็นกษัตริย์ เมื่อสถิตในระดับทิพย์ ทั้งสองท่านสามารถ ทำาเช่นนี้ได้ แต่ตราบใดที่เรายังอยู่ในระดับวัตถุ ต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราตามระดับของ ธรรมชาติวัตถุ ในขณะเดียวกันเราจะต้องมีสติอย่างสมบูรณ์ในคริชณะจิตสำานึก
อารจุนะ อุวาชะ-อารจุนะตรัส, อทฺะ-จากนั้น, เคนะ-ด้วยอะไร, พระยุคทะฮ-กระตุ้น, อยัม-บุคคล, พาพัม-ความบาป, ชะระทิ-ทำา, พูรุชะฮ-มนุษย์, อนิชชฺน-ไม่มีความ ปรารถนา, อพิ-ถึงแม้ว่า, วารชเณยะ-โอ้ ผู้สืบราชวงศ์วริชณิ, บะลาท-ด้วยกำาลัง, อิวะ-ประหนึ่งว่า, นิโยจิทะฮ-ปฏิบัติ
อารจุนะตรัสว่า โอ้ ผู้สืบราชวงศ์วริชณิ อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้คนทำาบาปแม้จะ ไม่เต็มใจ ประหนึ่งทำาไปเพราะถูกบังคับ?
สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นละอองอณูขององค์ภควานเดิมทีเป็ทิพย์ บริสุทธิ์ และปราศจาก มลทินทางวัตถุทั้งปวง ฉะนั้น โดยธรรมชาติจะไม่อยู่ภายใต้อำานาจแห่งความบาปใน โลกวัตถุ แต่เมื่อมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุเราทำาบาปนานัปการโดยไม่ลังเลใจ แม้บาง ครั้งตนเองไม่ปรารถนา ดังนั้น อารจุนะทรงถามคริชณะเช่นนี้จึงให้ความหวังมากเกี่ยว กับธรรมชาติอันวิปริตของสิ่งมีชีวิต แม้สิ่งมีชีวิตบางครั้งไม่ต้องการทำาบาปแต่ถูกบังคับ ให้ทำา อย่างไรก็ดีอภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของเราทรงมิได้เป็นผู้กระตุ้นให้ ทำาบาปแต่เนื่องมาจากสาเหตุอื่น ดังที่องค์ภควานจะทรงอธิบายในโศลกต่อไป
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ-บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัส, คามะฮ-ราคะ, เอชะฮ-นี้, โครดฺะฮ- ความโกรธ, เอชะฮ-นี้, ระจะฮ-กุณะ-ระดับของตัณหา, สะมุด บฺะวะฮ-เกิดจาก, มะฮา- อชะนะฮ-เผาผลาญทั้งหมด, มะฮา-พาพมา-ความบาปอันยิ่งใหญ่, วิดดฺิ-รู้, เอนัม-นี้, อิฮะ-ในโลกวัตถุ, ไวริณัม-ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า โอ้ อารจุนะ ราคะเท่านั้นที่เกิดจากการมา สัมผัสกับระดับตัณหาทางวัตถุ และต่อมากลายเป็นความโกรธ ซึ่งเป็นศัตรูบาป ที่จะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
เมื่อสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับการสร้างทางวัตถุ ความรักนิรันดรที่มีต่อคริชณะ กลายมาเป็นราคะอันเนื่องมาจากการที่มาคบหาสมาคมกับระดับของตัณหา หรืออีก นัยหนึ่ง ความรู้สึกรักองค์ภควานได้เปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นราคะ เฉกเช่นนมเมื่อมา สัมผัสกับมะขามเปรี้ยวจะกลายมาเป็นนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต หลังจากราคะไม่สมดังใจ ปราถนาจะกลายมาเป็นความโกรธ จากนั้นความโกรธจะเปลี่ยนมาเป็นความหลง และ ความหลงทำาให้การเป็นอยู่ทางวัตถุดำาเนินต่อไป ฉะนั้น ราคะจึงเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของสิ่งมีชีวิต ราคะเท่านั้นที่ล่อใจให้สิ่งมีชีวิตผู้บริสุทธิ์ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกวัตถุ ความ โกรธคือปรากฏการณ์ของระดับอวิชชา ระดับเหล่านี้ปรากฏตัวเองออกมาในรูปของ ความโกรธและอาการอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันนี้ ฉะนั้น หากว่าระดับตัณหาแทนที่จะ ตกต่ำาไปอยู่ในระดับอวิชชา แต่ควรจะพัฒนาให้สูงขึ้นมาสู่ระดับความดี ด้วยการใช้ชีวิต และปฏิบัติตนตามวิถีทิพย์ที่กำาหนดไว้ เราจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากการตกลงต่ำา อันเนื่องมาจากความโกรธ
องค์ภควานทรงแบ่งภาคมากมายเพื่อความสุขเกษมสำาราญทิพย์อันหาที่สุด มิได้ของพระองค์ สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของความสุขเกษมสำาราญทิพย์นี้ มีส่วนของ เสรีภาพเช่นกัน แต่เมื่อเสรีภาพถูกใช้ไปในทางที่ผิด เมื่อนิสัยชอบรับใช้กลายมาเป็นนิสัย ชอบหาความสุขทางประสาทสัมผัสเราจึงมาอยู่ภายใต้อำานาจของราคะ การสร้างวัตถุ นี้องค์ภควานทรงเป็นผู้สร้างเพื่อเปิดโอกาสให้พันธวิญญาณสนองนิสัยแห่งราคะนี้ และ เมื่อกิจกรรมแห่งราคะอันแสนจะยาวนานนี้ทำาให้จนปัญญาโดยสิ้นเชิงแล้ว สิ่งมีชีวิตจึง เริ่มถามถึงสถานภาพอันแท้จริงของตนเอง
คำาถามเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของ เวดานธะ-สูทระ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า อทฺาโท บระฮมะ จิกยาสา เราควรถามถึงองค์ภควาน และคำาว่าองค์ภควานได้ให้คำานิยามไว้ใน ชรีมัด-บฺากะวะธัม ว่า จันมาดิ อัสยะ ยะโท นวะยาด อิทะระทัช ชะ หรือ “แหล่งกำาเนิด ของทุกสิ่งทุกอย่างคือ บระฮมัน สูงสุด” ฉะนั้น จุดเริ่มต้นของราคะก็อยู่ในองค์ภควาน เช่นเดียวกัน หากราคะเปลี่ยนมาเป็นความรักต่อองค์ภควาน หรือเปลี่ยนมาเป็นคริชณะ จิตสำานึก อีกนัยหนึ่งคือปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคริชณะ ตรงนี้ทั้งราคะและความ โกรธสามารถเปลี่ยนมาเป็นทิพย์ได้ หนุมานผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ของพระรามแสดงความ โกรธด้วยการเผาเมืองทองของราวะณะ (ทศกัณฑ์) การกระทำาเช่นนี้ทำาให้หนุมานกลาย มาเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระราม ใน ภควัต-คีตา ก็เช่นเดียวกันองค์ภควานทรง แนะนำาให้อารจุนะใช้ความโกรธกับศัตรูเพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัย ฉะนั้น ทั้งราคะ และความโกรธเมื่อนำามาใช้ในคริชณะจิตสำานึกจะกลายมาเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นศัตรู
ดํ ูเมนะ-ด้วยควัน, อาพริยะเท-ถูกปกคลุม, วะฮนิฮ-ไฟ, ยะทฺา-ดังเช่น, อาดารชะฮ -กระจก, มะเลนะ-ด้วยฝุ่น, ชะ-เช่นกัน, ยะทฺา-ดังเช่น, อุลเบนะ-ด้วยครรภ์, อาพริทะฮ-ถูกปกคลุม, การบฺะฮ-ตัวอ่อนในครรภ์, ทะทฺา-ดังนั้น, เทนะ-ด้วยราคะ, อิดัม-นี้, อาพริทัม-ถูกปกคลุม
เสมือนดังควันที่ปกคลุมไฟ ฝุ่นที่ปกคลุมกระจกเงา หรือครรภ์ที่ปกคลุมทารก สิ่งมีชีวิตก็ถูกปกคลุมไปด้วยระดับต่าง ๆ ของราคะนี้เช่นเดียวกัน
มีสิ่งปกคลุมสิ่งมีชีวิตอยู่สามระดับที่ทำาให้จิตสำานึกอันบริสุทธิ์ของเขามืดมน สิ่งปกคลุมนี้คือราคะภายใต้ปรากฏการณ์ที่แตกต่างกัน ดังเช่น ควันที่อยู่ในไฟ ฝุ่นที่ อยู่บนกระจก และครรภ์ที่ปกคลุมทารก เมื่อราคะเปรียบเทียบกับควัน เข้าใจได้ว่า ประกายไฟของสิ่งมีชีวิตสามารถสำาเหนียกได้เล็กน้อย หรือว่าขณะที่สิ่งมีชีวิตแสดง คริชณะจิตสำานึกออกมาเล็กน้อย อาจเปรียบได้กับไฟที่ถูกปกคลุมด้วยควัน แม้ว่าที่ใด มีควันที่นั่นต้องมีไฟ แต่ไฟมิได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในระยะเริ่มต้น ระยะนี้คล้าย กับระยะเริ่มแรกของคริชณะจิตสำานึก ฝุ่นบนกระจกเปรียบเทียบกับวิธีการทำาความ สะอาดกระจกแห่งจิตใจ ด้วยวิธีการปฏิบัติธรรมต่าง ๆ นานา วิธีที่ดีที่สุดคือการสวด มนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน ครรภ์ที่ปกคลุมทารกอุปมาให้เห็นถึง สภาวะที่ช่วยไม่ได้ เด็กในครรภ์ช่วยตัวเองไม่ได้เพราะว่ายังไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวเอง ได้ ระดับของสภาวะชีวิตเช่นนี้เปรียบเทียบได้กับต้นไม้ ต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตแต่ถูกจับ ให้มาอยู่ในสภาวะชีวิตที่แสดงให้เห็นว่ามีราคะมากเสียจนเกือบจะไม่มีจิตสำานึกเหลือ อยู่เลย ฝุ่นที่ปกคลุมกระจกเปรียบเทียบได้กับนกและสัตว์ต่าง ๆ และควันที่ปกคลุมไฟ เปรียบเทียบได้กับมนุษย์ ในร่างมนุษย์สิ่งมีชีวิตอาจฟื้นฟูคริชณะจิตสำานึกได้เล็กน้อย และหากว่าพัฒนาต่อไปไฟแห่งชีวิตทิพย์อาจสามารถจุดให้เป็นประกายขึ้นมาในร่างชีวิต มนุษย์ได้ ด้วยการดูแลควันไฟอย่างระมัดระวัง ไฟอาจจะลุกโชติช่วงขึ้นมาได้ ฉะนั้น ชีวิต ในร่างมนุษย์จึงเป็นโอกาสสำาหรับสิ่งมีชีวิตที่จะหลบหนีจากพันธนาการแห่งความเป็น อยู่ทางวัตถุ ในร่างชีวิตมนุษย์เราสามารถกำาราบศัตรูหรือราคะนี้ได้ด้วยการพัฒนา คริชณะจิตสำานึกภายใต้คำาชี้แนะของผู้นำาที่มีความสามารถ
อาพริทัม-ปกคลุม, กยานัม-จิตสำานึกที่บริสุทธิ์, เอเทนะ-ด้วยสิ่งนี้, กยานินะฮ-ของผู้รู้, นิทยะ-ไวริณา-โดยศัตรูนิรันดร, คามะ-รูเพณะ-ในรูปของราคะ, คะอุนเทยะ-โอ้ โอรส พระนางคุนที, ดุชพูเรณะ-จะไม่มีวันพึงพอใจ, อนะเลนะ-ด้วยไฟ, ชะ-เช่นกัน
ดังนั้น จิตสำานึกอันบริสุทธิ์ของสิ่งมีชีวิต ผู้มีปัญญาถูกปกคลุมไปด้วยศัตรู นิรันดรในรูปของราคะ ซึ่งไม่รู้จักพอเพียงและเผาผลาญเหมือนเปลวเพลิง
ได้กล่าวไว้ใน มะนุ-สมริทิ ว่าราคะไม่รู้จักพอเพียงไม่ว่าจะป้อนด้วยความสุข ทางประสาทสัมผัสในปริมาณมากเพียงใด เหมือนกับไฟที่ไม่มีวันดับลงได้ตราบใดที่ยังมี เชื้อเพลิงอยู่ ในโลกวัตถุจุดศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหมดคือเพศสัมพันธ์ ดังนั้น โลก วัตถุนี้จึงได้ชื่อว่า ไมถํ ุนยะ-อาการะ หรือโซ่ตรวนแห่งชีวิตเพศสัมพันธ์ โดยทั่วไปใน ตะรางนักโทษจะถูกกักขังให้อยู่ภายในกรงขัง ทำานองเดียวกัน นักโทษผู้ไม่เชื่อฟังกฎแห่ง องค์ภควานจะถูกล่ามโซ่ด้วยชีวิตเพศสัมพันธ์ ความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุบนฐานแห่ง การตอบสนองประสาทสัมผัสหมายถึงการเพิ่มระยะเวลาแห่งการเป็นอยู่ทางวัตถุของ สิ่งมีชีวิต ฉะนั้น ราคะคือเครื่องหมายแห่งอวิชชาที่กักขังสิ่งมีชีวิตให้อยู่ในโลกวัตถุ ขณะ ที่เราเพลิดเพลินกับการสนองประสาทสัมผัส อาจรู้สึกว่ามีความสุขอยู่บ้าง แต่แท้ที่จริง ความรู้สึกกับความสุขที่สมมุติขึ้นมานี้ ในที่สุดมันคือศัตรูของผู้แสวงหาความสุขทาง ประสาทสัมผัสนั่นเอง
อินดริยาณิ-ประสาทสัมผัส, มะนะฮ-จิตใจ, บุดดฺฮ-ปัญญา, อัสยะ-ของราคะนี้, อดฺชทฺานัม-ที่พำานัก, อุชยะเท-เรียกว่า, เอไทฮ-ด้วยทั้งหมดนี้, วิโมฮะยะทิ-สับสน, เอชะฮ-ราคะนี้, กยานัม-ความรู้, อาพริทยะ-ปกคลุม, เดฮินัม-ของร่างกาย
ประสาทสัมผัสต่าง ๆ รวมทั้งจิตใจและปัญญาเป็นสถานที่พำานักพักพิงของตัว ราคะนี้ ราคะปิดบังความรู้อันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตผ่านตามจุดต่าง ๆ เหล่านี้ และทำาให้เขาสับสนงุนงง
ศัตรู (ราคะ) ได้ยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ภายในร่างกายของพันธวิญญาณ ดัง นั้น องค์ชรีคริชณะทรงแนะนำาสถานที่เหล่านี้ เพื่อผู้ที่ต้องการกำาราบศัตรูจะได้รู้ว่าศัตรู อยู่ที่ไหน จิตใจเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของประสาทสัมผัสทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเราได้ยิน เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส โดยทั่วไปจิตใจจะเป็นที่รวมความคิดเพื่อสนอง ประสาทสัมผัสทั้งหมด ผลคือจิตใจและประสาทสัมผัสต่าง ๆ กลายมาเป็นศูนย์รวมของ ราคะ จากนั้นปัญญาก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของนิสัยชอบราคะนี้ ปัญญาเป็นเพื่อน บ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดกับดวงวิญญาณ ปัญญาที่ชอบราคะจะมีอิทธิพลต่อดวงวิญญาณ ทำาให้เกิดอหังการ และเชื่อมสัมพันธ์ตนเองกับวัตถุ คือสัมพันธ์กับจิตใจและประสาท สัมผัส ดวงวิญญาณมาหลงติดกับความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุ และเข้าใจผิดคิดว่า นี่คือความสุขที่แท้จริง การแสดงตัวผิดของดวงวิญญาณนี้ได้อธิบายไว้อย่างงดงามใน ชรีมัด-บฺากะวะธัม (10.84.13) ดังนี้
“มนุษย์ผู้แสดงตนว่าร่างกายที่ทำามาจากธาตุสามประการนี้คือตัวตนจริง พิจารณาว่า ผลผลิตของร่างกายเป็นสังคญาติของตน พิจารณาว่าแผ่นดินที่เกิดเป็นสถานที่สักการะ บูชา และไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้แสวงบุญเพียงเพื่อไปอาบน้ำา แทนที่จะไปพบผู้มี ความรู้ทิพย์ พิจารณาได้ว่าบุคคลเช่นนี้เปรียบเสมือนกับลาหรือโค”
ทัสมาท-ดังนั้น, ทวัม-เธอ, อินดริยาณิ-ประสาทสัมผัส, อาโด-ในตอนต้น, นิยัมยะ- ด้วยการประมาณ, บฺะระทะ-ริชะบฺะ-โอ้ ผู้นำาในหมู่ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ, พาพมานัม- เครื่องหมายบาปอันยิ่งใหญ่, พระจะฮิ-ดัด, ฮิ-แน่นอน, เอนัม-นี้, กยานะ-ของความรู้, วิกยานะ-และศาสตร์แห่งความรู้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์, นาชะนัม-ผู้ทำาลาย
ฉะนั้น โอ้ อารจุนะ ผู้ดีเลิศแห่งบฺะระทะ ในตอนแรกจงกั้นขอบเครื่องหมาย แห่งบาปอันยิ่งใหญ่นี้ (ราคะ) ด้วยการประมาณประสาทสัมผัส และจงสังหารผู้ ทำาลายวิชาความรู้และความรู้แจ้งแห่งตนนี้เสีย
องค์ภควานทรงแนะนำาอารจุนะให้ทรงประมาณประสาทสัมผัสตั้งแต่ตอนแรก เพื่อให้สามารถกั้นขอบเขตของศัตรูบาปที่ร้ายกาจที่สุดคือตัวราคะ ซึ่งเป็นตัวทำาลาย พลังเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนและวิชาความรู้แห่งตนโดยเฉพาะ กยานะ หมายถึงวิชา ความรู้แห่งตน ซึ่งแตกต่างจากความรู้ที่ไม่ใช่ตน อีกนัยหนึ่ง คือความรู้ที่ว่าดวงวิญญาณ ไม่ใช่ร่างกาย วิกยานะ หมายถึงความรู้โดยเฉพาะ คือรู้ถึงสถานภาพพื้นฐานของดวง วิญญาณและความสัมพันธ์ที่ตนเองมีต่อดวงอภิวิญญาณสูงสุด ได้อธิบายไว้ใน ชรีมัด- บฺากะวะธัม (2.9.31) ดังนี้
“ความรู้แห่งตนเองและความรู้แห่งองค์ภควานเป็นความรู้ที่ลับเฉพาะ และลึกซึ้งมาก ความรู้เช่นนี้และความรู้แจ้งโดยเฉพาะนี้สามารถเข้าใจได้ หากองค์ภควานทรงอธิบาย ทุกแง่ทุกมุมด้วยพระองค์เอง” ภควัต-คีตา ได้ให้ความรู้ทั่วไปและความรู้โดยเฉพาะ ของตัวเรา สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควาน ฉะนั้น ชีวิตเรามีไว้เพียงเพื่อรับใช้ พระองค์เท่านั้น จิตสำานึกเช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำานึก จากตอนเริ่มต้นของชีวิตต้อง เรียนรู้คริชณะจิตสำานึกนี้ หลังจากนั้นเราอาจมีคริชณะจิตสำานึกโดยสมบูรณ์และปฏิบัติ ตนตามนั้น
ราคะเป็นความวิปริตที่สะท้อนมาจากความรักแห่งองค์ภควานอันเป็น ธรรมชาติของทุก ๆ ชีวิต หากเราได้รับการศึกษาในคริชณะจิตสำานึกตั้งแต่แรกเริ่ม ความ รักองค์ภควานโดยธรรมชาติไม่สามารถเสื่อมทรามมาเป็นราคะได้ เมื่อความรักแห่งองค์ ภควานเสื่อมทรามมาเป็นราคะ ยากมากที่จะให้กลับคืนมาสู่สภาวะปรกติดังเดิม แต่ คริชณะจิตสำานึกมีพลังมากแม้แต่ผู้เริ่มต้นช้าก็ยังสามารถกลายมาเป็นผู้รักองค์ภควาน ได้ ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วง ไหนของชีวิต หรือเริ่มจากจุดที่เข้าใจความฉุกเฉินนี้ เราสามารถเริ่มประมาณประสาท สัมผัสในคริชณะจิตสำานึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน และเปลี่ยนจาก ราคะมาเป็นความรักพระองค์ ซึ่งเป็นระดับที่สมบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์
อินดริยาณิ-ประสาทสัมผัส, พะราณิ-สูงกว่า, อาฮุฮ-ได้กล่าวไว้, อินดริเยบฺยะฮ- มากกว่าประสาทสัมผัส, พะรัม-เหนือกว่า, มะนะฮ-จิตใจ, มะนะสะฮ-มากกว่าจิตใจ, ทุ-เช่นเดียวกัน, พะรา-เหนือกว่า, บุดดฺฮ-ปัญญา, ยะฮ-ใคร, บุดเดฺฮ-มากกว่าปัญญา, พะระทะฮ-เหนือกว่า, ทุ-แต่, สะฮ-เขา
ประสาทสัมผัสที่ทำางาน สูงกว่าวัตถุที่ไม่มีชีวิต จิตใจสูงกว่าประสาทสัมผัส ปัญญา สูงไปกว่าจิตใจ และเขา (ดวงวิญญาณ) ยิ่งสูงขึ้นไปกว่าปัญญา
ประสาทสัมผัสเป็นทางออกให้กิจกรรมของราคะ ราคะสงบนิ่งอยู่ภายใน ร่างกายแต่ได้รับการระบายออกผ่านทางประสาทสัมผัส ดังนั้น ประสาทสัมผัสจึง เหนือกว่าร่างกายทั้งร่าง ทางออกเหล่านี้ไม่ได้ใช้เมื่อมีจิตสำานึกที่สูงกว่าหรือมีคริชณะ จิตสำานึก ในคริชณะจิตสำานึกดวงวิญญาณจะเชื่อมสัมพันธ์โดยตรงกับบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้า ดังนั้น ลำาดับชั้นตามหน้าที่ของร่างกายจะมาจบลงที่องค์อภิวิญญาณ กิจกรรมของร่างกายหมายถึงหน้าที่ของประสาทสัมผัส และการหยุดประสาทสัมผัส หมายถึงการหยุดทำางานของร่างกายทั้งหมด แต่เนื่องจากจิตใจไม่เคยหยุดนิ่ง ถึง แม้ว่าร่างกายอาจจะนิ่งสงบและพักผ่อนแต่จิตใจยังคงทำางานต่อไป ดังเช่นขณะที่เรา ฝัน แต่เหนือไปกว่าจิตใจคือการตัดสินใจของปัญญา และเหนือไปกว่าปัญญาคือดวง วิญญาณ ฉะนั้น ถ้าหากดวงวิญญาณปฏิบัติงานกับองค์ภควานโดยตรง ตามธรรมชาติ ส่วนที่รองลงมาทั้งหมด เช่น ปัญญา จิตใจ และประสาทสัมผัสก็จะร่วมปฏิบัติงานโดย ปริยาย ใน คะทะ-อุพะนิชัด มีข้อความคล้าย ๆ กันซึ่งกล่าวไว้ว่า อายตนะภายนอก เพื่อสนองประสาทสัมผัสเหนือกว่าประสาทสัมผัส และจิตใจเหนือกว่าอายตนะภายนอก ฉะนั้น หากจิตใจปฏิบัติงานโดยตรงในการรับใช้องค์ภควานอยู่เสมอจะไม่เปิดโอกาสให้ ประสาทสัมผัสถูกใช้ไปในทางอื่น ท่าทีของจิตใจเช่นนี้ได้อธิบายไว้แล้ว พะรัม ดริชทวา นิวารทะเท หากจิตใจถูกใช้ไปในการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควาน จะไม่เปิดโอกาสให้มันไป รับใช้นิสัยที่ต่ำากว่า ใน คะทะ-อุพะนิชัด ได้อธิบายดวงวิญญาณว่า มะฮาน หรือยิ่งใหญ่ ดังนั้นดวงวิญญาณอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด เช่น อายตนะภายนอก อายตนะภายในหรือ ประสาทสัมผัส จิตใจ และปัญญา ดังนั้น การเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงโดยตรง ของดวงวิญญาณคือคำาตอบของปัญหาทั้งปวง
ด้วยสติปัญญาเราจะต้องค้นหาสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของดวงวิญญาณ และให้จิตใจทำางานในคริชณะจิตสำานึกอยู่เสมอซึ่งจะแก้ไขปัญหาทั้งหมด ผู้ปฏิบัติเริ่ม แรกจะได้รับคำาแนะนำาให้อยู่ห่างจากอายตนะภายนอก นอกจากนี้ยังต้องฝึกจิตใจให้ เข้มแข็งด้วยการใช้สติปัญญา และด้วยสติปัญญาเราใช้จิตใจของเราปฏิบัติในคริชณะ จิตสำานึก จากการศิโรราบอย่างสมบูรณ์แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า จิตใจจะเข้ม แข็งขึ้นโดยปริยาย ถึงแม้ว่าประสาทสัมผัสจะร้ายกาจมากเหมือนกับงูพิษ แต่จะกลาย มาเป็นงูพิษที่ปราศจากเขี้ยว แม้ว่าดวงวิญญาณเป็นนายของปัญญา จิตใจ รวมทั้ง ประสาทสัมผัส ถึงกระนั้นดวงวิญญาณจะยังต้องได้รับการฝึกฝนให้เข้มแข็งด้วยการมา คบหาสมาคมกับคริชณะในคริชณะจิตสำานึก มิฉะนั้น จะมีโอกาสตกต่ำาลงอันเนื่องมา จากจิตใจที่หวั่นไหว
เอวัม-ดังนั้น, บุดเดฺฮ-แด่ปัญญา, พะรัม-เหนือกว่า, บุดดฺวา-รู้, สัมสทับฺยะ-ด้วยความ มั่นคง, อาทมานัม-จิตใจ, อาทมะนา-ด้วยปัญญาที่สุขุม, จะฮิ-ได้ชัยชนะ, ชัทรุม-ศัตรู, มะฮา-บาโฮ-โอ้ นักรบผู้เก่งกล้า, คามะ-รูพัม-ในรูปของราคะ, ดุราสะดัม-น่าสะพรึง กลัว
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นทิพย์อยู่เหนือประสาทสัมผัสวัตถุ จิตใจ และปัญญา โอ้ อารจุนะ นักรบผู้เก่งกล้า เธอควรทำาจิตใจให้แน่วแน่มั่นคงด้วยปัญญาทิพย์ที่สุขุม (คริชณะจิตสำานึก) และด้วยพลังทิพย์จงกำาราบเจ้าตัวราคะ ศัตรูผู้ไม่รู้จักพอ
บทที่สามของ ภควัต-คีตา นี้ ได้นำาเรามาถึงจุดสรุปของคริชณะจิตสำานึกด้วย การรู้จักตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า โดยไม่พิจารณา ว่าในที่สุดคือความว่างเปล่าไร้บุคลิกภาพ ในชีวิตความเป็นอยู่ทางวัตถุ แน่นอนว่าเรา จะต้องได้รับอิทธิพลที่มีนิสัยชอบราคะ และต้องการมีอำานาจเหนือทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุ ความต้องการเป็นเจ้าเหนือหัวและต้องการสนองประสาทสัมผัสเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ ที่สุดของพันธวิญญาณ แต่ด้วยพลังอำานาจแห่งคริชณะจิตสำานึก เราสามารถควบคุม ประสาทสัมผัสทางวัตถุ จิตใจ และปัญญาได้ เราอาจจะไม่ต้องยกเลิกการงานและ หน้าที่ที่กำาหนดไว้ทั้งหมดโดยฉับพลัน แต่ด้วยการพัฒนาคริชณะจิตสำานึกทีละน้อย เราสามารถสถิตในสถานภาพทิพย์โดยไม่ถูกอิทธิพลของประสาทสัมผัสวัตถุและจิตใจ ครอบงำา ด้วยปัญญาอันแน่วแน่มั่นคงจะนำาเราไปสู่ตัวของเราเองที่บริสุทธิ์ นี่คือข้อสรุป ของบทนี้ ในระดับความเป็นอยู่ทางวัตถุที่ยังไม่พัฒนา การคาดคะเนทางปรัชญาและ ความพยายามที่ฝืนธรรมชาติในการที่จะควบคุมประสาทสัมผัสด้วยการฝึกปฏิบัติสิ่ง ที่เรียกว่าท่าโยคะต่าง ๆ จะไม่มีวันช่วยให้มาสู่ชีวิตทิพย์ เราจะต้องได้รับการฝึกฝนใน คริชณะจิตสำานึกด้วยสติปัญญาที่สูงกว่า
ดังนั้น ได้จบคำาอธิบายโดยบฺคธิเวดันธะ บทที่สามของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง คารมะ-โยกะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของตนที่กำาหนดไว้ในคริชณะจิตสำานึก
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ-บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อิมัม-นี้, วิวัสวะเท-แด่สุริย เทพ, โยกัม-ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์ภควาน, โพรคทะวาน-สอน, อฮัม-ข้า, อัพยะยัม-อมตะ, วิวัสวาน-วิวัสวาน (พระนามของสุริยเทพ), มะนะเว-แด่ พระบิดาของมนุษยชาติ (มีพระนามว่า ไววัสวะทา), พราฮะ-บอก, มะนุฮ-พระบิดาแห่ง มนุษยชาติ, อิคชวาคะเว-แด่กษัตริย์อิคชวาคุ, อับฺราวีท-ตรัส
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ชรีคริชณะตรัสว่า ข้าได้สอนศาสตร์อมตะ แห่งโยคะนี้แด่พระอาทิตย์ วิวัสวาน และวิวัสวานได้สอนแด่มะนุ พระบิดาแห่ง มนุษยชาติ และมะนุได้สอนให้แด่อิคชวาคุ
ณ ที่นี้เราพบประวัติศาสตร์แห่ง ภควัต-คีตา ย้อนอดีตถึงกาลเวลาที่ได้ ถ่ายทอดผ่านราชวงศ์กษัตริย์ของดาวเคราะห์ทั้งหลายเริ่มต้นจากดวงอาทิตย์ เจตนา โดยเฉพาะของกษัตริย์แห่งดาวเคราะห์ทั้งหลายก็เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้อยู่อาศัย ฉะนั้น ราชวงศ์กษัตริย์ควรเข้าใจศาสตร์แห่ง ภควัต-คีตา เพื่อสามารถปกครองและคุ้มครอง ป้องกันประชากรจากราคะซึ่งเป็นพันธนาการทางวัตถุ จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์ เพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์ในความสัมพันธ์นิรันดรกับองค์ภควาน และมวลผู้นำารัฐแห่ง ดาวเคราะห์ทั้งหลายมีพันธกรณีในการถ่ายทอดบทเรียนนี้แด่ประชากรด้วยการศึกษา วัฒนธรรม และการอุทิศตนเสียสละ อีกนัยหนึ่ง เจตนาของมวลผู้นำารัฐคือเผยแพร่ ศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำานึกเพื่อประชากรอาจได้รับประโยชน์จากศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้ และมุ่งหน้าอยู่บนหนทางแห่งความสำาเร็จ ใช้ประโยชน์ที่ได้มีโอกาสมาอยู่ในร่างมนุษย์
ในกัปนี้ เจ้าแห่งดวงอาทิตย์ทรงมีพระนามว่าวิวัสวาน ซึ่งเป็นแหล่งกำาเนิดของ มวลดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ได้กล่าวไว้ใน บระฮมะ-สัมฮิทา (5.52) ว่า
พระพรหมตรัสว่า “ข้าพเจ้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า โกวินดะ (คริชณะ) ผู้ทรงเป็นบุคคลแรก จากคำาสั่งของพระองค์ พระอาทิตย์ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งมวลดาว เคราะห์ได้รับพลังและความร้อนอย่างมหาศาล ดวงอาทิตย์เสมือนดุจดังพระเนตรของ องค์ภควานและโคจรไปโดยรอบด้วยความเคารพในพระราชดำาริของพระองค์”
พระอาทิตย์ทรงเป็นเจ้าแห่งมวลดาวเคราะห์ สุริยเทพ (องค์ปัจจุบันทรงพระ นามว่าวิวัสวาน) ทรงเป็นผู้ปกครองดวงอาทิตย์ และควบคุมมวลดาวเคราะห์โดยการ แจกจ่ายความร้อนและแสง พระองค์ทรงโคจรไปรอบ ๆ ภายใต้คำาสั่งของคริชณะ เดิมที องค์ชรีคริชณะทรงให้วิวัสวานเป็นสาวกองค์แรกที่เข้าใจศาสตร์แห่ง ภควัต-คีตา ดังนั้น คีตา จึงไม่ใช่ตำาราคาดคะเนสำาหรับนักวิชาการทางวัตถุผู้ไม่มีความสำาคัญอันใด แต่เป็น หนังสือมาตรฐานที่ถ่ายทอดลงมาจากโบราณกาล
ในมหาภารตะ (ชานทิ-พารวะ 348.51-52) เราสามารถย้อนรอยประวัติศาสตร์ ของ คีตา ได้ดังนี้
“ในตอนต้นของกัปที่มีชื่อว่า เทรทา-ยุกะ ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์กับองค์ภควานนี้ได้ ถ่ายทอดจากองค์วิวัสวานแด่มะนุ มะนุผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งมนุษยชาติทรงประทาน ศาสตร์นี้แด่โอรสมีนามว่า มะฮาราจะ อิคชวาคุ ผู้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งโลกนี้ และทรงเป็น บรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ระกํ ุ ซึ่งพระรามชันดระทรงปรากฏพระวรกาย” ฉะนั้น ภควัต- คีตา มีอยู่ในสังคมมนุษย์ตั้งแต่สมัย มะฮาราจะ อิคชวาคุ
ปัจจุบันเพิ่งผ่าน คะลิ-ยุกะ มาห้าพันปี คะลิ-ยุกะ นี้จะมีเวลายาวนาน ถึง 432,000 ปี ก่อนหน้านี้เป็น ดวาพะระ-ยุกะ (800,000 ปี) และก่อนหน้านั้นเป็น เทรทา-ยุกะ (1,200,000 ปี) ดังนั้น ประมาณ 2,005,000 ปีก่อนหน้านี้ มะนุตรัส ภควัต- คีตา แด่สาวกและโอรสทรงพระนามว่า มะฮาราจะ อิคชวาคุ ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งโลกนี้ อายุขัยของมะนุองค์ปัจจุบันคำานวณได้ประมาณ 305,300,000 ปี ปัจจุบันได้ผ่านไปแล้ว 120,400,000 ปี เรายอมรับว่าก่อนมะนุประสูติ องค์ภควานได้ตรัส คีตา แด่สาวกสุริย เทพวิวัสวาน เราคำานวณอย่างคร่าว ๆ ได้ว่า คีตา ได้ถูกตรัสขึ้นอย่างน้อย 120,400,000 ปีก่อนและได้มีอยู่ในสังคมมนุษย์เป็นเวลาสองล้านปี ภควัต-คีตา ได้ถูกตรัสขึ้นอีกครั้ง แด่อารจุนะประมาณห้าพันปีก่อน ทั้งหมดนี้คือการประมาณประวัติของ คีตาอย่างคร่าว ๆ ตามที่ คีตา กล่าวและตามคำาบอกเล่าของผู้ตรัสคือองค์ชรีคริชณะ คีตา ได้ถูกตรัสแด่ สุริยเทพวิวัสวาน เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์และทรงเป็นพระบิดาของกษัตริย์ทั้งหลาย ที่สืบราชวงศ์มาจากพระอาทิตย์หรือ สูรยะ-วัมชะ คชัทริยะ เพราะว่า ภควัต-คีตา ดี เท่ากับพระเวทเนื่องจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส ความรู้นี้เป็นความ รู้เหนือมนุษย์ อโพรุเชยะ และเนื่องจากคำาสอนพระเวทเป็นที่ยอมรับตามที่ปรากฏโดย ไม่มีการตีความตามโลกียวัตร นักถกเถียงทางโลกอาจคาดคะเน คีตา ตามแนวความคิด ของตน แต่นั่นมิใช่ ภควัต-คีตา ฉบับเดิม ฉะนั้น ภควัต-คีตา จะต้องยอมรับไว้ให้เหมือน ต้นฉบับเดิมจากสาย พะรัมพะรา และได้อธิบาย ณ ที่นี้ว่าองค์ภควาน ตรัสแด่สุริยเทพ และสุริยเทพตรัสแด่พระโอรสของพระองค์ทรงพระนามว่ามะนุ และมะนุตรัสแด่พระ โอรสของพระองค์ ทรงพระนามว่าอิคชวาคุ
เอวัม-ดังนั้น, พะรัมพะรา-โดยพะระมพะรา, พราพทัม-ได้รับ, อิมัม-ศาสตร์นี้, ราจะ- ริชะยะฮ-กษัตริย์ผู้ทรงธรรม, วิดุฮ-เข้าใจ, สะฮ-ความรู้นั้น, คาเลนะ-กาลเวลาผ่านไป, อิฮะ-ในโลกนี้, มะฮะทา-ยิ่งใหญ่, โยกะฮ-ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์ ภควาน, นัชทะฮ-กระจัดกระจาย, พะรันทะพะ-โอ้ อารจุนะผู้กำาราบศัตรู
ฉะนั้น ศาสตร์สูงสุดนี้ได้รับสืบทอดผ่านทางสาย พะรัมพะรา และกษัตริย์ผู้ทรง ธรรมทรงเข้าใจตามสายนี้ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสาย พะรัมพะรา ได้ขาดตอน ลง จึงดูเหมือนว่าศาสตร์นี้สูญหายไป
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า คีตา มีไว้เฉพาะสำาหรับกษัตริย์ผู้ทรงธรรม เพราะ ว่ากษัตริย์ผู้ทรงธรรมเหล่านี้จะนำาเจตนารมณ์ของ คีตา ไปบริหารปกครองประชากร แน่นอนว่าภควัต-คีตา มิได้มีไว้สำาหรับหมู่มารผู้ตัดทอนคุณค่าของ คีตา เพื่อไม่ให้ผู้ใด ได้รับประโยชน์ และจะออกอุบายต่างๆ นานาเพื่อตีความหมายตามอำาเภอใจของตนเอง ทันทีที่จุดมุ่งหมายเดิมเลือนหายไปอันเนื่องมาจากเจตนาของนักวิจารณ์ผู้ไร้คุณธรรม จึงมีความจำาเป็นที่จะต้องสถาปนาสาย พะรัมพะรา ขึ้นมาใหม่ โดยองค์ภควานทรง ตรวจพบเมื่อห้าพันปีก่อนนี้ว่าสาย พะรัมพะรา ได้ขาดตอนลง ฉะนั้น พระองค์ทรง ประกาศว่าจุดมุ่งหมายของ คีตา ดูเหมือนจะสูญหายไป ในทำานองเดียวกัน ปัจจุบัน มีหนังสือ คีตา หลายเล่ม (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ) แต่เกือบทั้งหมดไม่ใช่ตามสาย พะรัมพะรา ที่เชื่อถือได้ มีการแปลอย่างมากมายโดยนักวิชาการทางโลก แต่เกือบ ทั้งหมดบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคริชณะทรงไม่ยอมรับ ถึงแม้ว่าพวกนักวิชาการ ทางโลกจะทำาธุรกิจได้ดีจากคำาดำารัสขององค์ชรีคริชณะ จิตวิญญาณเช่นนี้เป็น มาร เพราะมารไม่เชื่อในองค์ภควานแต่ชอบหาความสุขกับทรัพย์สมบัติของพระองค์ เนื่องจากมีความต้องการหนังสือ คีตา ที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นอย่างมากในระบบพะรัม- พะรา จึงได้เกิดมีความพยายาม ณ ที่นี้เพื่อสนองความต้องการอันใหญ่หลวงนี้ ภควัต- คีตา ที่ได้รับการยอมรับเหมือนต้นฉบับเดิมเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อ มนุษยชาติ แต่ถ้าหากว่าเรายอมรับ คีตา ว่าเป็นเพียงหนังสือตำาราแห่งการคาดคะเน ทางปรัชญา จะทำาให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
สะฮ-เหมือนกัน, เอวะ-แน่นอน, อะยัม-นี้, มะยา-โดยข้า, เท-แก่เธอ, อัดยะ-วันนี้, โยกะฮ-ศาสตร์แห่งโยคะ, โพรคทะฮ-ตรัส, พุราทะนะฮ-โบราณมาก, บฺคธะฮ-สาวก, อะสิ-เธอเป็น, เม-ของข้า, สัคฮา-สหาย, ชะ-เช่นกัน, อิทิ-ฉะนั้น, ระฮัสยัม-ลึกลับ, ฮิ- แน่นอน, เอทัท-นี้, อุททะมัม-ทิพย์
ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์กับองค์ภควานที่โบราณมากนั้น บัดนี้ ข้าตรัสแก่เธอ เพราะว่าเธอเป็นทั้งสาวกและสหายของข้า ฉะนั้น เธอจึงสามารถเข้าใจความเร้น ลับแห่งศาสตร์ทิพย์นี้
มีบุคคลอยู่สองประเภทคือสาวกและมาร องค์ภควานทรงเลือกอารจุนะให้เป็น ผู้รับศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้เนื่องจากอารจุนะทรงเป็นสาวกของพระองค์ แต่สำาหรับมาร เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจศาสตร์อันเร้นลับที่ยิ่งใหญ่นี้ มีหนังสือแห่งความรู้ยิ่งใหญ่นี้หลาย เล่ม บางเล่มเป็นคำาอธิบายของสาวกและบางเล่มเป็นคำาอธิบายของมาร คำาวิจารณ์ของ สาวกเป็นความจริง ขณะที่คำาวิจารณ์ของมารไร้ประโยชน์ อารจุนะทรงยอมรับองค์ ชรีคริชณะว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า และคำาอธิบายใดๆ เกี่ยวกับ คีตา ตามรอยพระบาทของอารจุนะเป็นการรับใช้อุทิศตนเสียสละต่อแหล่งกำาเนิดของศาสตร์ อันยิ่งใหญ่นี้ อย่างไรก็ดี มารไม่ยอมรับองค์ชรีคริชณะตามความเป็นจริง และกุเรื่อง บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับคริชณะอันจะนำาพาผู้อ่านโดยทั่วไปให้ห่างจากวิถีทางที่คริชณะ ทรงสั่งสอน ณ ที่นี้ได้เตือนเกี่ยวกับวิถีทางที่ผิดเช่นนี้ เราควรพยายามปฏิบัติตามสาย พะรัมพะรา จากอารจุนะ และได้รับประโยชน์จากศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่ง ชรีมัด ภควัต- คีตา นี้
อารจุนะฮ อุวาชะ-อารจุนะตรัส, อพะรัม-อ่อนวัยกว่า, บฺะวะทะฮ-ของท่าน, จันมะ- เกิด, พะรัม-อาวุโสกว่า, จันมะ-เกิด, วิวัสวะทะฮ-แห่งองค์สุริยเทพ, คะทฺม-อย่างไร, เอทัท-นี้, วิจานียาม-ข้าพเจ้าจะเข้าใจ, ทวัม-ท่าน, อาโด-ในตอนต้น, โพรคทะวาน- สอน, อิทิ-ดังนั้น
อารจุนะตรัสว่า สุริยเทพวิวัสวานทรงเป็นผู้อาวุโสกว่าและประสูติก่อนพระองค์ ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่าในตอนแรกพระองค์ทรงสอนศาสตร์นี้แก่สุริยเทพ
อารจุนะทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นสาวกขององค์ภควาน ฉะนั้น จะทรงไม่เชื่อ ในคำาดำารัสของคริชณะได้อย่างไร? อันที่จริงอารจุนะทรงมิได้ถามคำาถามนี้เพื่อพระองค์ เอง แต่ทรงถามเพื่อผู้ที่ไม่เชื่อในบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหรือเพื่อหมู่มารผู้ไม่ชอบ ความคิดที่ว่าคริชณะควรได้รับการยอมรับว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า อารจุนะทรงถามคำาถามนี้เพื่อพวกมารเท่านั้น ประหนึ่งว่าไม่ทราบเกี่ยวกับบุคลิกภาพ แห่งพระเจ้าหรือคริชณะ ดังจะมีหลักฐานในบทที่สิบ อารจุนะทรงทราบเป็นอย่างดีว่า คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ทรงเป็นแหล่งกำาเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงเป็นคำาสุดท้ายในความเป็นทิพย์ แน่นอนว่าคริชณะทรงปรากฏพระวรกายเป็น โอรสของพระนางเดวะคีบนโลกนี้ แล้วคริชณะจะทรงรักษาความเป็นบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้า บุคคลแรกผู้ทรงความเป็นอมตะได้อย่างไร เป็นสิ่งที่สามัญชนทั่วไปเข้าใจ ได้ยากมาก ดังนั้น เพื่อทำาให้จุดนี้กระจ่างขึ้น อารจุนะทรงตั้งคำาถามต่อหน้าพระพักตร์ ของคริชณะ เพื่อให้พระองค์ตรัสเยี่ยงผู้ที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับกันทั่วสากลโลกว่า คริชณะทรงเป็นผู้มีอำานาจเชื่อถือได้สูงสุด ไม่เพียงแต่ปัจจุบันนี้เท่านั้น แต่เป็นที่ยอมรับ มาตั้งแต่โบราณกาล มีแต่พวกมารเท่านั้นที่ปฏิเสธพระองค์ อย่างไรก็ดีเนื่องจากคริชณะ ทรงเป็นผู้มีอำานาจเชื่อถือได้ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป อารจุนะทรงตั้งคำาถามนี้ต่อหน้า พระองค์เพื่อให้คริชณะทรงอธิบายถึงตัวพระองค์เองโดยไม่ต้องให้พวกมารมาพรรณนา แล้วพยายามบิดเบือนคริชณะไปในทางที่พวกมารและสาวกของตนต้องการเข้าใจ มี ความจำาเป็นที่ทุกคนควรทราบศาสตร์แห่งคริชณะเพื่อประโยชน์แห่งตน ดังนั้น เมื่อ คริชณะตรัสเกี่ยวกับตัวพระองค์เองจึงเป็นสิริมงคลแด่โลกทั้งหลายสำาหรับพวกมารคำา อธิบายของคริชณะเช่นนี้อาจดูแปลก เพราะว่ามารชอบศึกษาเกี่ยวกับคริชณะจากมุม มองของตนเอง แต่สาวกยินดีต้อนรับพระดำารัสของคริชณะด้วยหัวใจ เมื่อคริชณะทรง เป็นผู้ตรัสเอง สาวกจะเคารพบูชาพระดำารัสที่เชื่อถือได้ของพระองค์เสมอ เพราะสาวก มีความกระตือรือร้นที่จะทราบเกี่ยวกับคริชณะให้มากยิ่งขึ้น ผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานคิด ว่าคริชณะทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา ด้วยวิธีนี้อาจรู้ว่าพระองค์ทรงเหนือมนุษย์เป็น สัช- ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ รูปลักษณ์อมตะแห่งความสุขเกษมสำาราญและความรู้ ทรงเป็น ทิพย์อยู่เหนือการครอบงำาของสามลักษณะแห่งธรรมชาติวัตถุ และทรงอยู่เหนืออิทธิพล ของเวลาและอวกาศ สาวกของคริชณะเช่นอารจุนะทรงอยู่เหนือความเข้าใจผิดทั้งปวง อย่างไร้ข้อกังขาเกี่ยวกับสภาวะความเป็นทิพย์ของคริชณะ อารจุนะทรงตั้งคำาถามนี้ต่อ หน้าพระพักตร์ขององค์ภควาน เป็นเพียงความพยายามของสาวกเพื่อท้าทายท่าทีของผู้ ไม่เชื่อในองค์ภควาน ที่คิดว่าคริชณะทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาผู้อยู่ภายใต้อำานาจของสาม ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ-บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัส, บะฮูนิ-หลาย, เม-ของข้า, วิยะที ทานิ-ได้ผ่านมา, จันมานิ-เกิด, ทะวะ-ของเธอ, ชะ-และเช่นกัน, อารจุนะ-โอ้ อารจุนะ, ทานิ-เหล่านั้น, อะฮัม-ข้า, เวดะ-ทราบ, สารวาณิ-ทั้งหมด, นะ-ไม่, ทวัม -เธอ, เวททฺะ-ทราบ, พะรันทะพะ-โอ้ ผู้กำาราบศัตรู
บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัสว่า หลายต่อหลายชาติทั้งเธอและข้าได้ผ่านมา ข้า สามารถระลึกได้ทุก ๆ ชาติ แต่เธอจำาไม่ได้ โอ้ ผู้กำาราบศัตรู
ใน บระฮมะ-สัมฮิทา (5.33) เรามีข้อมูลเกี่ยวกับอวตารต่าง ๆ ขององค์ ภควานมากมาย ได้กล่าวไว้ดังนี้
“ข้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า โกวินดะ (คริชณะ) ผู้ทรงเป็นบุคคลแรกที่มี ความสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่มีข้อผิดพลาด ไม่มีจุดเริ่มต้น แม้ว่าทรงอวตารมาในรูปลักษณ์ ไม่มีที่สิ้นสุด พระองค์ยังทรงเป็นภควานองค์แรกเหมือนเดิม อาวุโสที่สุด และทรง ปรากฏอยู่ในรูปของชายหนุ่มผู้สดใสอยู่เสมอ รูปลักษณ์ที่เป็นอมตะ เปี่ยมไปด้วยความ สุขเกษมสำาราญ และสัพพัญญูของพระองค์นี้ โดยทั่วไปแม้นักวิชาการพระเวทที่ดีที่สุด ยังไม่เข้าใจ แต่รูปลักษณ์เหล่านี้จะปรากฏอยู่เสมอกับสาวกบริสุทธิ์ผู้ไร้มลทินเจือปน”
ได้กล่าวไว้ใน บระฮมะ-สะมฮิทา (5.39) อีกเช่นกันว่า
“ข้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า โกวินดะ (คริชณะ) ผู้สถิตในอวตารต่าง ๆ เสมอ เช่น รามะ นริสิมฮะ และในอนุอวตารอีกมากมายเช่นกัน แต่ทรงเป็นภควานองค์ เดิมผู้ทรงพระนามว่าคริชณะ และทรงอวตารด้วยพระองค์เองเช่นกัน”
ในคัมภีร์พระเวทได้กล่าวไว้เช่นกันว่า องค์ภควานแม้ทรงเป็นหนึ่งไม่มีสอง ยัง ทรงปรากฏพระวรกายในรูปลักษณ์ต่าง ๆ มากมาย เหมือนกับมณี ไวดุรยะ ซึ่งเปลี่ยน สีแต่ยังคงเป็นหนึ่ง รูปลักษณ์อันหลากหลายทั้งหมดขององค์ภควาน สาวกบริสุทธิ์ ผู้ไร้มลทินจึงจะเข้าใจ มิใช่เพียงแต่ศึกษาคัมภีร์พระเวท (เวเดชุ ดุรละบฺม อดุรละบัม อาทมะ-บฺคโท) สาวกเช่นอารจุนะทรงเป็นสหายสนิทขององค์ภควานเสมอ เมื่อใดที่ องค์ภควานทรงอวตารเหล่าสาวกจะอวตารมาร่วมด้วยเช่นเดียวกันเพื่อรับใช้พระองค์ ในขีดความสามารถของตนที่แตกต่างกันไป อารจุนะทรงเป็นหนึ่งในจำานวนสาวกเหล่า นี้ ในโศลกนี้เราเข้าใจได้ว่าหลายล้านปีมาแล้วเมื่อองค์ชรีคริชณะตรัส ภควัต-คีตา แก่ สุริยเทพวิวัสวาน อารจุนะในขีดความสามารถที่แตกต่างกันก็ทรงปรากฏเช่นเดียวกัน ข้อแตกต่างระหว่างองค์ภควานและอารจุนะคือ องค์ภควานทรงจำาเหตุการณ์ได้ใน ขณะที่อารจุนะทรงจำาไม่ได้ นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตผู้เป็นละอองอณูและ องค์ภควาน แม้อารจุนะจะทรงได้รับการยกย่อง ณ ที่นี้ว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สามารถ กำาราบศัตรู แต่ไม่สามารถเรียกความจำากับสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติก่อนให้กลับคืนมาได้ ฉะนั้น สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนในการประเมินค่าทางวัตถุจะไม่มีวันเทียบเท่า องค์ภควานได้ ผู้ใดเป็นสหายสนิทขององค์ภควานแน่นอนว่าเป็นบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบเท่ากับองค์ภควานได้ บระฮมะ-สัมฮิทา ได้อธิบาย ถึงองค์ภควานว่าทรงเป็นผู้ที่ไม่มีความผิดพลาด (อัชยุทะ) หมายความว่าทรงไม่เคยลืม พระองค์เองแม้จะมาสัมผัสกับวัตถุ ดังนั้น องค์ภควานและสิ่งมีชีวิตจะไม่มีวันเทียบเท่า กันได้ไม่ว่าในกรณีใด แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่หลุดพ้นแล้วเหมือนกับอารจุนะ แม้อารจุนะ ทรงเป็นสาวกขององค์ภควาน บางครั้งทรงลืมธรรมชาติขององค์ภควาน แต่ด้วยพระ กรุณาธิคุณของพระองค์ สาวกสามารถเข้าใจสภาวะที่ไม่มีข้อผิดพลาดขององค์ ภควานได้ทันที ในขณะที่ผู้ไม่ใช่สาวกหรือมารไม่สามารถเข้าใจธรรมชาติทิพย์นี้ ฉะนั้น คำาอธิบายใน คีตา เหล่านี้สมองมารไม่สามารถเข้าใจได้ องค์ชรีคริชณะทรงจำาสิ่งที่ กระทำาเมื่อล้าน ๆ ปีก่อนหน้านี้ แต่อารจุนะทรงไม่สามารถจำาได้ ถึงแม้ว่าทั้งคริชณะและ อารจุนะทรงเป็นอมตะโดยธรรมชาติ เราอาจพิจารณา ณ ที่นี้ว่า สิ่งมีชีวิตลืมทุกสิ่งทุก อย่างเนื่องมาจากการเปลี่ยนร่างกาย แต่องค์ภควานทรงจำาได้เพราะทรงมิได้เปลี่ยนร่าง สัช-ชิด-อานันดะ ของพระองค์ ทรงเป็น อดไวทะ หมายความว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่าง พระวรกายและวิญญาณของพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัมพันธ์กับพระองค์เป็นทิพย์ ใน ขณะที่พันธวิญญาณแตกต่างจากร่างวัตถุของตน และเนื่องจากร่างขององค์ภควานและ ดวงวิญญาณเหมือนกัน สภาวะขององค์ภควานจึงทรงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไป เสมอ แม้ในขณะที่พระองค์เสด็จมาในระดับวัตถุ พวกมารไม่สามารถปรับตนเองให้เข้า กับธรรมชาติทิพย์ขององค์ภควานได้ ซึ่งพระองค์จะทรงอธิบายในโศลกต่อไป
อจะฮ-ไม่มีการเกิด, อพิ-ถึงแม้ว่า, สัน-เป็นเช่นนั้น, อัพยะยะ-ไม่มีการเสื่อมสลาย, อาทมา-ร่างกาย, บํ ูทานาม-ของผู้ที่เกิดทั้งหมด, อีชวะระฮ-องค์ภควาน, อพิ-ถึงแม้ว่า, สัน-เป็นเช่นนั้น, พระคริทิม-ในรูปทิพย์, สวาม-ของตัวข้า, อดฺชทฺายะ-สถิตเช่นนั้น, สัมบฺะวามิ-ข้าอวตาร, อาทมะมายะยา-ด้วยพลังเบื้องสูงของข้า
แม้ไม่มีการเกิด ร่างทิพย์ของข้าไม่เคยเสื่อมสลาย และแม้เป็นเจ้าแห่งมวลชีวิต ข้าก็ยังปรากฏในร่างทิพย์เดิมของข้าทุก ๆ กัป
องค์ภควานตรัสเกี่ยวกับลักษณะพิเศษแห่งการเกิดของพระองค์ แม้ทรงอาจ ปรากฏพระวรกายคล้ายบุคคลธรรมดา แต่ทรงจำาทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ “การเสด็จ มา” หลายต่อหลายชาติของพระองค์ในอดีตได้ ขณะที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจำาได้ ว่าได้ทำาอะไรไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ หากมีใครมาถามว่าท่านได้ทำาอะไรเมื่อวาน นี้ในเวลาเดียวกัน สำาหรับคนทั่วไปจะให้ตอบโดยทันทีได้ยากมาก แน่นอนว่าต้องเค้น ความจำาว่าเมื่อวานนี้และเวลาเดียวกันนี้ได้ทำาอะไรอยู่ ถึงกระนั้น ยังมีบ่อยครั้งที่มนุษย์ กล้าอ้างว่าตนเป็นองค์ภควานหรือคริชณะ เราไม่ควรหลงผิดกับคำากล่าวอ้างที่ไร้สาระ เช่นนี้ จากนั้นองค์ภควานทรงอธิบายถึง พระคริทิ หรือพระวรกายของพระองค์ คำาว่า พระคริทิ มีความหมายเช่นเดียวกับคำาว่า สวะรูพะ “ธรรมชาติ” หรือ “รูปลักษณ์ของ ตนเอง” องค์ภควานตรัสว่าพระองค์ทรงปรากฏมาในพระวรกายของพระองค์เอง ทรง มิได้เปลี่ยนพระวรกายของพระองค์เยี่ยงสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่เปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่าง หนึ่ง พันธวิญญาณอาจมีร่างหนึ่งในชาตินี้แต่จะมีร่างอื่นในชาติหน้า ในโลกวัตถุสิ่งมีชีวิต ไม่มีร่างกายที่ถาวร แต่จะเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง อย่างไรก็ดี องค์ ภควานทรงมิได้เป็นเช่นนั้น เมื่อใดที่ทรงปรากฏ จะทรงปรากฏในร่างเดิมด้วยพลังเบื้อง สูงของพระองค์ อีกนัยหนึ่ง คริชณะทรงปรากฏพระวรกายในโลกวัตถุนี้ในร่างอมตะเดิม แท้ของพระองค์ที่มีสองกร ทรงขลุ่ย ทรงปรากฏมาในร่างอมตะของพระองค์เหมือนเดิม โดยปราศจากมลทินของโลกวัตถุนี้ แม้ทรงปรากฏในร่างทิพย์เดิมและทรงเป็นพระผู้เป็น เจ้าแห่งจักรวาล แต่ยังปรากฏว่าทรงประสูติเหมือนกับสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป และแม้ว่า พระวรกายของพระองค์ทรงไม่เสื่อมสลายเหมือนร่างวัตถุ ยังปรากฏว่าองค์ชรีคริชณะ ทรงเจริญเติบโตจากวัยทารกมาเป็นวัยเด็ก และจากวัยเด็กมาเป็นวัยหนุ่ม แต่เป็นที่น่า อัศจรรย์ว่าพระองค์ทรงไม่แก่ไปกว่าวัยหนุ่ม ขณะที่อยู่ในสมรภูมิคุรุคเชทระ ทรงมีพระ ราชนัดดาหลายองค์อยู่ที่พระราชวัง อีกนัยหนึ่ง พระองค์ทรงมีพระชนมายุค่อนข้าง มากจากการคำานวณทางวัตถุ แต่ทรงดูเหมือนเด็กหนุ่มที่มีอายุประมาณยี่สิบถึงยี่สิบ ห้าพรรษา เราไม่เคยเห็นภาพของคริชณะในร่างของผู้สูงอายุ เพราะพระองค์ทรงไม่ชรา เหมือนพวกเราถึงแม้ทรงเป็นบุคคลผู้อาวุโสที่สุดในขบวนการสร้างทั้งหมด ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งพระวรกายและสติปัญญาของพระองค์ทรงไม่เคยเสื่อมสลาย หรือเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น จึงปรากฏชัดเจนว่าถึงแม้จะทรงประทับอยู่ในโลกวัตถุ แต่ ทรงอยู่ในร่างอมตะที่ไม่มีการเกิด เปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำาราญและความรู้ พระ วรกายทิพย์และสติปัญญาของพระองค์ทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลง อันที่จริงการปรากฏ และไม่ปรากฏของพระองค์ทรงเปรียบเสมือนกับดวงอาทิตย์ขึ้น ที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน หน้าเราและหายลับจากสายตาของเราไป เมื่อดวงอาทิตย์ลับตาเราคิดว่าดวงอาทิตย์ตก และเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในสายตาของเรา เราคิดว่าดวงอาทิตย์อยู่บนขอบฟ้า อันที่จริง ดวงอาทิตย์อยู่ในตำาแหน่งถาวรเสมอ แต่เนื่องมาจากข้อบกพร่องของเราเอง ประสาท สัมผัสที่สมบูรณ์ไม่เพียงพอของเราคำานวณการปรากฏและไม่ปรากฏของดวงอาทิตย์ ในท้องฟ้า และเพราะว่าการปรากฏและไม่ปรากฏของคริชณะทรงแตกต่างจากสิ่งมี ชีวิตสามัญธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง จึงเป็นหลักฐานว่าพระองค์ทรงเป็นอมตะ เปี่ยมไป ด้วยความสุขเกษมสำาราญและความรู้ อันเนื่องมาจากพลังอำานาจเบื้องสูงของพระองค์ และปราศจากมลทินจากธรรมชาติวัตถุ คัมภีร์พระเวทได้ยืนยันไว้เช่นกันว่า บุคลิกภาพ สูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่มีการเกิด แต่ยังปรากฏว่าพระองค์ทรงเกิดมาในอวตารหลาก หลายมากมาย ภาคผนวกของวรรณกรรมพระเวทยืนยันไว้เช่นกันว่า แม้ดูเหมือนว่าจะ มีการเกิด แต่พระองค์ทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงพระวรกาย ใน บฺากะวะธัม พระองค์ ทรงปรากฏต่อหน้าพระพักตร์ของพระมารดาในรูปของพระนารายะณะสี่กร พร้อมทั้ง เครื่องประดับหกชนิดด้วยความมั่งคั่งสมบูรณ์ การปรากฏมาในพระวรกายอมตะเดิม แท้ของพระองค์ทรงเป็นพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงประทานแก่สิ่งมีชีวิต เพื่อ ให้พวกเราสามารถทำาสมาธิอยู่ที่องค์ภควานได้ตามความเป็นจริง มิใช่เป็นการกุขึ้นหรือ เป็นจินตนาการจากจิตใจของเรา ดังเช่นพวกมายาวาดีคิดผิด ๆ ว่าพระวรกายขององค์ ภควานทรงควรเป็นเช่นนั้นหรือเช่นนี้ คำาว่า มายา หรือ อาทมะ-มายา หมายถึงพระ เมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ขององค์ภควาน ตามพจนานุกรม วิชวะ-โคชะ องค์ภควาน ทรงมีจิตสำานึกถึงการปรากฏและไม่ปรากฏของพระองค์ในอดีต แต่สิ่งมีชีวิตจะลืมทุก สิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตชาติทันทีที่ได้รับร่างใหม่ พระองค์ทรงเป็นองค์ภควานของมวล ชีวิต เพราะทรงปฏิบัติกิจกรรมอันมหัศจรรย์เหนือมนุษย์ขณะที่ทรงประทับอยู่บนโลก นี้ ดังนั้น องค์ภควานทรงเป็นสัจธรรมเหมือนเดิมอยู่เสมอ และทรงเป็นสัจธรรมที่ไม่มี ข้อแตกต่างระหว่างพระวรกายและดวงวิญญาณของพระองค์ หรือระหว่างคุณสมบัติ และพระวรกายของพระองค์ อาจมีคำาถามว่าแล้วทำาไมองค์ภควานจึงทรงปรากฏและไม่ ปรากฏบนโลกนี้ คำาถามนี้จะอธิบายในโศลกต่อไป
ยะดา ยะดา-เมื่อใดและที่ไหน, ฮิ-แน่นอน, ดฺารมัสยะ-ของศาสนา, กลานิฮ-ขัดแย้ง, บฺะ วะทิ-ปรากฏออกมา, บฺาระทะ-โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺาระทะ, อับฺยุททฺานัม-มีอำานาจเหนือ, อดฺารมัสยะ-ไร้ศาสนา, ทะดา-เวลานั้น, อาทมานัม-ตัวข้า. สริจามิ-ปรากฏ, อฮัม-ข้า
เมื่อใดและที่ไหนที่การปฏิบัติตามหลักศาสนา (ธรรมะ) เสื่อมลง โอ้ ผู้สืบ ราชวงศ์บฺะระทะ และการปฏิบัติที่ผิดหลักศาสนา (อธรรม) มีอำานาจเหนือ ในขณะนั้นตัวข้าจะเสด็จลงมา
คำาว่า สริจามิ มีความสำาคัญ ณ ที่นี้ สริจามิ มิใช่แปลว่าการสร้าง เพราะว่าโศลก ก่อนหน้านี้ได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีการสร้างรูปร่างหรือพระวรกายขององค์ภควาน เนื่องจาก รูปลักษณ์ของพระองค์นั้นทรงมีอยู่ชั่วกัลปวสาน ฉะนั้นคำาว่า สริจามิ หมายความว่า องค์ภควานทรงปรากฏมาตามความเป็นจริง แม้จะทรงปรากฏตามกำาหนดเวลา เช่น ใน ปลาย ดวาพะระ-ยุกะ ของกัปที่ยี่สิบแปดแห่ง มะนุ องค์ที่เจ็ดในหนึ่งวันของพระพรหม พระองค์ทรงไม่มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ เพราะทรงมีอิสระเสรี อย่างสมบูรณ์ในการปฏิบัตอย่างไรก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย ฉะนั้น ทรงปรากฏด้วย ความปรารถนาของพระองค์เอง เมื่ออธรรมเฟื่องฟูมีอำานาจเหนือ และศาสนาที่แท้จริง สูญหายไป หลักธรรมแห่งศาสนานี้ได้วางไว้ในคัมภีร์พระเวท การปฏิบัติใด ๆ ที่ขัดแย้ง ต่อกฎเกณฑ์อันถูกต้องของคัมภีร์พระเวทจะทำาให้เราเป็นผู้ไร้คุณธรรม ใน บฺากะวะธัม ได้กล่าวไว้ว่าหลักธรรมนี้คือกฎขององค์ภควาน พระองค์เท่านั้นที่ทรงสามารถสร้าง ระบบศาสนา เป็นที่ยอมรับกันว่าองค์ภควานทรงเป็นผู้ตรัสคัมภีร์พระเวทเข้าสู่หัวใจของ พระพรหม ฉะนั้น หลัก ดฺารมะ หรือหลักศาสนาคือคำาสั่งโดยตรงของบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้า (ดฺารมัม ทุ สาคชาด บฺะกะวัท-พระณีทัม) หลักธรรมต่าง ๆ ได้กล่าวไว้อย่าง ชัดเจนตลอดทั้งเล่มใน ภควัต-คีตา จุดมุ่งหมายของคัมภีรพระเวทคือสถาปนาหลัก ธรรมเช่นนี้ภายใต้คำาสั่งขององค์ภควาน และพระองค์ทรงสั่งโดยตรงในตอนท้ายของ คีตา ว่าหลักธรรมสูงสุดของศาสนาคือศิโรราบต่อองค์ภควานเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไป กว่านี้ หลักธรรมของพระเวทจะส่งเสริมเราไปสู่การศิโรราบอย่างสมบูรณ์ต่อพระองค์ และเมื่อใดที่มีมารมารังควานหลักธรรมนี้ องค์ภควานจะทรงปรากฏ จาก บฺากะวะธัม เราเข้าใจว่าคริชณะทรงอวตารลงมาเป็นองค์บุดดฺะขณะที่ลัทธิวัตถุนิยมแพร่หลาย และ นักวัตถุนิยมได้ใช้ข้ออ้างจากอำานาจแห่งคัมภีร์พระเวท ถึงแม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ เกี่ยวกับการบูชายัญสัตว์เพื่อจุดมุ่งหมายบางประการในคัมภีร์พระเวท แต่บุคคลผู้มีแนว โน้มไปในทางมารก็ยังทำาการบูชายัญสัตว์โดยไม่มีการอ้างอิงถึงหลักธรรมของพระเวท องค์บุดดฺะทรงปรากฏเพื่อหยุดความเหลวไหลเช่นนี้ และทรงสถาปนาหลักอหิงสาแห่ง พระเวท ดังนั้นทุก ๆ อวะทาระ หรืออวตารขององค์ภควานจะทรงมีพระภารกิจโดย เฉพาะ และทั้งหมดได้อธิบายไว้ในพระคัมภีร์อย่างเปิดเผย เราไม่ควรยอมรับผู้ใดว่าเป็น อวตารนอกจากพระคัมภีร์ได้อ้างอิงไว้ ไม่เป็นความจริงที่ว่าองค์ภควานทรงปรากฏบน แผ่นดินของประเทศอินเดียเท่านั้น พระองค์ทรงสามารถปรากฏพระวรกายได้ทุกหน ทุกแห่งตามที่ทรงปรารถนา องค์ภควานในรูปของอวตารทุกพระองค์จะตรัสเกี่ยวกับ ศาสนามากเท่าที่ประชาชนในยุคและสถานการณ์นั้น ๆ จะเข้าใจได้ แต่พระภารกิจของ ทุกพระองค์ทรงเหมือนกัน คือทรงนำาประชาชนมาสู่ภควานจิตสำานึก และเชื่อฟังปฏิบัติ ตามหลักธรรมแห่งศาสนา บางครั้งพระองค์เสด็จลงมาเอง บางครั้งทรงส่งผู้แทนที่เชื่อ ถือได้มาในรูปของสาวกหรือผู้รับใช้ หรือทรงแปลงพระวรกายมา
หลักธรรมแห่ง ภควัต-คีตา ได้ตรัสแก่อารจุนะ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการตรัสแก่ บุคคลอื่น ๆ ผู้ที่เจริญแล้ว เนื่องจากอารจุนะทรงมีความเจริญก้าวหน้ามากเมื่อเปรียบ เทียบกับคนธรรมดาทั่วไป ในส่วนอื่น ๆ ของโลก สองบวกสองเป็นสี่คือหลักคณิตศาสตร์ ที่เป็นความจริงไม่ว่าในชั้นคณิตศาสตร์เบื้องต้นหรือชั้นสูง ถึงกระนั้นก็ยังมีการคำานวณ ที่สูงกว่าและต่ำากว่า ดังนั้น อวตารทั้งหมดขององค์ภควานจะสอนหลักธรรมเดียวกัน แต่ จะปรากฏว่าสูงกว่าหรือต่ำากว่าขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป หลักศาสนา ที่สูงกว่าเริ่มจากการยอมรับสี่ระดับและสี่อาชีพแห่งชีวิตสังคม ดังจะอธิบายต่อไป จุด มุ่งหมายทั้งหมดแห่งพระภารกิจขององค์อวตารคือการรณรงค์คริชณะจิตสำานึกทั่ว ทุกหนทุกแห่ง จิตสำานึกเช่นนี้ปรากฏหรือไม่ปรากฏจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เท่านั้น
พะรีทราณายะ-เพื่อการจัดส่ง, สาดํ ูนาม-สาวก, วินาชายะ-เพื่อการทำาลาย, ชะ-และ, ดุชคริทาม-คนสารเลว, ดฺารมะ-หลักธรรมของศาสนา, สัมสทฺาพะนะ-อาทฺายะ-สถาปนา ขึ้นใหม่, สัมบฺะวามิ-ข้าปรากฏตัว, ยุเก-กัปแล้ว, ยุเก-กัปเล่า
เพื่อจัดส่งคนดีมีธรรมะและทำาลายคนชั่ว พร้อมกับสถาปนาหลักธรรมแห่ง ศาสนาขึ้นมาใหม่ ตัวข้าจึงปรากฏกัปแล้วกัปเล่า
ตาม ภควัต-คีตา คำาว่า สาดุ